LNCrawler

83

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

83

“ไปค่ะ”

หลินเยว่ชิงเก็บกระจกทองแดงลงกระเป๋าแล้วออกจากมุมกำแพงพร้อมสือเยี่ยนโจว ทั้งคู่ไม่ได้เร่งฝีเท้าจนเกิดเสียงดัง ทางเดินใต้เรือนแคบและชื้น แสงจากโคมติดผนังมีไม่มาก แต่จากตรงนี้มองเห็นประตูห้องตะเกียงอยู่ไม่ไกล

หลินเยว่ชิงรู้ว่าเขากำลังรอให้เธอตามทัน จึงเหลือบมอง “ฉันยังเดินไหวค่ะ”

“ผมก็ยังไม่ได้ว่าอะไร”

“แต่คุณช้าลง”

“พื้นลื่นครับ”

เมื่อทั้งคู่เข้าใกล้ประตู เสียงอวิ๋นเจินดังลอดออกมาไม่ชัดนัก ตามด้วยเสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ หลินเยว่ชิงหยุดฟังเพียงครู่เดียว ก่อนหยิบยันต์สองแผ่นจากกระเป๋า

“เข้าไปแล้วคุณพาจื่ออันออกจากแท่นก่อนนะคะ อย่าแตะด้ายที่ผูกกับตัวเขา ฉันจะจัดการเอง”

“แล้วแม่ผม?”

“ยังแตะเธอตรง ๆ ไม่ได้ค่ะ วิญญาณสองดวงยังอยู่ในร่างเดียวกัน ถ้าพลาด คนที่เสียหายอาจเป็นคุณแม่คุณ”

สือเยี่ยนโจวรับคำสั้น ๆ แล้วถามต่อ “อวิ๋นเจินล่ะครับ”

หลินเยว่ชิงมองประตูตรงหน้า “ถ้าเขายอมยืนเฉย ๆ ก็ดีค่ะ”

สือเยี่ยนโจวหลุดหัวเราะเบา ๆ “ฟังดูไม่น่าจะเกิดขึ้น”

“ฉันก็คิดอย่างนั้น”

อวิ๋นเจินหันไปทางประตู แต่ยังไม่ทันลุก ยันต์อีกแผ่นก็ติดเข้ากับขาแท่นตะเกียง เปลวไฟสีฟ้าที่เคยนิ่งสั่นแรงจนเงาบนผนังพลอยไหวตาม

หญิงในร่างแม่ของสือเยี่ยนโจวผุดลุกจากเตียง “เกิดอะไรขึ้น”

“อย่าขยับ!”

สือเยี่ยนโจวเข้ามาก่อน ส่วนหลินเยว่ชิงตามหลังเพียงครึ่งก้าว ภาพแรกที่เห็นไม่ต่างจากในกระจกเมื่อครู่ เซี่ยจื่ออันนอนอยู่หน้าแท่น ด้ายสีดำพันรอบนิ้วเล็ก ๆ เชื่อมกับฐานตะเกียง อีกด้านเป็นหญิงที่ใช้ร่างแม่ของสือเยี่ยนโจวอยู่

“พวกคุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง”

หลินเยว่ชิงไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอกวาดตามองด้ายบนแท่นแล้วหยุดตรงปมหนึ่ง “ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะไม่แตะตรงนั้นค่ะ”

เขายังพูดไม่จบ สือเยี่ยนโจวก็ตรงไปหาเซี่ยจื่ออัน อวิ๋นเจินรีบขยับมาขวาง แต่หลินเยว่ชิงดีดยันต์อีกแผ่นออกจากมือ กระดาษติดเข้ากับพื้นตรงหน้าเขาพอดี แรงที่ดีดกลับทำให้ต้องถอยไปหนึ่งก้าว

“อย่าแตะเด็ก!”

“ประโยคนี้ควรเป็นผมพูดมากกว่านะครับ” สือเยี่ยนโจวตอบ

อวิ๋นเจินหันกลับไปทางเขา สายตาเย็นลงทันที “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ”

สือเยี่ยนโจวมองร่างของแม่ตัวเองเพียงแวบเดียว “เกี่ยวครับ”

หลินเยว่ชิงฉวยจังหวะเข้าไปถึงตัวเซี่ยจื่ออัน สองนิ้วแตะข้างปมด้าย ปราณไหลผ่านปลายนิ้วเข้าไป เส้นสีดำค่อย ๆ ซีดลงโดยไม่ต้องกระชากออก

