85
85
เสียงคนของอารามดังใกล้เข้ามาจากปลายทางเดิน หลินเยว่ชิงพาหญิงที่ถูกยันต์กดไว้เลี้ยวเข้าไปในห้องว่างข้างเรือนก่อน ประตูไม้ปิดลงพอดีกับที่เงาคนกลุ่มหนึ่งผ่านทางแยกด้านนอก เสียงเรียกหากันดังอยู่พักหนึ่งแล้วค่อยเคลื่อนไปทางอาคารเก่า
ภายในห้องมีเพียงโต๊ะยาว ตู้เก็บของกับเก้าอี้ไม่กี่ตัว สือเยี่ยนโจววางเซี่ยจื่ออันลงบนเก้าอี้ เด็กชายยังมีไข้และหายใจไม่เต็มที่ รอยแดงตรงคอเห็นชัดกว่าตอนอยู่ในความมืด ส่วนเจ้าคนกระดาษตัวเล็กถูกประคองไว้บนฝ่ามือ ทั้งแขนทั้งขาพับยับจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ยันต์บนหน้าผากหญิงตรงหน้าเริ่มคล้ำตามขอบ หลินเยว่ชิงเห็นแล้วจึงหยิบหวีไม้ออกมาแตะบริเวณหน้าอก รอยอุ่นจากด้านในยังตอบกลับ แต่มีแรงอีกชั้นกดทับอยู่เหนือมัน
“ต้องทำตอนนี้ไหมครับ”
เขารับร่างแม่จากเธอโดยไม่ถามต่อ หลินเยว่ชิงจึงมีมือว่างพอจัดการกับยันต์ที่เริ่มเสื่อม เธอไม่ได้ดึงออกทันที แต่กดนิ้วลงบนขอบกระดาษแล้วส่งปราณเข้าไปทีละน้อย
“คุณจะทำอะไร”
หญิงคนนั้นพยายามยกมือขึ้น แต่แขนซ้ายยังชา ขยับได้เพียงครึ่งทางก็ต้องตกลงข้างตัว เธอกัดฟัน ฝืนหันหน้าไปทางสือเยี่ยนโจวแทน
“แม่”
ดวงตาคู่นั้นหันไปจับใบหน้าสือเยี่ยนโจวทันที คราวนี้ไม่ใช่การมองคนแปลกหน้าเหมือนก่อน เธอไล่มองตั้งแต่ช่วงคิ้ว สันจมูก จนถึงกรามที่คล้ายผู้ชายอีกคนในความทรงจำอย่างไม่น่าเชื่อ
สือเยี่ยนโจวไม่ตอบ สายตาของเขายังอยู่ที่ร่างแม่ ราวกับคนที่ยึดร่างนั้นไว้ไม่มีตัวตน
“คุณเป็นลูกเธอ?”
สือเยี่ยนโจวเงยตามองครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ตอบ
คำตอบอยู่ในท่าทีของสือเยี่ยนโจวชัดพอ หญิงคนนั้นจึงไม่ถามซ้ำ
หญิงคนนั้นหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนเสียงจะขาดไปเมื่อหลินเยว่ชิงเปลี่ยนตำแหน่งหวีไม้ จากกลางอกขึ้นไปเหนือไหปลาร้า
“นึกไม่ถึงจริง ๆ…”
หลินเยว่ชิงพูดขึ้นเพียงสั้น ๆ “อย่าขยับค่ะ”
“ฉันไม่ได้พูดกับคุณ!”
เธอหันกลับไปหาสือเยี่ยนโจว “หลายปีขนาดนี้ยังหาเจออีก พี่ฉันนี่มีคนห่วงเยอะจริงนะ”
ยิ่งไม่ได้คำตอบ เธอยิ่งเหมือนพูดกับตัวเอง “สามีก็ไม่ยอมลืม ลูกก็ยังตามหา…หายไปตั้งกี่ปี ทุกอย่างก็ยังเป็นของเธอเหมือนเดิม”
ปลายนิ้วของสือเยี่ยนโจวเกร็งขึ้นตรงบ่าของแม่
หลินเยว่ชิงเห็นแล้วจึงเริ่มลงมือจริง
หวีไม้แตะตรงตำแหน่งเดิมอีกครั้ง พร้อมกับแผ่นยันต์อีกแผ่นที่วางทาบไว้กลางอก ร่องพลังซึ่งก่อนหน้านี้เคยซ่อนอยู่ใต้ตะเกียงค่อย ๆ แยกตัวออก เงาสีหม่นใต้ผิวสั่นแรงขึ้นตามร่องพลัง ราวกับกำลังดึงตัวเองออกจากจุดที่ถูกตรึง
หญิงคนนั้นรู้ทันทีว่าหลินเยว่ชิงกำลังทำอะไร
“หยุด!”
