LNCrawler

92

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

92

หญิงสาวรับสายแม่ทั้งที่ยังเชื่อมต่อกับไลฟ์อยู่ เธอไม่ได้เปิดลำโพง คนดูจึงไม่ได้ยินว่าอีกฝั่งพูดอะไร พอฟังปลายสายจบ เธอก็ถามตรงตามที่หลินเยว่ชิงแนะนำไว้

“แม่คะ บ้านที่แม่ให้หนูซื้อ...ซื้อไว้ให้หนูอยู่จริง ๆ ใช่ไหมคะ”

ปลายสายตอบกลับมายาวพอสมควร หญิงสาวฟังจนจบ แล้วจึงถามต่อถึงห้องเล็กที่แม่ตั้งใจจัดเป็นห้องเด็ก ทั้งที่เธอยังไม่มีแฟนและยังไม่คิดเรื่องแต่งงานด้วยซ้ำ

“หนูไม่ได้หาเรื่องค่ะ หนูแค่ถามให้ชัดก่อนจะเอาเงินก้อนใหญ่ไปลงกับบ้าน”

เธอเงียบฟังอีกพักหนึ่ง ก่อนจะลดโทรศัพท์ลงจากหูช้า ๆ

ทำงานจนใจพัง: ถ้าเป็นบ้านของลูกจริง ลูกถามไม่ได้เลยหรือ

หญิงสาววางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว “แม่โกรธค่ะ บอกว่าฉันอยู่ข้างนอกนานจนคิดมากไปเอง แล้วก็ถามว่าถ้าไม่ไว้ใจคนในบ้านจะไปไว้ใจใคร”

เธอนั่งนิ่งก่อนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จริงสิ สองวันก่อนเป็นวันเกิดแม่ค่ะ ตอนแรกฉันตั้งใจจะกลับบ้าน เพราะไม่ได้กลับเกือบสองปีแล้ว แต่แม่เป็นคนห้ามเอง บอกว่าช่วงนี้ฉันทำงานหนัก วันหยุดไม่กี่วันก็นอนพักเถอะ ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถไปกลับ”

ตอนนั้นเธอยังรู้สึกดีที่แม่เป็นห่วง จึงโอนเงินให้และส่งของขวัญกลับไปแทน กระทั่งวันรุ่งขึ้น แม่ถึงเริ่มพูดเรื่องซื้อบ้านอย่างจริงจัง

หลินเยว่ชิงฟังจนจบจึงถาม “แถวบ้านเดิมยังมีคนที่คุณติดต่ออยู่ไหมคะ”

“มีค่ะ เพื่อนสมัยเด็ก บ้านอยู่ห่างกันไม่กี่ซอย แต่ปกติเธอก็ทำงานต่างเมืองเหมือนกัน” หญิงสาวนิ่งคิด “ช่วงนี้น่าจะกลับบ้านนะคะ เห็นบ่นในแชตว่าแม่เรียกกลับไปดูตัว”

“ลองถามดูค่ะว่าช่วงนี้ที่บ้านคุณมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง”

อีกฝ่ายรับคำทันที ก่อนขอตัดสายชั่วคราวเพื่อโทรหาเพื่อน

พอภาพหายไป คนในไลฟ์ก็เริ่มเดากันเอง

กินหม้อไฟแล้วค่อยลดน้ำหนัก: บ้านพ่อแม่กับบ้านของตัวเองมันคนละเรื่องนะ มีลูกแล้วก็อยากแยกได้

หลินเยว่ชิงยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ปล่อยให้คอมเมนต์คุยกันเอง

ไม่กี่นาทีต่อมา ฝนตกตอนเลิกงาน ก็กลับเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เธอนิ่งไปเหมือนกำลังรวบรวมคำพูด ก่อนจะเริ่มเล่า

“เพื่อนบอกว่าช่วงนี้พี่ชายกับพี่สะใภ้กำลังหาที่อยู่ใหม่ค่ะ บ้านเดิมของพ่อแม่อยู่กันหลายคน ลูกพี่ฉันก็โตขึ้นเรื่อย ๆ พี่สะใภ้เลยอยากแยกออกมา”

เธอหยุดกลางประโยคไปครั้งหนึ่ง ก่อนพูดต่อ “เพื่อนยังถามเลยว่าฉันไม่รู้เหรอ เพราะญาติแถวนั้นพูดกันมาหลายวันแล้วว่าแม่กำลังช่วยพี่ดูบ้าน”

