8
8
เสียงนั้นทำให้ซูหว่านหนิงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง นานห้าปีแล้วที่เธอไม่ได้ยินกู้จิ่งเซินเรียกชื่อ แม้น้ำเสียงจะแหบพร่าเพราะความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังเป็นเสียงเดิมที่เคยบอกว่าจะรออยู่หน้ามหาวิทยาลัย เป็นคนเดิมซึ่งเธอทิ้งไว้โดยไม่ฟังคำอธิบาย
ซูเล่อเล่อเงยหน้ามองแม่ “พ่ออยู่ข้างนอกจริงหรือครับ” คำถามของลูกดึงเธอกลับมาสู่ปัจจุบัน ซูหว่านหนิงเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจลึกแล้วพาเด็กชายออกจากห้อง โดยไม่ลืมหยิบโทรศัพท์ซึ่งยังเชื่อมกับไลฟ์ติดมือไปด้วย
ทันทีที่ประตูเปิด ชายร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีเข้มก็ปรากฏตรงหน้า ลมหายใจยังไม่สม่ำเสมอ ราวกับรีบขึ้นมาจนไม่คิดรอลิฟต์ เส้นผมซึ่งเคยจัดไว้อย่างเรียบร้อยยุ่งเล็กน้อย ดวงตาจับอยู่ที่หญิงสาวเพียงคนเดียว คนสองคนมองหน้ากันโดยไม่มีใครเอ่ยคำ
ตลอดห้าปี ซูหว่านหนิงเคยนึกภาพการพบกันอีกครั้งอยู่หลายหน แต่เมื่อเขายืนอยู่ตรงหน้า ถ้อยคำที่เตรียมไว้กลับหายไปหมด กู้จิ่งเซินเป็นฝ่ายขยับก่อน เขาดึงเธอเข้าไปกอดแน่น ร่างสูงสั่นจนคนในอ้อมแขนรับรู้ได้
“ผมหาคุณเจอเสียที”
เพียงประโยคเดียวก็ทำลายกำแพงที่ซูหว่านหนิงสร้างไว้ เธอยกมือกอดตอบโดยไม่รู้ตัว น้ำตาซึ่งพยายามกลั้นไหลลงมาอีกครั้ง
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่เคยให้โอกาสคุณอธิบายเลย”
“เรื่องนั้นค่อยพูดกัน ขอแค่ครั้งนี้อย่าหายไปอีกก็พอ”
ทั้งสองยังไม่ทันคลายอ้อมกอด ชายเสื้อของกู้จิ่งเซินก็ถูกมือเล็ก ๆ ดึงเบา ๆ ซูเล่อเล่อแหงนหน้ามองชายแปลกหน้าซึ่งมีคิ้วและดวงตาคล้ายตนเองอย่างน่าประหลาด “คุณคือพ่อของผมหรือครับ” กู้จิ่งเซินก้มลงมองเด็กชาย สีหน้าซึ่งอดกลั้นมาตลอดก็ว่างเปล่า
เมื่อครู่เขามัวแต่มองซูหว่านหนิงจนไม่ทันสังเกตว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว เด็กตรงหน้าดูอายุราวห้าขวบ หากนับย้อนกลับไปก็ตรงกับช่วงที่เธอจากไห่เฉิงพอดี
“หว่านหนิง เด็กคนนี้...”