เธอพยายามเกาะแขนสือเยี่ยนโจว แต่เขาขยับมือหลบ ไม่ยอมให้แตะตัว
“ฉันออกเองได้”
“ได้ยินไหม ฉันบอกว่าจะออกเอง!”
หลินเยว่ชิงใช้ปลายนิ้วลากตามรอยดำที่ข้อมือ เมื่อเส้นหนึ่งขาด คนตรงหน้าก็สะดุ้งแรงจนร่างเกือบหลุดจากแขนสือเยี่ยนโจว
“ฉันอยู่ในนี้มานานกว่าสิบปี”
“ร่างนี้ใช้ชีวิตด้วยฉันมาตั้งหลายปี!”
หลินเยว่ชิงเงยหน้าขึ้น “แต่เจ้าของยังอยู่ค่ะ”
แม้ถูกกด ถูกแย่งการควบคุม ถูกใช้ร่างแทนมานาน แต่เจ้าของเดิมไม่เคยหายไป
เงาที่ซ้อนอยู่เหนือร่างเริ่มหลุดออกมากกว่าครึ่ง คราวนี้รูปร่างไม่เหมือนหญิงวัยกลางคนที่พวกเขาเห็นมาตลอด แต่เป็นเงาของหญิงอีกคนซึ่งใบหน้ามีรอยไหม้ กระโปรงและผมเหมือนผ่านไฟจนเสียรูป
เซี่ยจื่ออันเห็นเข้า เด็กรีบก้มหน้าลงไปหาคนกระดาษในมือแทน
สือเยี่ยนโจวไม่ได้ขยับหนีแม้แต่นิดเดียว
หญิงคนนั้นมองเขาอีกครั้ง “คุณไม่กลัวหรือ”
“ไม่ครับ”
เธอหัวเราะเบา ๆ “เหมือนพ่อคุณไม่มีผิด”
สีหน้าของสือเยี่ยนโจวเย็นลง แต่เขายังไม่ตอบโต้
หลินเยว่ชิงตัดเส้นสุดท้ายตรงช่วงไหล่
ร่างในอ้อมแขนสือเยี่ยนโจวอ่อนลงทันที ขณะเงาอีกดวงหลุดออกไปด้านข้าง มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่หลินเยว่ชิงเหมือนคนเสียสติ แต่กลับหันกลับมาหาร่างเดิมแทบจะทันที
สือเยี่ยนโจวกอดแม่เข้าหาตัวโดยไม่ทันคิด
หลินเยว่ชิงขยับหวีไม้ขวางไว้ก่อน
เพียงปลายหวีแตะเข้ากับเงา วิญญาณก็ชะงักเหมือนชนกำแพง
“นั่นของฉัน!”
หลินเยว่ชิงมองเธอ “ไม่ใช่ค่ะ”
เธอลองพุ่งเข้าหาร่างอีกครั้ง คราวนี้ใช้แรงมากกว่าเดิม แต่รอยจากหวีไม้ที่หลินเยว่ชิงวางคั่นไว้ทำให้ไม่อาจเข้าใกล้ถึงตัว
เมื่อกลับไม่ได้ สายตาจึงเปลี่ยนไปทางประตู
หนีออกจากห้องก่อนก็ยังดี
เงาร่างเคลื่อนไปถึงหน้าประตูอย่างรวดเร็ว ทว่าเจ้าคนกระดาษซึ่งอยู่ในมือเซี่ยจื่ออันกลับกระตุกขึ้นเอง เพราะรอยปราณที่หลินเยว่ชิงทิ้งไว้ยังเชื่อมกับหวี
หลินเยว่ชิงเอื้อมไปรับคนกระดาษกลับมา แล้ววางมันลงบนขอบโต๊ะ
ร่องอุ่นซึ่งเคยใช้ติดตามแม่ของสือเยี่ยนโจวเปลี่ยนทิศ จากการตามหากลายเป็นการกันสิ่งที่ไม่ใช่เจ้าของร่างให้ออกห่าง วิญญาณที่กำลังจะผ่านประตูหยุดอยู่ตรงธรณี ราวกับมีแรงดึงจากด้านหลังไม่ให้ไปต่อ
“คุณทำอะไร!”