เธอเม้มปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

“มีแค่ฉันไม่รู้”

หน้าจอที่เมื่อครู่ยังมีข้อความวิ่งติดกันหลายบรรทัดเว้นช่วงไปไม่กี่วินาที ก่อนชื่อบัญชีประจำจะเริ่มพิมพ์กลับมา

ทำงานจนใจพัง: ถ้าจะให้น้องช่วย ก็ควรบอกตรง ๆ นะ

กินหม้อไฟแล้วค่อยลดน้ำหนัก: ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ถึงบอกว่าซื้อแล้วไม่ได้อยู่

หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ “เพื่อนบอกอีกอย่างค่ะ พี่กับพี่สะใภ้เคยไปดูโครงการเดียวกับที่แม่ส่งรูปมาให้ฉัน”

เธอก้มมองโทรศัพท์ในมือ ไม่ได้ถามหลินเยว่ชิงซ้ำอีก

“ฉันไม่ได้หวงที่แม่ช่วยพี่นะคะ ถ้าท่านอยากช่วยก็ช่วยได้ ฉันเข้าใจว่าพี่มีลูก มีค่าใช้จ่ายเยอะกว่า แต่เงินดาวน์อีกครึ่งเป็นเงินเก็บของฉัน แล้วค่างวดก็ให้ฉันผ่อน ถ้าอยากให้ช่วยจริง ๆ ทำไมไม่พูดกันตรง ๆ”

หลินเยว่ชิงตอบเพียงว่า “คุณยังไม่ได้เซ็นอะไรค่ะ”

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนพยักหน้า “ค่ะ อย่างน้อยก็ยังทัน ฉันรู้แล้วว่าต้องคุยยังไง ขอบคุณนะคะอาจารย์หลิน”

เธอส่งของขวัญให้หนึ่งครั้งก่อนตัดสายไป

ถั่วที่ชอบทุเรียนกับเต้าหู้เหม็น: ขอพักสมองห้านาทีได้ไหม

หลินเยว่ชิงไม่ปล่อยช่วงว่างนานนัก เธอเปิดถุงโชคใบที่สองทันที

เจ้าของบัญชีคนใหม่ใช้เวลารับสายอยู่ครู่หนึ่ง พอภาพเชื่อมขึ้น สิ่งแรกที่เห็นกลับเป็นแสงไฟข้างทางที่ไหลผ่านกระจกรถ ก่อนโทรศัพท์จะถูกหมุนกลับมา

หญิงสาวสี่คนอยู่ในรถคันเดียวกัน คนหนึ่งขับรถ อีกคนนั่งเบาะหน้า ส่วนสองคนที่เหลือเบียดกันอยู่ด้านหลังกับกระเป๋าเดินทางและถุงขนมหลายใบ

“ติดจริงด้วย!” คนถือโทรศัพท์ร้องขึ้น ก่อนหันจอให้เพื่อนดู “พวกแก ฉันได้สายแล้ว!”

หญิงสาวผมสั้นที่นั่งข้างคนขับหันมาครึ่งตัว “เอาจริงดิ ขอฉันดูด้วย”

“นั่งดี ๆ ก่อน” คนขับเตือนโดยไม่ละสายตาจากถนน “อย่าทำให้ฉันต้องจอดรถกลางทาง”

คนถือโทรศัพท์หัวเราะ “สวัสดีค่ะอาจารย์หลิน พวกเราดูไลฟ์กันทั้งห้องเลย คืนนี้หนีออกมาเที่ยวก่อนเปิดเทอมค่ะ”

ทำงานจนใจพัง: คนขับตั้งใจขับนะ ที่เหลือจะกรี๊ดอะไรก็กรี๊ดไป

หญิงสาวผมสั้นอ่านเจอแล้วรีบตอบ “ไม่ต้องห่วงค่ะ คนขับของเรานิ่งที่สุดในกลุ่มแล้ว”

“ใครบอก เมื่อกี้เธอยังให้ฉันขับตามรถข้างหน้า เพราะบอกว่าเขาน่าจะรู้ทาง”

“ก็ถนนมันมืดนี่!”

เสียงเถียงกันทำให้คนในไลฟ์หัวเราะตาม หลินเยว่ชิงปล่อยให้พวกเธอคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามเจ้าของสายว่าต้องการดูเรื่องอะไร

หญิงสาวคนถือโทรศัพท์หันไปมองเพื่อนเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกดถุงโชคมาเพื่ออะไร

“จริง ๆ ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ ถ้างั้นดูเรื่องความรักได้ไหมคะ ว่าฉันจะมีแฟนก่อนเรียนจบหรือเปล่า”

เพื่อนผมสั้นหัวเราะทันที “ปีหน้าก็จบแล้ว เธอถามเหมือนเหลือเวลาอีกสิบปี”

“งั้นยิ่งต้องรีบสิ!”

