LNCrawler

88

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

88

ผลตรวจของทั้งสือหมิงเซวียนและภรรยาทยอยส่งกลับมาในช่วงสาย หมอจ้าวตรวจซ้ำอีกครั้งก่อนยืนยันว่าทั้งคู่ยังต้องพักต่ออีกอย่างน้อยระยะหนึ่ง โดยเฉพาะสือหมิงเซวียนที่เพิ่งผ่านการถอนอาคมและมีพิษตกค้างในร่าง ถึงเจ้าตัวจะอยากอยู่เฝ้าภรรยาต่อ แต่พอหมอจ้าวพูดเป็นครั้งที่สาม คนบนเตียงกลับเป็นฝ่ายไล่เสียเอง

“กลับไปพักเถอะค่ะ ฉันไม่ได้หายไปไหนแล้ว”

หลินเยว่ชิงเองถูกหมอจ้าวเรียกออกไปดูผลตรวจบางส่วน เธอต้องแยกให้ออกว่าอาการใดเกิดจากร่างกายอ่อนแอ และส่วนไหนเกี่ยวข้องกับวิญญาณที่ถูกกดมานาน ห้องจึงเหลือเพียงสือเยี่ยนโจวกับแม่

ชายหนุ่มช่วยปรับหมอนให้สูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนส่งแก้วน้ำให้ แม่ของเขาดื่มเพียงไม่กี่คำก็คืนมา แล้วมองลูกชายอยู่เงียบ ๆ

สือเยี่ยนโจวรับแก้วไปวาง พอกลับมาก็พบว่าเธอยังมองอยู่เหมือนเดิม

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่มีอะไร แม่แค่อยากมองลูกให้เต็มตาหน่อย”

ตอนแม่หายไป เขายังเป็นเด็กหนุ่ม ในความทรงจำของเธอ คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าจึงเหมือนโตขึ้นมาทีเดียวสิบกว่าปี

สือเยี่ยนโจวจึงไม่เปลี่ยนเรื่อง ปล่อยให้แม่มองจนพอใจ

ผ่านไปพักหนึ่ง เธอจึงเอ่ยขึ้น “เยว่ชิงช่วยลูกตามหาแม่มานานหรือ”

“ช่วยหลายเรื่องครับ”

“พ่อของลูกด้วย?”

“ครับ”

แม่พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังเรียบเรียงสิ่งที่ได้รับรู้มาตั้งแต่ฟื้น “เด็กคนนั้นไม่เหมือนคนที่จะยอมเหนื่อยกับเรื่องของคนอื่นง่าย ๆ”

สือเยี่ยนโจวยิ้มจาง “เธอเป็นแบบนั้นครับ ถ้าไม่คิดว่าควรทำ ต่อให้ใครพูดมากแค่ไหนก็เปลี่ยนใจเธอไม่ได้”

พูดจบจึงเพิ่งรู้ว่าแม่กำลังมองมาอีกแบบ

“รู้จักนิสัยกันดีนะ”

“อยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่งครับ”

“อืม”

เธอไม่ได้ซักต่อทันที กลับหันไปหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบอีกครั้ง ท่าทีสงบเสียจนสือเยี่ยนโจวเกือบคิดว่าเรื่องจบแล้ว กระทั่งเธอส่งแก้วคืนแล้วถามว่า

“ตอนนี้ลูกมีครอบครัวหรือยัง”

เขาชะงักเล็กน้อยก่อนตอบตามตรง “แต่งงานแล้วครับ”

คราวนี้คนบนเตียงหันมามองเต็มตา

“แต่งแล้ว?”

“ครับ”

“ตั้งแต่เมื่อไร”

“ยังไม่ถึงปี”

เธอเงียบไปชั่วครู่ เห็นสีหน้าลูกชายไม่เหมือนคนที่กำลังเล่าเรื่องแต่งงานอย่างมีความสุขนัก จึงไม่ได้ดีใจออกนอกหน้าทันที

“ภรรยาลูกเป็นใคร แม่รู้จักไหม”

สือเยี่ยนโจวไม่ได้คิดจะเล่นคำให้เธอต้องเดา

“หลินเยว่ชิงครับ”

ชื่อเดียวทำให้ความสงสัยบนใบหน้าเธอหายไปแทบหมด

“เยว่ชิง?”

“ครับ”

“คนเดียวกับที่อยู่กับพวกเราตอนนี้?”