“ซูเล่อเล่อค่ะ” เธอหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ลูกชายของเรา”
กู้จิ่งเซินนิ่งค้าง ซูเล่อเล่อรออยู่พักหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบก็เริ่มกังวล “พ่อไม่อยากมีผมหรือครับ” กู้จิ่งเซินได้สติ เขาคุกเข่าลงจนระดับสายตาเท่ากับเด็ก มือที่ยกขึ้นคล้ายอยากแตะแก้มลูก แต่กลับหยุดกลางทางเพราะไม่แน่ใจว่าตนมีสิทธิ์หรือไม่
เด็กชายเป็นฝ่ายจับมือนั้นมาวางบนแก้มตัวเอง
“แม่บอกว่าพ่อไม่รู้ว่ามีผม ถ้ารู้แล้วจะชอบผมไหมครับ”
กู้จิ่งเซินดึงลูกเข้าไปกอด สีหน้าเข้มขรึมซึ่งใช้เจรจาธุรกิจมานานไม่เหลือเค้าเดิม “ชอบสิ พ่อแค่เสียใจที่มาช้าไปตั้งห้าปี”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อจะเล่นหุ่นยนต์กับผมไหม”
“เล่นครับ”
“ไปรับผมที่โรงเรียนได้ไหม”
“ได้ทุกวันเลย”
“แล้วพ่อจะหนีไปหรือเปล่า”
กู้จิ่งเซินชะงัก ก่อนกอดเด็กแน่นขึ้น “ไม่หนีครับ ต่อให้เล่อเล่อไล่ พ่อก็จะไม่ไปไหน” ซูเล่อเล่อยิ้มทั้งน้ำตา ลักยิ้มสองข้างปรากฏขึ้นพร้อมกัน ก่อนโผกอดคอคนที่เพิ่งได้เรียกว่าพ่อเป็นครั้งแรก ผู้ชมในไลฟ์เห็นเหตุการณ์ผ่านกล้องของซูหว่านหนิงตั้งแต่ต้น ความคิดเห็นจึงไหลเร็วเสียจนอ่านแทบไม่ทัน
มองคนหล่อแล้วสายตาดี: ฉันร้องไห้ตามเด็กแล้ว พ่อลูกหน้าคล้ายกันมาก
ฉันก็แค่คนธรรมดา: เข้ามาดูดวง ทำไมสุดท้ายได้กินอาหารหมาชามใหญ่
งานศพแสนโรแมนติก: นี่แหละตอนจบของนิยายคุณแม่หนีพร้อมลูก เหลือแค่คุณย่ามหาเศรษฐีมารับหลาน
ซูหว่านหนิงเพิ่งนึกได้ว่าโทรศัพท์ยังเปิดไลฟ์อยู่ เธอจึงพากู้จิ่งเซินกับลูกชายกลับมาที่ห้องเด็ก เมื่อเห็นหลินเยว่ชิงบนหน้าจอ กู้จิ่งเซินก็จำแม่หมอซึ่งผู้ช่วยเล่าให้ฟังระหว่างทางได้ คลิปจากไลฟ์ช่วยยืนยันทั้งที่อยู่ของซูหว่านหนิงและความจริงซึ่งเขาตามหามาหลายปี
“อาจารย์หลิน ขอบคุณครับ หากไม่มีคุณ หว่านหนิงอาจยังไม่ยอมเปิดประตูให้ผม และผมคงไม่รู้ว่ามีลูกชายอยู่บนโลก”
หลินเยว่ชิงรับคำขอบคุณอย่างสงบ “เรื่องหลังจากนี้เป็นเรื่องของพวกคุณค่ะ ความเข้าใจผิดถูกคลี่คลายแล้ว แต่ความเจ็บปวดตลอดห้าปียังต้องใช้เวลาพูดคุยกัน” กู้จิ่งเซินไม่ได้รับปากแทนซูหว่านหนิง เขาหันไปมองหญิงข้างกายก่อนบอกว่า ตนพร้อมรอจนกว่าเธอจะยอมเชื่อใจอีกครั้ง
จากนั้นของขวัญรูปคฤหาสน์ดวงดาวก็ปรากฏกลางหน้าจอ หนึ่งหลัง สองหลัง สิบหลัง...ภาพเคลื่อนไหวชุดเดิมยังไม่ทันจบ หลังใหม่ก็ซ้อนขึ้นมาอีก ระบบประกาศชื่อผู้ส่งซ้ำจนความคิดเห็นแทบถูกกลบ คฤหาสน์ดวงดาวหนึ่งหลังมีมูลค่าหนึ่งหมื่นหยวน กู้จิ่งเซินส่งต่อเนื่องจนครบหนึ่งร้อยหลัง ยอดสนับสนุนรวมจึงแตะหนึ่งล้านหยวนภายในเวลาไม่กี่นาที