หลินเยว่ชิงไม่ได้ตอบเรื่องความรัก

“ก่อนขึ้นถนนเส้นนี้ แวะที่ไหนมาคะ”

หญิงสาวคนถือโทรศัพท์นิ่งคิด “ร้านข้าวค่ะ แล้วก็ปั๊มน้ำมัน”

เพื่อนผมสั้นหันมาทันที “เรื่องที่ปั๊มไม่นับมั้ง”

หลินเยว่ชิงถามต่อ “เกิดอะไรขึ้นคะ”

คราวนี้คนขับเป็นฝ่ายตอบ “มีรถตู้คันหนึ่งแซงคิวเติมน้ำมันค่ะ”

“แค่แซงคิวที่ไหน เขาเกือบเฉี่ยวรถเราด้วย” คนด้านหลังแทรกขึ้นมา

จากนั้นเรื่องจึงถูกเล่าออกมาคนละนิดตามที่แต่ละคนจำได้ พวกเธอต่อคิวเติมน้ำมันมาพักหนึ่งแล้ว ขณะที่รถข้างหน้ากำลังออก รถตู้สีเข้มคันหนึ่งกลับเบียดเข้ามาจากอีกฝั่งจนเกือบโดนกระจกข้าง คนขับจึงบีบแตรเตือน

ชายในรถตู้ไม่เพียงไม่ถอย ยังลดกระจกลงด่ากลับอีกต่างหาก

“เขาถามว่าถนนเป็นของพ่อพวกเราหรือไง” คนผมสั้นเล่า “ฉันเลยตอบไปนิดหน่อย”

คนขับสวนทันที “ไม่นิด”

“ก็เขาหาเรื่องก่อน”

เรื่องเกือบจบอยู่ตรงปั๊ม หากหลังเติมน้ำมันเสร็จ พวกเธอไม่เดินสวนกับชายคนเดิมหน้าร้านสะดวกซื้ออีกครั้ง

“เขายืนสูบบุหรี่อยู่ข้างรถค่ะ” คนถือโทรศัพท์บอก “ตอนพวกเราเดินผ่าน เขามองตามตลอด พอขึ้นรถแล้วเพื่อนฉันก็รีบล็อกประตู”

ผมสั้นรีบแก้ “ฉันแค่ระวังตัว”

คนขับพูดโดยไม่หันมา “เธอล็อกซ้ำสามรอบ”

หลินเยว่ชิงถาม “ออกจากปั๊มมากี่นาทีแล้วคะ”

“ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ”

คนถือโทรศัพท์ตอบ แต่คนขับกลับเงียบไปนิดหนึ่ง

เพื่อนผมสั้นสังเกตเห็น “เป็นอะไร”

“เมื่อกี้ฉันนึกขึ้นได้ว่ามีรถตู้สีเข้มตามอยู่ช่วงหนึ่ง” คนขับมองกระจกหลังอีกครั้ง “แต่ตอนนั้นรถยังเยอะ ฉันเลยไม่ได้สนใจ พอเราแซงรถบรรทุก มันก็หายไป”

“ตอนนี้ไม่เห็นแล้วใช่ไหม”

“ไม่เห็น”

คนผมสั้นเอนหลังเหมือนจะคลายใจ “งั้นอาจเป็นคนละคันก็ได้”

หลินเยว่ชิงถามถึงเส้นทางไปที่พักแทน “ต้องเลี้ยวออกจากถนนใหญ่อีกไกลไหมคะ”

“อีกประมาณสิบกว่ากิโลค่ะ แล้วเข้าไปทางเล็กอีกเกือบห้ากิโล” คนถือโทรศัพท์เปิดแผนที่ดู “ที่พักอยู่เกือบถึงเชิงเขา”

“คืนนี้ยังไม่เข้าไปค่ะ”

คนขับเป็นคนถามก่อน “ทำไมคะ”

“ผู้ชายที่ปั๊มยังตามพวกคุณอยู่”

เพื่อนผมสั้นที่เมื่อครู่ยังเอนหลังสบาย ๆ ขยับขึ้นนั่งตรงทันที คนถือโทรศัพท์เองก็ลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว

“แต่รถเขาหายไปแล้วนะคะ”

“เขาไม่ได้ตามติดตลอดค่ะ”

คนผมสั้นหันกลับไปทางกระจกหลังอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครพูดว่าเธอคิดมาก

หลินเยว่ชิงบอกให้คนขับรักษาความเร็วตามปกติ ไม่ต้องเร่งหนี และยังไม่ต้องเลี้ยวเข้าทางไปที่พัก จากนั้นให้เพื่อนอีกคนค้นหาจุดที่มีคนอยู่ข้างหน้า

“อีกประมาณแปดกิโลมีปั๊มค่ะ เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง” คนผมสั้นรายงานจากแผนที่

“ไปที่นั่นค่ะ”

หลังจากนั้นเสียงในรถเหลือเพียงเสียงแผนที่นำทางกับเครื่องยนต์ คนผมสั้นคอยดูระยะถึงปั๊ม ส่วนอีกสองคนผลัดกันมองทางด้านหลัง

ระหว่างที่ถนนยังว่าง โทรศัพท์ของคนขับซึ่งเชื่อมกับหน้าจอรถก็มีสายเข้า

คนผมสั้นเหลือบมอง “อาจเป็นพนักงานส่งของมั้ง”

ไม่ถึงหนึ่งนาที หมายเลขเดิมก็โทรเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้คนผมสั้นหยุดพูดเอง

“รับไหม” คนถือโทรศัพท์ถาม

“ไม่ต้องค่ะ” หลินเยว่ชิงตอบ

เพื่อนด้านหลังอีกคนขมวดคิ้ว “เดี๋ยวนะ ตอนอยู่ปั๊ม เราเปิดกระจกตอนเถียงกับเขาใช่ไหม”

“แล้ว?”

“ตอนนั้นเขาถือโทรศัพท์อยู่”

คนขับยังคงรักษารถให้อยู่กลางเลนตามเดิม “เธอคิดว่าเขาถ่ายป้ายทะเบียนเราไว้?”

“ไม่รู้”

คนผมสั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมไว้ในมือ คราวนี้ไม่ได้เล่นหรือเปิดคอมเมนต์อีกแล้ว

ตัวเลขบนแผนที่ค่อย ๆ ลดจากหกกิโลเหลือห้า แล้วเหลือสี่ กระจกหลังก็ยังไม่เห็นรถตู้คันเดิม คนผมสั้นจึงค่อยวางโทรศัพท์ที่เตรียมโทรแจ้งเหตุลงบนตัก

“อาจจะไปทางอื่นแล้วก็ได้มั้ง”

รถวิ่งผ่านทางแยกเล็กซึ่งมีไฟถนนอยู่เพียงดวงเดียว พอพ้นแยกไปไม่กี่เมตร รถคันหนึ่งที่จอดดับไฟอยู่ข้างทางก็เปิดไฟหน้าขึ้น

คนขับสะดุ้ง “คันนั้น...”

รถตู้สีเข้มค่อย ๆ เคลื่อนออกจากไหล่ทางแล้วเข้ามาบนถนนด้านหลังพวกเธอ

แสงจากรถด้านหลังจับตรงมุมฝากระโปรงพอดี รอยบุบที่คนขับเคยเห็นอยู่หน้าปั๊มยังอยู่ตรงเดิม

“คันที่ปั๊มค่ะ”

หญิงสาวผมสั้นหน้าซีดลง “มันมารออยู่ตรงนี้ได้ยังไง”

“อย่าเลี้ยวออกจากถนนใหญ่ค่ะ” หลินเยว่ชิงพูด “ไปปั๊มตามเดิม”

รถตู้ไม่ได้เร่งเข้าประชิด มันทิ้งระยะอยู่ห่างประมาณสามช่วงรถ ต่อให้รถของพวกเธอเพิ่มหรือลดความเร็วเล็กน้อย ระยะนั้นก็แทบไม่เปลี่ยน

คนขับจับพวงมาลัยแน่นขึ้น “อาจารย์...เขาต้องการอะไรกันแน่คะ”

“ไปให้ถึงปั๊มก่อนค่ะ”

หญิงสาวคนถือโทรศัพท์หันกล้องไปทางกระจกหลังอีกครั้ง ไฟหน้ารถตู้ยังอยู่ตรงตำแหน่งเดิม มันไม่ได้หายไปเหมือนก่อน และไม่มีทีท่าว่าจะเลิกตามง่าย ๆ.