“ครับ”

สีหน้าของแม่เปลี่ยนชัดเจน ความดีใจผุดขึ้นมาก่อน ก่อนตามมาด้วยความงุนงงเมื่อจำบทสนทนาเมื่อคืนได้

“แล้วตอนแม่ถามว่ามีคนคบอยู่หรือยัง ทำไมลูกบอกว่าไม่มี”

“เพราะเราแต่งงานกันแล้วครับ”

เธอมองเขาอยู่สองวินาที ก่อนมือข้างหนึ่งจะยกขึ้นเหมือนอยากฟาด แต่พอขยับแรงก็ไม่มีแรงพอ สือเยี่ยนโจวรีบจับข้อมือไว้แล้ววางกลับลงบนผ้าห่ม

“อย่าเพิ่งออกแรงครับ”

“ลูกก็อย่าพูดให้แม่อยากตีสิ”

เขาหลุดหัวเราะ “รอแข็งแรงกว่านี้ก่อนก็ได้ครับ”

“ยังจะพูดอีก”

สือเยี่ยนโจวช่วยดึงผ้าห่มขึ้นให้เข้าที่ ก่อนยอมนั่งดี ๆ เพื่อไม่ให้แม่หาเรื่องใช้แรงอีก

เธอเองก็ไม่ได้ดุต่อ แต่พอรอยยิ้มของลูกชายจางลง ความดีใจบนใบหน้าก็ลดลงตาม

“แต่งกันดี ๆ ใช่ไหม”

รอยยิ้มบนหน้าสือเยี่ยนโจวจางลงนิดหนึ่ง

แม่ไม่ได้รีบถามต่อ เธอรอให้เขาพูดเอง

ชายหนุ่มเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเล่า “ตอนแต่งกัน สถานการณ์มันไม่ได้เหมือนคู่ทั่วไปครับ เราต่างมีเหตุผลของตัวเอง แล้วก็ตกลงว่าจะอยู่แบบนี้หนึ่งปี”

คนฟังขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย “แล้วหลังจากนั้น?”

“ถ้าครบปีแล้วต่างฝ่ายต่างยังไม่อยากใช้ชีวิตคู่จริง ๆ ก็แยกกัน”

คำว่า “แยกกัน” ทำให้เธอหยุดมองลูกชายอยู่นานกว่าเดิม

“เรื่องนี้ใครเป็นคนเริ่มพูด”

สือเยี่ยนโจวไม่ได้ตอบในทันที และความเงียบนั้นก็มากพอแล้ว

“ลูก?”

“ครับ”

แม่เอนหลังลงกับหมอน ถอนลมหายใจช้า ๆ อย่างคนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี

“แม่เพิ่งรู้ว่าลูกแต่งกับผู้หญิงที่แม่ชอบมาก แล้วต่อมาก็รู้ว่าลูกเป็นคนเสนอเรื่องแยกกันเอง”

เขาพยายามแก้ “ตอนนั้นมันมีเหตุผลครับ”

“แม่ไม่ได้ว่าไม่มีเหตุผล”

น้ำเสียงไม่ได้ดุ เพียงมองเขาอย่างคนกำลังพยายามทำความเข้าใจลูกชายที่โตขึ้นมาโดยไม่มีตัวเองอยู่ด้วยหลายปี

“แม่แค่ถามตอนนี้ ลูกยังคิดแบบนั้นอยู่ไหม”

สือเยี่ยนโจวลดสายตาลงเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า

“ไม่แล้วครับ”

แม่ไม่ได้พูดว่า รู้อยู่แล้ว หรือรีบยิ้มล้อ เพียงถามต่อ “ไม่อยากแยก?”

“ครับ”

“ถ้าเป็นเยว่ชิงที่บอกว่า ครบหนึ่งปีแล้ว ไปจัดการเรื่องหย่ากันเถอะ ลูกจะไปไหม”

“ไม่ครับ”

คำตอบออกมาเร็วกว่าคำถามก่อนหน้าเสียอีก

สือเยี่ยนโจวเป็นฝ่ายพูดต่อ “ผมคงไม่อยากให้เธอไปจริง ๆ”

“งั้นก็น่าจะพอรู้แล้วว่าตัวเองคิดยังไง”

เขาเงยหน้ามองแม่ แล้วหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง

“เพิ่งรู้ครับ”

“ช้าไปหน่อย”

“แม่เพิ่งฟื้นก็ไม่ต้องรีบว่าแรงขนาดนี้ก็ได้ครับ”

“แม่ยังพูดเบาอยู่”

