89
89
เช้าวันต่อมา แม่ของสือเยี่ยนโจวตื่นก่อนคนอื่น หลังคืนวุ่นวายยาวนาน ร่างกายยังอ่อนแรงอยู่มาก แต่สีหน้าดีกว่าตอนเพิ่งฟื้นเมื่อคืนมาก หมอจ้าวเข้ามาตรวจตั้งแต่เช้าและกำชับให้พักต่ออีกอย่างน้อยหนึ่งวัน ส่วนสือหมิงเซวียนยังถูกห้ามออกจากห้องเพราะอาการหลังถอนอาคมยังไม่คงที่
สือเยี่ยนโจวเพิ่งช่วยแม่ปรับหมอนเสร็จ เธอก็ขอยืมโทรศัพท์ เขาคิดว่าแม่คงอยากดูเวลา จึงส่งให้โดยไม่ถาม กระทั่งเห็นเธอพิมพ์หมายเลขทีละตัวจากความจำแล้วหยุดนิ้วค้างอยู่ตรงปุ่มโทรออก เขาจึงขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้
“ยังจำเบอร์ได้หรือครับ”
“ถ้าเขาไม่เปลี่ยนก็น่าจะยังใช้ได้”
“โทรเถอะ”
ปลายสายถามซ้ำว่าใคร แม่ของสือเยี่ยนโจวกลับตอบได้เพียงคำเดียว
“แม่…”
บทสนทนาหลังจากนั้นไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวนัก คนหนึ่งถามซ้ำว่าอยู่ที่ไหน อีกคนตอบไปทั้งน้ำตา มีทั้งเสียงตำหนิ เสียงร้อง และคำถามว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น สือเยี่ยนโจวนั่งอยู่ข้างเตียงโดยไม่ได้แทรก เขาจำครอบครัวฝั่งแม่แทบไม่ได้แล้ว เหลือเพียงภาพเลือน ๆ ของผู้สูงอายุสองคนที่เคยมาหาตอนเขายังเด็กมาก หลังพ่อแม่หายไป ความสัมพันธ์ฝั่งนั้นก็ค่อย ๆ ขาดไปพร้อมกัน
สายกินเวลานานเกือบครึ่งชั่วโมง เมื่อวางโทรศัพท์ลง แม่ของเขายังนั่งนิ่ง ก่อนส่งเครื่องคืน
“ถ้าหมออนุญาต แม่อยากกลับไปหาตากับยายของลูก”
“ผมพาไปครับ”
สือหมิงเซวียนตอบตามมาติด ๆ “ผมไปด้วย”
ภรรยาหันไปมองสายน้ำเกลือที่แขนเขา “ถามหมอก่อน”
สือเยี่ยนโจวหันหน้าไปทางอื่น ไม่คิดช่วยพ่อเถียง เพราะรู้ผลอยู่แล้ว
จังหวะนั้นหมอจ้าวกับหลินเยว่ชิงเดินเข้ามาพอดี หลังตรวจอาการทั้งคู่และดูผลตรวจเมื่อคืน หมอยอมให้แม่ของสือเยี่ยนโจวออกไปได้ถ้าเดินทางไม่ไกลและต้องกลับมาพักตามเวลา ส่วนสือหมิงเซวียนถูกห้ามออกจากศูนย์พักฟื้นอย่างเด็ดขาด เจ้าตัวทำท่าไม่พอใจ แต่ภรรยากลับรับคำหมอทันที
ก่อนเตรียมตัวออกไป เธอนึกอะไรขึ้นได้จึงดึงสร้อยเส้นหนึ่งออกจากคอ จี้เป็นหยกสีเขียวเข้มที่ดูเก่ากว่าตัวเรือนมาก
“พ่อแม่ให้ฉันไว้ตั้งแต่เด็ก บอกว่าฉันกับน้องสาวเรียกพวกวิญญาณเข้าหาง่ายกว่าคนทั่วไป”
หลินเยว่ชิงไม่ได้รับมาถือ เพียงมองใกล้ ๆ ก็เห็นปราณป้องกันเหลืออยู่รอบหยกจาง ๆ มันไม่ใช่อาคมร้าย แต่ช่วยบดบังกลิ่นอายของคนสวมใส่ไม่ให้สิ่งเร่ร่อนเข้าใกล้ได้ง่าย
เธอไม่ได้เล่าต่อมากนัก เรื่องในบ้านมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่ควรกลับไปพูดกับพ่อแม่มากกว่าจะคุยกันในห้องพักฟื้น หลินเยว่ชิงเองก็ไม่ได้ซัก หากเรื่องใดจำเป็นต่อการรักษาหรือเกี่ยวกับอาคม ค่อยถามทีหลังก็ยังทัน
ช่วงสาย สือเยี่ยนโจวจึงพาแม่ออกไปพบครอบครัวฝั่งตายาย ส่วนหลินเยว่ชิงยังอยู่ที่ศูนย์พักฟื้น เพราะเซี่ยอวี่ถงโทรมาตั้งแต่เช้าว่าจะพาจื่ออันมาหา
เด็กชายเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงชั่วโมง เสียงก็ดังมาจากปลายทางเดินก่อนตัวจะโผล่เสียอีก
“พี่คนสวย!”