โคล่าผัดไต: หนึ่งล้านหยวน! ฉันนับเลขศูนย์ผิดหรือเปล่า
เรียกคุณว่าสองร้อยห้าสิบจะขานรับไหม: เดี๋ยวนะ ผู้ชายคนนี้หน้าคุ้นมาก
ดวงดาวกับคำอธิษฐาน: กู้จิ่งเซิน ประธานกู้แห่งจิ่งเหิงกรุ๊ปไม่ใช่หรือ
อยากลาออกทุกวัน: ตอนแรกได้ช่วยคน ต่อมากำจัดผี ตอนนี้ยังช่วยประธานตามหาลูกอีก แม่หมอเก่งเกินไปแล้ว
หลินเยว่ชิงเห็นแสงบุญรอบตัวกู้จิ่งเซินเจือด้วยไอหม่นบางอย่าง แต่ร่องรอยนั้นไม่ได้เป็นอันตรายเร่งด่วน จึงยังไม่พูดต่อหน้าครอบครัวซึ่งเพิ่งพบกัน
“ส่งมากเกินไปแล้วค่ะ”
“สำหรับผม เงินเท่านี้เทียบไม่ได้กับสิ่งที่คุณช่วยไว้”
กู้จิ่งเซินตั้งใจจะส่งเพิ่ม แต่ซูหว่านหนิงจับมือเขาไว้ก่อน หลินเยว่ชิงจึงตัดการเชื่อมสายหลังกล่าวลา ปล่อยให้ครอบครัวได้พูดคุยกันโดยไม่มีคนนับพันเฝ้ามอง เมื่อหน้าจอกลับมาเหลือเธอเพียงคนเดียว ผู้ชมยังคงถามถึงการไปจัดการวิญญาณในน้ำเต้า
“คืนนี้ยังไปตามนัดค่ะ แต่ฉันต้องเตรียมของก่อน หากเปิดไลฟ์ได้จะแจ้งผ่านหน้าโปรไฟล์”
มนุษย์เงินเดือนขอพัก: อาจารย์จะเปิดไลฟ์ทุกวันไหม ฉันเลิกงานดึก กลัวตามไม่ทัน
“ปกติจะเริ่มสองทุ่ม หากมีเหตุจำเป็นจะแจ้งล่วงหน้าค่ะ”
พระจันทร์ครึ่งเสี้ยว: แม่หมอใส่ใจผู้ชมด้วย ฉันจะตั้งนาฬิการอ
เบื่อโลก: จัดฉากได้เงินเป็นล้าน แบบนี้ใครก็อยากทำ
หลินเยว่ชิงไม่ตอบข้อความหาเรื่อง เธอกล่าวลาผู้ชมแล้วปิดไลฟ์ ยอดผู้ติดตามซึ่งเริ่มจากไม่ถึงห้าสิบเพิ่มขึ้นเกินสองพันภายในคืนเดียว และยังขยับขึ้นเรื่อย ๆ ตามคลิปเหตุการณ์ซึ่งถูกแชร์ออกไป ห้องเช่ากลับมาเงียบอีกครั้งหลังเสียงแจ้งเตือนดังต่อเนื่องมานาน
หลินเยว่ชิงวางโทรศัพท์แล้วหลับตาพัก พลังที่ใช้ตรวจชะตาสามครั้งติดกันทำให้ขมับปวดตุบ ๆ แม้จะยังต้องไปพบวิญญาณของหานจื่ออัน แต่เธอไม่คิดฝืนออกเดินทางทันที ระหว่างรอให้ลมหายใจกลับมาเป็นปกติ เธอเปิดดูรายได้จากไลฟ์ ยอดของขวัญหนึ่งล้านหยวนถูกหักค่าบริการและส่วนแบ่งของแพลตฟอร์ม เหลือเงินที่ถอนออกมาได้สี่แสนแปดหมื่นหยวน
สำหรับเจ้าของร่างเดิม เงินจำนวนนี้มากพอใช้จ่ายได้หลายปี แต่หลินเยว่ชิงมองตัวเลขอยู่ไม่นานก็เปิดข่าวที่บันทึกไว้เมื่อเช้า ข่าวนั้นกล่าวถึงบ้านเด็กพิเศษในอำเภอเล็ก ๆ นอกไห่เฉิง สองสามีภรรยาวัยกลางคนใช้บ้านของตนรับเลี้ยงเด็กพิการและเด็กซึ่งถูกทอดทิ้งมานานกว่าสิบปี จากเด็กเพียงสามคนเพิ่มเป็นสามสิบกว่าคน ค่าอาหาร ค่าเรียน และค่ารักษาพยาบาลจึงเกินกำลังของคนทั้งคู่
เด็กบางคนต้องผ่าตัด บางคนต้องกินยาต่อเนื่อง หากหาเงินไม่ได้ บ้านหลังนั้นจะต้องปิด เด็ก ๆ ต้องถูกส่งแยกไปยังสถานสงเคราะห์หลายแห่ง ในคลิปข่าว เด็กหญิงซึ่งเดินไม่สะดวกกอดแขนหญิงเจ้าของบ้านไว้แน่น เด็กชายอีกคนนั่งเก็บของเล่นลงกล่อง เพราะเข้าใจว่าตนกำลังถูกส่งไปอยู่ที่อื่น ไม่มีใครร้องเสียงดัง แต่สีหน้าซึ่งเคยสดใสกลับเงียบลงพร้อมกัน