หลินเยว่ชิงไม่ตอบ เธอเพียงหยิบยันต์แผ่นหนึ่งพับครึ่งแล้วสอดเข้าระหว่างซี่หวี
หญิงคนนั้นพยายามเกาะกรอบประตู แต่สิ่งที่เป็นวิญญาณไม่มีแรงจับต้องของแข็งได้จริง มือจึงผ่านเนื้อไม้ไปทุกครั้ง
“หลินเยว่ชิง!”
“ฉันยอมออกจากอารามก็ได้”
“ฉันไม่กลับไปหาร่างนั้นแล้ว”
หลินเยว่ชิงยังคงดึงหวีกลับช้า ๆ
“คุณต้องการอะไรอีก!”
หญิงคนนั้นหันไปมองเซี่ยจื่ออัน ก่อนรีบพูดเหมือนนึกทางออกได้ “เด็กก็ปลอดภัยแล้วไม่ใช่หรือ ฉันไม่ได้ฆ่าเขา!”
เซี่ยจื่ออันเงยหน้าขึ้นทันที
หลินเยว่ชิงหยุดมือเพียงชั่วครู่ “แล้วคนก่อนหน้าเขาล่ะคะ”
“คนทำพิธีคืออวิ๋นเจิน”
“คุณใช้ตะเกียงหรือเปล่าคะ”
ประโยคถัดไปหายไปเอง
เธอรู้ดีว่าต่อให้อวิ๋นเจินเป็นคนเลือกเด็กและลงมือ ทุกอย่างถูกทำเพื่อประคองวิญญาณของใคร
หลินเยว่ชิงไม่ถามซ้ำ
ยันต์ที่พับไว้ระหว่างซี่หวีเริ่มไหม้จากด้านใน ความร้อนจากอักขระไล่ไปตามร่องที่ยังเชื่อมวิญญาณดวงนั้นไว้กับโลกคนเป็น
หญิงคนนั้นรู้สึกถึงมันก่อนจะเห็นอะไร
เธอก้มมองมือของตัวเอง ปลายนิ้วที่ไหม้ดำอยู่แล้วเริ่มโปร่งขึ้นทีละน้อย
“เดี๋ยว…”
“นี่มันอะไร”
หลินเยว่ชิงไม่ได้ตอบ
ปลายนิ้วของวิญญาณเริ่มโปร่งลง ตะเกียงพัง ร่างพี่สาวกลับคืนเจ้าของ ส่วนอวิ๋นเจินก็ใช้พลังไม่ได้อีกแล้ว
หญิงคนนั้นจึงหันไปหาสือเยี่ยนโจวอีกครั้ง
“คุณรู้หรือเปล่าว่าแม่คุณได้ทุกอย่างง่ายแค่ไหน”
“ฉันต้องพยายามแทบตาย แต่เธอแค่ทำตามที่บ้านบอกก็ได้เรียนดี ๆ ได้แต่งงาน ได้ครอบครัว ได้ลูกอย่างคุณ…”
สือเยี่ยนโจวฟังจนจบ ก่อนตอบเพียงว่า “นั่นไม่ใช่เหตุผลให้คุณเอาชีวิตเธอไป”
เงาที่ขาเริ่มหายไปถึงช่วงเข่า
“ฉันก็แค่อยากมีชีวิตเหมือนเธอบ้าง”
สือเยี่ยนโจวไม่ได้พูดต่อ
หลินเยว่ชิงเองก็ไม่มีอะไรจะถามแล้ว
ไฟจากยันต์แผ่นเล็กค่อย ๆ ลามตามรอยปราณในหวี ไม่ได้เผาห้อง ไม่ได้แตะต้องร่างแม่ของสือเยี่ยนโจว มีเพียงเงาที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้ซึ่งกำลังจางลงช้า ๆ
แม้แต่จะกลับเข้าไปในร่างพี่สาวก็ทำไม่ได้
ริมฝีปากขยับเหมือนยังอยากพูดอะไร
ไม่กี่อึดใจต่อมา รอยสุดท้ายก็หายไปพร้อมกับยันต์ในหวีที่ไหม้หมดพอดี
หลินเยว่ชิงปล่อยหวีลงบนโต๊ะ แล้วหันกลับไปหาร่างแม่ของสือเยี่ยนโจวทันที
เขาประคองเธอไว้อย่างระวังตั้งแต่ต้นจนจบ เปลือกตายังปิดสนิท แต่ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้มีเงาหม่นคลุมอยู่กลับดูผ่อนลงกว่าเดิม
“แม่ผมเป็นยังไงบ้างครับ”
“วิญญาณกลับเข้าที่แล้วค่ะ”
สือเยี่ยนโจวเงียบไป ก่อนถาม “จะตื่นไหมครับ”