เซี่ยอวี่ถงคว้าคอเสื้อไว้ก่อนเจ้าตัวจะวิ่งเข้าห้อง “หมอบอกว่าอะไร”
จื่ออันลดความเร็วลงทันที “ให้เดินช้า ๆ ครับ”
“เมื่อกี้ถ้าอาไม่จับไว้จะเรียกเดินไหม”
เด็กชายไม่ตอบ เพราะสายตาไปหยุดอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว
“หายแล้ว!”
เด็กชายยื่นมือไปหา แต่หยุดเองกลางทางก่อนแตะ “จับได้ไหมครับ”
“ได้แล้วค่ะ”
คนที่ตามเข้ามาทีหลังมีทั้งพ่อ แม่ และเซี่ยจิ่งหาว แม่ของจื่ออันดูเหนื่อยกว่าคนอื่น ดวงตายังบวมจากการร้องไห้และอดนอน พอเห็นลูกชายกำลังยิ้มอยู่ตรงหน้า เธอก็เดินเข้าไปกอดจากด้านหลังโดยไม่พูดอะไร
จื่ออันยอมให้แม่กอดอยู่พักหนึ่ง แต่ยังไม่วายเตือน “แม่ครับ อย่าบีบมือผมนะ”
“แม่กอดลูกอยู่ ยังต้องระวังมันอีกหรือ”
“มันเพิ่งซ่อมเสร็จครับ”
เซี่ยจิ่งหาวหลุดหัวเราะ ก่อนรีบเอาถุงผลไม้ไปวางเมื่อเซี่ยอวี่ถงหันมามอง
พ่อของจื่ออันรอจนภรรยาสงบลงจึงเข้ามาหาหลินเยว่ชิง เขาไม่ได้พูดอะไรยืดยาว เพียงก้มศีรษะให้เธออย่างจริงจัง
“เรื่องจื่ออัน ขอบคุณมากครับ”
“เจ้าหน้าที่ก็ตามหาเขาอยู่ค่ะ”
“แต่คนที่พาเขากลับมาคือคุณ”
หลินเยว่ชิงจึงไม่เถียงต่อ พออีกฝ่ายหยิบซองสีเรียบออกมาวางบนโต๊ะ เธอมองแค่ครั้งเดียวก็พูดว่า
“เยอะไปค่ะ”
พ่อของเด็กชะงัก “คุณยังไม่ได้เปิดเลย”
“ไม่ต้องเปิดก็รู้ค่ะ”
เซี่ยจิ่งหาวหันไปสนใจผลไม้ทันที ส่วนเซี่ยอวี่ถงทำเหมือนไม่ได้ยินว่าพี่ชายกำลังถูกปฏิเสธตรง ๆ
“ถ้าเทียบกับชีวิตลูกผม—”
“ไม่ต้องเทียบค่ะ” หลินเยว่ชิงตัดบท “เอาพอเป็นน้ำใจก็พอ”
แม่ของจื่ออันเข้าใจเร็วกว่าสามี เธอดึงซองกลับมาเอง “งั้นฉันเปลี่ยนใหม่ แต่ต้องรับไว้นะคะ ไม่อย่างนั้นคงค้างอยู่ในใจ”
“ผมก็จ่ายได้ครับ”
เซี่ยจิ่งหาวรีบหยิบโทรศัพท์ “เดี๋ยวอาถ่ายไว้ โตไปจะได้ดูว่าเคยเทหมดกระเป๋าเพื่อจ่ายค่าช่วยชีวิตตัวเอง”
“ห้ามถ่าย!”