หากหลินเยว่ชิงจะไปจริง เขาไม่ยอมแล้ว

แม่มองลูกชายที่ดูผ่อนลง ก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง

“แต่ลูกไม่อยากหย่า เป็นเรื่องของลูกนะ”

“เยว่ชิงอยากอยู่ต่อหรือเปล่า แม่ไม่รู้”

เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม “แม่ดูออกว่าเธอดีกับลูก แต่คนเราดีกับใครได้หลายแบบ จะเป็นแบบที่ลูกกำลังหวังหรือเปล่า แม่ตอบแทนไม่ได้”

ตั้งแต่เริ่มต้น หลินเยว่ชิงไม่เคยเรียกร้องอะไรจากการแต่งงานครั้งนี้ เธอยอมรับข้อตกลง ใช้ชีวิตของตัวเอง และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเปลี่ยนสิ่งที่ตกลงกันไว้

“แม่อาจดูผิดก็ได้นะ” เธอเสริมเมื่อเห็นลูกเงียบ “เพิ่งรู้จักเธอไม่นาน”

สือเยี่ยนโจวหันกลับมา “งั้นก็ยังพอมีหวัง?”

แม่หัวเราะ “เรื่องแบบนี้ลูกต้องไปดูเอง”

“เมื่อกี้แม่ยังชอบเธอมากอยู่เลย”

“ก็ชอบ”

“แล้วไม่ช่วยผมหน่อย?”

“จะให้แม่ไปบอกว่า ลูกชายฉันเพิ่งรู้ตัวว่าชอบเธอ ช่วยชอบกลับที ได้หรือ”

เขาหลุดหัวเราะออกมา “ไม่ได้ครับ”

“งั้นก็คิดเอง”

แม่เห็นก็ไม่ได้แทรกอีก เพราะสีหน้าเริ่มเหนื่อยลงชัดเจน หลังเพิ่งฟื้นไม่นาน ร่างกายยังไม่เหมาะกับการคุยนาน สือเยี่ยนโจวจึงช่วยปรับหัวเตียงลงและดึงผ้าห่มให้เรียบร้อย

“พักเถอะครับ”

“ลูกจะไปไหน”

“ออกไปข้างนอก ให้แม่หลับ”

เธอมองลูกชายแวบหนึ่ง “ไม่ได้รีบไปหาเยว่ชิงใช่ไหม”

มือที่จับลูกบิดหยุดชั่วครู่

“ยังครับ”

“ดี”

เขาหันกลับ “ทำไมต้องดี”

“เพิ่งรู้ตัวไม่ถึงสิบนาที ถ้าวิ่งออกไปพูดอะไรตอนนี้ แม่กลัวจะต้องตามแก้ให้ทีหลัง”

สือเยี่ยนโจวถอนใจ “ผมยังไม่ทำอะไรหรอกครับ”

“งั้นแม่จะนอน”

ทางเดินด้านนอกสงบกว่าช่วงเช้า พยาบาลเดินผ่านเป็นครั้งคราว ส่วนหมอจ้าวไม่อยู่หน้าห้องแล้ว สือเยี่ยนโจวเดินไปได้ไม่ไกลก็เห็นหลินเยว่ชิงนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ข้างหน้าต่าง

เธอกำลังซ่อมแขนที่ฉีกขาดจนไม่ได้สังเกตว่าเขาเดินมาถึง กระทั่งเงาของคนบังแสงบนโต๊ะจึงเงยหน้าขึ้น

“คุณแม่หลับแล้วหรือคะ”

“กำลังพักครับ”

“ไม่มีอาการเพิ่ม?”

“ไม่มีครับ”

หลินเยว่ชิงพยักหน้าแล้วกลับไปสนใจกระดาษตรงหน้า

สือเยี่ยนโจวยังยืนอยู่ที่เดิม

เธอรออยู่สองสามวินาทีก่อนเงยหน้าอีกครั้ง “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

คำว่าไม่อยากหย่ายังสดอยู่ในหัว แต่เขายังไม่คิดจะเอามันมาพูดตรงหน้าหลินเยว่ชิงตอนนี้

“ไม่มีครับ”

หลินเยว่ชิงมองเขานิดเดียวก็เลิกสนใจ “งั้นช่วยหยิบกาวให้หน่อยค่ะ”

สือเยี่ยนโจวชักมือกลับช้ากว่าปกติ แต่หลินเยว่ชิงเพียงเปิดฝากาวแล้วก้มลงทำงานต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขานึกถึงคำถามของแม่ขึ้นมาอีกครั้ง—แล้วเยว่ชิงอยากอยู่ต่อหรือเปล่า