หลินเยว่ชิงดูคลิปจบแล้วโอนเงินสี่แสนห้าหมื่นหยวนผ่านบัญชีรับบริจาคซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นรับรอง เหลือเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายและซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น ไม่ถึงสิบนาที โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผู้โทรคือหลี่ซิ่วหลาน ผู้ดูแลบ้านเด็กพิเศษ เธอคงได้รับข้อมูลติดต่อจากระบบธนาคารและโทรมาเพราะกลัวยอดเงินผิดพลาด
เมื่อรู้ว่าหลินเยว่ชิงตั้งใจบริจาคจริง ปลายสายก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนเสียงสั่นเครือจะดังขึ้น
“เงินก้อนนี้ช่วยค่าผ่าตัดของเด็กสองคนได้เลยค่ะ ที่เหลือยังพอซื้อยาและจ่ายค่าเรียน พวกเขาไม่ต้องแยกจากกันแล้ว ขอบคุณจริง ๆ นะคะ”
“ใช้เงินตามวัตถุประสงค์และเก็บหลักฐานไว้ให้ครบก็พอค่ะ”
หลี่ซิ่วหลานขอชื่อเต็มเพื่อลงทะเบียนผู้บริจาคและนำไปประกาศขอบคุณ แต่หลินเยว่ชิงให้เพียงนามสกุล ไม่ต้องการชื่อเสียงจากเรื่องนี้ หลังวางสาย แสงบุญสีทองจาง ๆ ไหลเข้ามารวมกับเส้นชีวิตตรงข้อมือ คราวนี้ยาวขึ้นมากกว่าตอนช่วยคนในไลฟ์เล็กน้อย แม้ยังห่างไกลจากเป้าหมาย แต่ก็ยืนยันว่าการตัดสินใจของเธอไม่สูญเปล่า
หลินเยว่ชิงพักจนพลังฟื้นกลับมาบางส่วน จึงเก็บกระจกทองแดงของตาลงในกระเป๋าผ้า พร้อมกระดาษเหลือง ชาด พู่กัน และเชือกแดงที่ซื้อจากถนนซีเหอ ส่วนยันต์คุ้มภัยที่เขียนสำรองไว้ เธอพกติดตัวไปสองแผ่น
หานจื่ออันส่งข้อความมาหลายครั้ง ข้อความแรกถามว่าเธอจะมาถึงกี่โมง ข้อความต่อมาบอกว่าในห้องมีเสียงของตก และข้อความล่าสุดแจ้งว่าเขาย้ายออกมายืนรอตรงทางเดินแล้ว ไม่กล้าอยู่กับเศษน้ำเต้าตามลำพัง เกือบสี่ทุ่ม หลินเยว่ชิงมาถึงอาคารที่พักเก่าทางตะวันตกของไห่เฉิง หลอดไฟตรงโถงชั้นล่างติดบ้างดับบ้าง กล้องรักษาความปลอดภัยเหนือประตูมีฝุ่นเกาะจนแทบมองไม่เห็นเลนส์
เธอกดลิฟต์ขึ้นไปชั้นสิบเอ็ด ด้านบน หานจื่ออันเดินวนอยู่หน้าห้องตัวเองมานานกว่าครึ่งชั่วโมง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงจากด้านใน เขาจะถอยไปชิดประตูลิฟต์ แต่พอทางเดินเงียบก็รวบรวมความกล้ากลับไปมองช่องใต้ประตูใหม่ ถุงเมล็ดแตงซึ่งผู้ชมแนะนำให้ซื้อวางอยู่ข้างเท้า เขาซื้อมาจริง แต่ไม่ได้คิดใช้ต้อนรับผี เพียงหวังว่าหากเธอออกมา อย่างน้อยจะมีของโยนล่อแล้ววิ่งหนี
เสียงลิฟต์ดังขึ้น หานจื่ออันสะดุ้ง หันไปมองประตูเหล็กซึ่งกำลังเลื่อนเปิดช้า ๆ