หญิงบนเตียงเห็นทุกอย่างก็เริ่มร้อนใจ “อวิ๋นเจิน ทำอะไรสักอย่างสิ! ถ้าพวกเขาเอาเด็กออกไปแล้วพิธีจะทำยังไง”

ใบหน้านั้นคือใบหน้าของแม่เขา

แต่คนที่พูดกลับพูดถึงชีวิตเด็กเหมือนกำลังพูดถึงของชิ้นหนึ่ง

มือที่อยู่ข้างตัวของเขากำแน่นขึ้น แต่ไม่ได้เรียกแม่ ไม่ถามว่าเธอเป็นใคร และไม่เปิดเผยว่าเขารู้อะไรแล้ว

อวิ๋นเจินพยายามอ้อมสือเยี่ยนโจวไปอีกด้าน เมื่อถูกขวางอีกครั้ง เขาจึงล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากแขนเสื้อ แต่ยังไม่ทันเปิด สือเยี่ยนโจวก็คว้าข้อมือไว้

“ปล่อย!”

“ไม่ครับ”

“คุณรู้ไหมว่ากำลังขวางอะไรอยู่”

“รู้พอที่จะไม่ปล่อยให้คุณแตะเด็กอีก”

“ตอนแรกผมคิดว่าจะคุยกันดี ๆ”

อวิ๋นเจินกัดฟัน “นี่เรียกคุยดี ๆ?”

“ผมบอกว่าตอนแรกครับ”

ด้านหลัง หลินเยว่ชิงปลดด้ายออกจากนิ้วเซี่ยจื่ออันได้พอดี เด็กหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากขยับเหมือนกำลังจะไอ

เธอแตะหน้าผากเขา ไข้ยังสูง แต่ร่องวิญญาณไม่เสียหายมากเท่าที่กลัว

“พาจื่ออันออกจากแท่นได้แล้วค่ะ”

สือเยี่ยนโจวปล่อยมืออวิ๋นเจินเพียงพอให้ถอยออก จากนั้นรีบเข้าไปอุ้มเด็กขึ้น

อวิ๋นเจินกลับไม่ได้ตาม เขาหันไปมองตะเกียงแทน เพราะทันทีที่เซี่ยจื่ออันถูกยกออก เปลวไฟสีฟ้าหรี่ลงจนแสงรอบแท่นหม่นตาม

หญิงบนเตียงหน้าซีด “ทำไมไฟเป็นแบบนั้น”

อวิ๋นเจินรีบเข้าหาแท่น เขาดึงลิ้นชักด้านล่างออก หยิบของหลายอย่างขึ้นมาวางอย่างร้อนรน ก่อนจะหยุดเมื่อเห็นยันต์ของหลินเยว่ชิงติดอยู่ตรงขาแท่น

หลินเยว่ชิงมองเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น พลังของตะเกียงถูกดึงผ่านเด็กมานานจนวงอาคมพึ่งพาเส้นทางเดิมมากเกินไป การตัดเซี่ยจื่ออันออกกะทันหันทำให้พลังที่เหลือหมุนกลับภายในเอง

“อย่าฝืนค่ะ”

อวิ๋นเจินหันมาด้วยความโกรธ “คุณทำอะไรกับมัน!”

“ฉันเอาเด็กออกจากพิธีเท่านั้น”

“โกหก!”

หลินเยว่ชิงขมวดคิ้ว “อวิ๋นเจิน อย่า—”

หญิงในร่างแม่ของสือเยี่ยนโจวสะดุ้ง “ไม่!”

คำเรียกเก่าเกือบผุดขึ้นมาในหัว หลินเยว่ชิงตัดมันทิ้งเสียก่อน ผู้หญิงคนนั้นรีบเข้าหาแท่น แต่เธอขยับไปขวางไว้ทัน

“ถ้าคุณจับตอนนี้ คุณจะเจ็บกว่าเขา”

“หลีกไป!”

“ถ้าไม่เชื่อก็ลองค่ะ”

อวิ๋นเจินพยายามตั้งตัวขึ้น เขามองรอยร้าวบนตะเกียงแล้วสีหน้าซีดเผือด ก่อนหันไปหยิบยันต์อีกชุดจากตู้ข้างแท่น

อวิ๋นเจินถอย “อย่าเข้ามา”

“คุณยังจะทำต่ออีกหรือคะ”

“ถ้าตะเกียงดับ ทุกอย่างที่ทำมาหลายปีจะเสียหมด!”