“ทำไม น่ารักดีออก”
หลินเยว่ชิงหยิบสติกเกอร์ไดโนเสาร์ขึ้นมาหนึ่งแผ่น “อันนี้พอค่ะ”
จื่ออันคิดอยู่จริงจัง ก่อนดันอีกแผ่นมาให้ “สองอันก็ได้ครับ”
“อันเดียว”
“ลูกอมล่ะ”
เด็กชายจึงค่อยเก็บสมบัติที่เหลือกลับกระเป๋า สีหน้าดูภูมิใจกว่าตอนพ่อหยิบซองออกมาเสียอีก
เจ้าคนกระดาษบนมือขยับแขนพอดี จื่ออันรีบวางมันลงแล้วดูว่าขาจะเดินได้จริงหรือไม่ มันก้าวได้สองก้าว ก่อนเซไปด้านข้างแล้วใช้มือเกาะนิ้วเขาไว้
“มันยังเจ็บอยู่ไหมครับ”
“ไม่เจ็บแล้ว แค่ยังไม่ชิน”
เด็กพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วเดินนิ้วตามมันช้า ๆ เหมือนพาคนป่วยหัดเดิน
พ่อกับแม่ของจื่ออันนั่งดูอยู่ข้างกัน หลังจากนั้นไม่มีใครพูดเรื่องสิ่งที่อาจเกิดขึ้นถ้าช่วยเด็กกลับมาไม่ทันอีก ความสนใจทั้งห้องย้ายไปอยู่กับเจ้าคนกระดาษที่พยายามเดินให้ครบโต๊ะ
ครอบครัวเซี่ยอยู่ต่ออีกไม่นาน เพราะหมอกำชับว่าจื่ออันควรกลับไปพัก เด็กชายยอมกลับหลังหลินเยว่ชิงรับปากว่าคราวหน้าถ้าขาคนกระดาษแข็งแรงแล้วจะให้เล่นด้วย ก่อนพ้นประตูยังหันมาย้ำเรื่องสติกเกอร์สองครั้ง
เซี่ยจิ่งหาวตามออกไปเป็นคนสุดท้าย แต่ไม่ลืมหันกลับมาบอกว่าแผ่นที่หลินเยว่ชิงเลือกเป็นอันที่หลานหวงที่สุด
เซี่ยอวี่ถงไม่ได้กลับพร้อมครอบครัว เธอรอจนทางเดินเงียบแล้วจึงบอกว่า ยังมีของบางอย่างในอารามที่เจ้าหน้าที่แตะไม่ได้ ก่อนหน้านี้ลองย้ายออกจากห้องใต้ดินแล้วเกิดอาการหน้ามืดกันสองคน จึงไม่มีใครอยากฝืน
“ของแบบไหนคะ”
“แผ่นไม้เล็ก ๆ ผูกด้วยด้ายแดง อยู่ในกล่องหลายใบ ฉันไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับพิธีหรือเปล่า”
ช่วงบ่ายเธอกลับไปยังอารามพร้อมเซี่ยอวี่ถง พื้นที่ด้านในเงียบกว่าคืนก่อนมาก เจ้าหน้าที่ควบคุมคนที่เกี่ยวข้องแยกไว้อีกฝั่ง ส่วนของที่ยังไม่แน่ใจถูกกองไว้ในเรือนเก่าด้านเหนือ
เซี่ยอวี่ถงชี้ไปทางถาดเหล็กด้านข้าง “คนของฉันหยิบออกมาได้ไม่กี่ชิ้นก็เริ่มมึนหัว เลยหยุดก่อน”
หลินเยว่ชิงนั่งลงใกล้ลังแต่ไม่ได้แตะ ด้ายแดงไม่ได้ใช้ผูกป้ายไว้เฉย ๆ ทุกเส้นมีพลังบาง ๆ เชื่อมถึงกัน พอคนที่ไม่มีพลังป้องกันเข้าไปยุ่ง จึงถูกแรงสะท้อนออกมา
หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ออกมาสามแผ่น คราวนี้ไม่ได้ใช้กับคนของอารามเลย เธอวางหนึ่งแผ่นไว้หน้าลังแต่ละใบ แล้วใช้นิ้วแตะหมึกตรงกลางพร้อมกัน
ยันต์ทั้งสามแผ่นติดไฟขึ้นเพียงที่ขอบ โดยไม่มีเปลวลามไปถึงเนื้อกระดาษ
เซี่ยอวี่ถงยืนดูอยู่ข้างประตู “ปกติ?”
“ค่ะ”
จากนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
คนของอารามที่ถูกควบคุมอยู่ด้านนอกเริ่มมีเสียงขยับผิดปกติ ชายคนหนึ่งพยายามลุกทั้งที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ข้างตัว
“อย่าแตะพวกนั้น!”