เขาดึงเก้าอี้ข้าง ๆ มานั่ง

หลินเยว่ชิงยังไม่เงยหน้า “ไม่ไปพักหรือคะ”

“ยังไม่ง่วงครับ”

“เมื่อคืนแทบไม่ได้นอน”

“คุณก็เหมือนกัน”

“ฉันทำอันนี้เสร็จก่อน”

เขามองเจ้าคนกระดาษที่ขาข้างหนึ่งเอียงผิดรูป “สภาพนี้ต้องใช้เวลานานไหมครับ”

“ถ้าไม่ถูกใครจับแรงอีกก็คงไม่นาน”

สือเยี่ยนโจวมองเธอ “ผมไม่ได้จับแรง”

มือที่กำลังทากาวหยุดลง หลินเยว่ชิงเงยหน้าขึ้น “ฉันยังไม่ได้บอกว่าเป็นคุณเลยค่ะ”

“ขำอะไรคะ”

“ไม่มีอะไรครับ”

เธอไม่ซักต่อ เพียงส่งกระดาษชิ้นเล็กมาให้ “ช่วยถือด้านนี้ไว้หน่อย”

สือเยี่ยนโจวรับมา คราวนี้ทั้งสองขยับเก้าอี้เข้าหากันเล็กน้อยเพราะต้องจับคนละด้านของคนกระดาษ หลินเยว่ชิงจัดรอยฉีกให้ตรง แตะกาวบาง ๆ แล้วใช้กระดาษชิ้นใหม่ปิดทับ

“ตรงกว่านี้อีกนิดค่ะ”

“แบบนี้?”

“ค่ะ อย่าปล่อยก่อน”

ไม่นานเจ้าคนกระดาษก็เริ่มกลับมาเป็นรูปร่างเดิม แม้ขาข้างหนึ่งยังเอียงอยู่บ้าง หลินเยว่ชิงปล่อยปราณลงไปเล็กน้อย มันยกแขนได้ก่อน แล้วค่อยพยายามยันตัวขึ้นยืนบนฝ่ามือ

หลินเยว่ชิงมองแล้วพูด “มันจำคุณได้แล้วค่ะ”

“จำว่าอะไรครับ”

“อาจจำว่าคุณช่วยมันไว้เมื่อกี้”

“ฟังดีกว่าที่คิด”

“หรือจำว่าคุณเคยเกือบทำมันตกก็ได้”

หลินเยว่ชิงกลับก้มลงหยิบคีมเหมือนไม่ได้ตั้งใจแกล้ง สือเยี่ยนโจวปล่อยให้คนกระดาษเกาะนิ้วอยู่แบบนั้น ก่อนขยับมือเข้าไปใกล้เธอเพื่อให้ซ่อมขาอีกข้างได้ง่ายขึ้น

ประตูห้องของแม่เปิดแง้มจากด้านหลัง สือหมิงเซวียนโผล่หน้าออกมา “เยี่ยนโจว”

“ครับพ่อ”

“แม่ลูกถามว่าเที่ยงนี้เยว่ชิงจะกินข้าวด้วยกันไหม”

หลินเยว่ชิงได้ยินจึงตอบเอง “ต้องถามหมอจ้าวก่อนค่ะว่าคุณทั้งสองกินอะไรได้บ้าง”

“ผมก็บอกแบบนั้น”

“งั้นถามหมอเลย แล้วถามเยว่ชิงด้วยว่าเธอชอบกินอะไร”

หลินเยว่ชิงกลับตอบโดยไม่คิดอะไร “ฉันกินอะไรก็ได้ค่ะ”

คนในห้องได้ยินชัด “งั้นดีเลย!”

หลินเยว่ชิงจัดขาคนกระดาษต่อ “คุณแม่ดูอารมณ์ดีขึ้นมากนะคะ”

“ครับ”

“ดีแล้วค่ะ”

เจ้าคนกระดาษขยับขาได้สำเร็จ มันพยายามเดินจากนิ้วของสือเยี่ยนโจวกลับไปหาหลินเยว่ชิง แต่เพิ่งก้าวได้สองก้าวก็ล้มคว่ำกลางฝ่ามือ

หลินเยว่ชิงรีบรับไว้ ก่อนส่งคีมให้เขาถือแทน

“ถืออันนี้หน่อยค่ะ”

สือเยี่ยนโจวรับคีมมาโดยไม่ลุกไปไหน ขณะที่เธอจับเจ้าตัวเล็กพลิกกลับและเริ่มแก้ขาที่เอียงอยู่ใหม่.