“เด็กที่คุณเอามาใช้ก็เสียไปตั้งกี่คนแล้ว”

หลินเยว่ชิงใช้จังหวะเดียวกันจับข้อมือเขา ปราณไหลผ่านจุดชีพจรเข้าไปอย่างรวดเร็ว อวิ๋นเจินรู้ทันทีว่าไม่ใช่การตรวจธรรมดา เขาพยายามสะบัดมือ แต่สือเยี่ยนโจวกลับมาถึงตัวพอดีและกดไหล่เขาไว้

เส้นพลังที่อวิ๋นเจินใช้ติดต่อกับยันต์และอาคมรอบห้องถูกกดตัดทีละส่วน แม้ไม่ถึงขั้นทำลายร่างกาย แต่พลังที่สะสมมาหลายปีถูกปิดจนเรียกใช้ไม่ได้เหมือนเดิม

“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้!”

“แล้วคุณมีสิทธิ์กับเด็กพวกนั้นหรือคะ”

เขาทรุดลงข้างโต๊ะ พยายามหยิบยันต์ที่ตกอยู่ใกล้ ๆ แล้วส่งพลังเข้าไป แต่กระดาษไม่ตอบสนองเลย

ผู้หญิงคนนั้นยืนข้างตะเกียงที่กำลังร้าวเพิ่มทีละเส้น สีหน้าเหมือนคนที่เพิ่งรู้ว่าทางเดียวที่เคยคิดว่ามีอาจหายไปต่อหน้าต่อตา

“อวิ๋นเจิน แก้สิ”

ไม่มีคำตอบ

“ได้ยินไหม ฉันบอกให้แก้!”

“ผมใช้พลังไม่ได้”

“หมายความว่าอะไร”

“เธอปิดทางพลังของผมไปแล้ว!”

หญิงคนนั้นหันมาหาหลินเยว่ชิงทันที “คุณต้องการอะไร”

“หยุดพิธีค่ะ”

“แล้วฉันล่ะ?”

หลินเยว่ชิงมองร่างที่เธอยึดครองอยู่ “ร่างนี้ไม่ใช่ของคุณตั้งแต่แรก”

“คุณรู้อะไร”

“มากพอค่ะ”

ทั้งสองคนไม่คิดเปิดเผยว่ารู้ว่าร่างนี้เป็นของแม่เขา เพราะทันทีที่อีกฝ่ายรู้ความสัมพันธ์ นั่นอาจกลายเป็นสิ่งที่ใช้ต่อรองได้

เปลวไฟสีฟ้าค่อย ๆ หดลง จนเหลือเพียงจุดเล็ก ๆ บนไส้ตะเกียง

“ไม่…”

หญิงคนนั้นจ้องมันไม่กะพริบ “ยังไม่ได้…”

“ถ้าดับตอนนี้ พันธะจะขาด”

“งั้นก็ทำอะไรสักอย่าง!”

“ผมทำไม่ได้!”

เสียงตะโกนของทั้งคู่ทับกันอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนเปลวไฟจะดับลงต่อหน้าต่อตา

ตะเกียงไม่ได้ระเบิด แต่รอยร้าวที่สะสมอยู่ทำให้ส่วนบนแตกออก น้ำมันไหลลงบนโต๊ะแล้วหยดสู่พื้น

“ฉันบอกให้จุดใหม่!”

“ไม่ได้แล้ว”

“คุณบอกฉันเองว่าเหลือเวลาไม่ถึงปี คุณบอกว่าถ้าพลังพอ ฉันก็ไม่ต้องอยู่แบบนี้อีก”

หลินเยว่ชิงสังเกตเงาวิญญาณบนร่างทันที

“ถ้าคุณยังฝืนอยู่ ความเจ็บจะเพิ่มขึ้นค่ะ”

อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น “ทำให้มันหยุด”

“คืนร่างให้เจ้าของ”

“ไม่มีทาง!”

อวิ๋นเจินก็ช่วยอะไรไม่ได้

สือเยี่ยนโจวขยับตาม แต่หลินเยว่ชิงร้องเตือน “อย่า!”

ตรงใกล้ทางขึ้น เซี่ยจื่ออันนอนพิงกำแพงอยู่ สือเยี่ยนโจวเพิ่งวางเด็กไว้ตรงนั้นเพราะเป็นจุดที่พ้นวงอาคมและอยู่ใกล้ทางออกที่สุด

มือหนึ่งคว้าคอเสื้อเซี่ยจื่ออันลากขึ้น อีกมือรัดเข้าที่ลำคอเด็ก

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนหากสือเยี่ยนโจวฝืนเข้าไปตอนนี้ เด็กอาจเป็นฝ่ายรับแรงทั้งหมด

เซี่ยจื่ออันสำลักไอขึ้นเพราะแรงรัด เขายังมึนจากไข้และฤทธิ์ยา ดวงตาเปิดได้ไม่เต็มที่ แต่พอเห็นหลินเยว่ชิงยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็จำได้

หญิงคนนั้นมองหน้าเด็กแล้วหันมาทางหลินเยว่ชิง “รู้จักกัน?”