เซี่ยอวี่ถงหันไปมอง แต่ไม่ได้ถามอะไรเขา
หลินเยว่ชิงเองก็ยังไม่สนใจเสียงด้านนอก เธอเพียงเพิ่มพลังลงไปอีกเล็กน้อย เส้นด้ายแดงชุดสุดท้ายจึงคลายออก
เซี่ยอวี่ถงกวาดตามองป้ายไม้ที่ส่องแสง ก่อนเรียกเจ้าหน้าที่สองคนเข้ามา “นับเฉพาะอันที่มีแสง”
หลินเยว่ชิงขยับไปตรวจอีกลัง ระหว่างนั้นเสียงนับดังอยู่ด้านหลังเป็นระยะ
หนึ่งในคนของอารามข้างนอกเริ่มดิ้นแรงขึ้นจนเจ้าหน้าที่ต้องกดให้นั่งลงตามเดิม อวิ๋นเจินซึ่งถูกคุมไว้ห่างออกไปกลับมองเข้ามาในห้องโดยไม่กะพริบ สีหน้าที่เคยหมดอาลัยเปลี่ยนไปตั้งแต่เห็นด้ายคลายตัวเอง
เขารู้ว่าป้ายเหล่านั้นทำขึ้นเพื่ออะไร
“ห้าสิบ”
เจ้าหน้าที่หยิบป้ายอีกชิ้นจากก้นลัง
“ห้าสิบเอ็ด”
หลินเยว่ชิงใช้ปลายยันต์เขี่ยด้ายเส้นสุดท้ายออกจากมุมลัง ป้ายแผ่นเล็กที่ติดอยู่ใต้เศษกระดาษจึงเลื่อนออกมา ประกายบนผิวไม้ยังสว่างอยู่
ชายจากอารามด้านนอกตะโกนขึ้น “พวกนั้นไม่ได้หมายความอย่างที่พวกคุณคิด!”
หลินเยว่ชิงตรวจป้ายแผ่นสุดท้ายเสร็จแล้ว จึงใช้ยันต์ตัดพลังที่เชื่อมกับด้ายออกทีละลัง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงสามารถจับของทั้งหมดได้โดยไม่มีอาการหน้ามืดอีก
หลินเยว่ชิงเก็บยันต์ที่ไหม้เหลือเพียงครึ่งแผ่นลงในถุงสำหรับของใช้แล้ว ก่อนจะลุกออกจากห้อง
ตอนเดินผ่านกลุ่มคนของอาราม ชายคนที่เพิ่งตะโกนยังพยายามพูดบางอย่างกับเซี่ยอวี่ถง แต่ตำรวจหญิงเพียงบอกให้เขาเก็บคำพูดนั้นไว้คุยกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต่อ
ด้านนอกเรือน สือเยี่ยนโจวเพิ่งกลับมาจากบ้านของตากับยาย เขาเดินตรงเข้ามาหาหลินเยว่ชิง ขณะที่ด้านหลังเจ้าหน้าที่ยังทยอยย้ายลังทั้งสามออกจากห้อง
“แม่ผมอยู่ที่บ้านคุณยายต่ออีกหน่อยครับ ผมเลยกลับมาก่อน”
หลินเยว่ชิงพยักหน้า “คุณตาคุณยายเป็นยังไงบ้างคะ”
“ยังไม่ยอมปล่อยแม่กลับง่าย ๆ”
“ก็ดีค่ะ”
เขามองถุงยันต์ในมือเธอ “ทางนี้เสร็จหรือยัง”
“เกือบแล้วค่ะ”
เซี่ยอวี่ถงเดินตามออกมาพอดี เธอยกถุงที่ใส่ป้ายไม้ชิ้นแรกให้เจ้าหน้าที่อีกคน ก่อนบอกหลินเยว่ชิงว่า ถ้าพลังในของที่เหลือหมดแล้วก็กลับได้ ไม่จำเป็นต้องรอขั้นตอนอื่นต่อ
หลินเยว่ชิงจึงเดินกลับเข้าไปอีกครั้งเพื่อจัดการด้ายแดงชุดสุดท้าย สือเยี่ยนโจวตามเข้าไปช่วยยกกล่องเปล่าที่ขวางอยู่ข้างประตู ขณะที่อวิ๋นเจินยังนั่งอยู่ด้านนอกและเงยหน้าตามเธอไปจนลับสายตา.