“ต้องพักก่อน”
เซี่ยจื่ออันลงจากเก้าอี้อย่างช้า ๆ เด็กชายยังจับขอบโต๊ะพยุงตัว แต่คราวนี้ไม่มีใครขู่หรือรัดคอเขาแล้ว พอเดินมาถึงใกล้หลินเยว่ชิง เขาก็ยื่นเจ้าคนกระดาษคืนให้
“พี่ครับ”
หลินเยว่ชิงรับมันไว้ “คอเจ็บไหม”
เด็กพยักหน้า แล้วพยายามกลั้นน้ำตาที่เริ่มเอ่อขึ้นมา “นิดหนึ่งครับ”
“ออกไปแล้วต้องไปโรงพยาบาลค่ะ”
เซี่ยจื่ออันเม้มปาก “ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
“ไม่อยู่แล้วค่ะ”
ดวงตาเซี่ยจื่ออันแดงขึ้น เขาพยายามสูดจมูกสองครั้ง ก่อนจะเดินเข้ามากอดเอวหลินเยว่ชิงไว้
เธอชะงักนิดหนึ่งก่อนวางมือบนศีรษะเด็ก
สือเยี่ยนโจวซึ่งอุ้มแม่อยู่ข้าง ๆ มองเซี่ยจื่ออันที่เกาะหลินเยว่ชิงแน่น แล้วเลื่อนสายตาไปทางประตู
“คนด้านนอกเริ่มเยอะขึ้นแล้วครับ”
หลินเยว่ชิงพยักหน้า ก่อนช่วยแยกเซี่ยจื่ออันออกเบา ๆ “ไปกันค่ะ”
เด็กเช็ดหน้าแล้วพยายามยืนเอง แต่ขาอ่อนจนเซ สือเยี่ยนโจวจึงเอื้อมแขนข้างที่ว่างรับไว้
เซี่ยจื่ออันมองร่างผู้หญิงในแขนอีกข้างแล้วถามเสียงเบา “ผมหนักไหมครับ”
“ยังไหวครับ”
“แล้วพี่ผู้หญิงคนนี้ล่ะครับ”
สือเยี่ยนโจวก้มมองแม่ “แม่ผมครับ”
เซี่ยจื่ออันจึงไม่ถามต่อ เขาขยับตัวให้เล็กลงเหมือนกลัวเป็นภาระ
โทรศัพท์ของหลินเยว่ชิงสั่นขึ้นขณะเธอกำลังเปิดประตูดูทางเดิน
“เยว่ชิง ฉันขอถามอะไรหน่อย จื่ออันอยู่กับคุณหรือเปล่า”
หลินเยว่ชิงหันไปมองเด็ก
เซี่ยจื่ออันได้ยินชื่อของตัวเองจากโทรศัพท์ก็เงยหน้าทันที
“อยู่ค่ะ”
ปลายสายเงียบไป ก่อนเสียงเซี่ยอวี่ถงจะดังเร็วขึ้น “จริงเหรอ? เขาเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม ตอนนี้อยู่ที่ไหน”
หลินเยว่ชิงส่งโทรศัพท์ให้เด็กแทนคำตอบ
เสียงเซี่ยจื่ออันดังจนสือเยี่ยนโจวต้องขยับโทรศัพท์ออกห่างจากหูเด็กเล็กน้อย
ปลายสายพูดอะไรกลับมายาวมาก เด็กตอบทั้งน้ำตาว่าไม่เป็นไรแล้ว ก่อนรีบเล่าเรื่องคนกระดาษจนประโยคพันกันเอง
หลินเยว่ชิงปล่อยให้คุยกันต่ออีกนิด จึงรับโทรศัพท์กลับมา
“รอด้านล่างอารามค่ะ ฉันจะพาเขาลงไป”
“ได้ ฉันกำลังไป”
ด้านนอกมีเสียงคนเดินผ่านทางแยกอีกครั้ง หลินเยว่ชิงเก็บโทรศัพท์ แล้วเปิดประตูออกไปดู เมื่อทางด้านซ้ายว่างจึงออกจากห้องก่อน
สือเยี่ยนโจวตามมาพร้อมแม่และเซี่ยจื่ออัน
เจ้าคนกระดาษซึ่งยับจนแทบพับครึ่งถูกหลินเยว่ชิงเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
พวกเขาเลี้ยวเข้าทางแคบด้านหลังเรือน ก่อนมุ่งลงไปตามทางที่ใช้เข้ามา ขณะที่ด้านหลังยังมีเสียงคนของอารามวิ่งสวนกันอยู่ไม่ขาด