หลินเยว่ชิงไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอมองมือที่กดตรงคอเซี่ยจื่ออันแทน “อย่ารัดแน่นกว่านี้ เขาหายใจไม่ออกแล้ว”

“งั้นก็ถอยไป!”

หลินเยว่ชิงถอยอีกเล็กน้อย เซี่ยจื่ออันพยายามหายใจ ดวงตายังคงมองเธออยู่

“พี่ช่วยผมได้ไหม…”

“ได้ค่ะ”

คำตอบของเธอนิ่งมาก “แต่ตอนนี้อย่าดิ้นนะ”

หญิงที่จับเขาอยู่หัวเราะ “เชื่อฟังกันดีนี่ ถ้าอย่างนั้นก็ง่าย ถ้าพวกคุณไม่ตาม ฉันก็ไม่ทำอะไรเขา”

“แล้วถ้าคุณออกไปได้?” สือเยี่ยนโจวถาม

“เรื่องของฉัน”

“ผมถามเรื่องเด็ก”

หญิงคนนั้นลากเซี่ยจื่ออันถอยขึ้นบันไดทีละขั้น ดวงตายังจับอยู่ที่หลินเยว่ชิงกับสือเยี่ยนโจวตลอดเวลา

อวิ๋นเจินซึ่งนอนอยู่ใกล้แท่นเห็นว่าเธอกำลังจะไปก็รีบเรียก “พาผมไปด้วย”

เธอหยุดเพียงครู่เดียวแล้วตอบโดยไม่หันกลับ “คุณช่วยฉันไม่ได้แล้ว ฉันจะพาคุณไปทำไม”

สือเยี่ยนโจวมองเขา ก่อนพูดเบา ๆ “ดูเหมือนความสัมพันธ์จะไม่ได้ดีอย่างที่คิดนะครับ”

หลินเยว่ชิงปรายตามอง “เวลานี้คุณยังมีอารมณ์พูดอีกหรือคะ”

“ผมพูดเบามากแล้วครับ”

เธอไม่รู้จะตอบอะไร จึงกลับไปจับตาดูเซี่ยจื่ออันแทน

“ห้ามตามมา ถ้าฉันได้ยินเสียงใครตามขึ้นไป เด็กคนนี้ตาย”

สือเยี่ยนโจวรอเพียงไม่กี่วินาทีก็หันมาหาหลินเยว่ชิง “ปล่อยไปแบบนี้?”

“ตอนนี้เธอมีจื่ออันอยู่ค่ะ”

“ผมรู้ แต่ถ้าออกไปถึงด้านบน—”

“เธอออกจากห้องนี้ได้ ไม่ได้แปลว่าจะออกจากอารามได้ทันที”

หลินเยว่ชิงหยิบกระจกทองแดงกลับขึ้นมาอีกครั้ง

สือเยี่ยนโจวเห็นภาพในกระจกก็เข้าใจทันที

แต่ขาที่ผ่านงานหนักมาตลอดสองคืนยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือ มันสะดุดเศษตะเกียงจนคว่ำหน้าไปหนึ่งครั้ง ก่อนรีบยันตัวขึ้นแล้ววิ่งต่ออย่างเอาเป็นเอาตาย

สือเยี่ยนโจวมองเจ้าคนกระดาษที่เดินกะเผลกอยู่ในกระจก “กลับไปผมซื้อกระดาษดี ๆ ให้มันนะครับ”

หลินเยว่ชิงกดริมฝีปากกลั้นขำ “ช่วยให้ผ่านคืนนี้ก่อนค่ะ”

ในกระจก เงาของหญิงคนนั้นกับเซี่ยจื่ออันเพิ่งพ้นหัวบันได

“ถ้าต้องวิ่ง?”

“ค่อยว่ากันค่ะ”

“เมื่อกี้ไม่ใช่แบบนี้นี่ครับ”

“คุณสือ”

“ครับ?”

“ตามเด็กก่อนค่ะ”

เขายิ้มเพียงนิดเดียวแล้วหยุดแกล้งเธอ

ทั้งสองขึ้นบันไดตามภาพในกระจก โดยยังเว้นระยะไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว