95
95
โทรศัพท์ของเซี่ยจิ่งหาวยังสั่นไม่หยุดตอนพวกเขาเดินออกจากลานจอดรถ เขาเหลือบชื่อ เซี่ยอวี่ถง บนหน้าจออยู่สองครั้ง ก่อนตัดสินใจกดรับในที่สุด
“พี่สี่ กำลังเดินอยู่ มีอะไรไว้คุยตอนเย็นได้ไหม”
“นายอยู่ไหน”
“ข้างนอกครับ”
“ฉันรู้ว่าข้างนอก” ปลายสายตอบกลับทันที “ถามว่าข้างนอกที่ไหน”
“มากับอาจารย์ วันนี้เพิ่งรับผมเป็นศิษย์ ก็เลยพามาดูงานด้วย”
“งานอะไร”
“เรื่องของลูกค้า ผมบอกไม่ได้”
“เพิ่งเป็นศิษย์ไม่กี่ชั่วโมง รู้จักอ้างความลับของลูกค้าแล้ว?”
“เรื่องนี้อาจารย์สอนเป็นอย่างแรกเลย”
หลินเยว่ชิงซึ่งเดินอยู่ด้านข้างหันมามองทันที เซี่ยจิ่งหาวรีบขยับโทรศัพท์หนีออกจากหูเล็กน้อยแล้วกระซิบว่า “ผมไม่ได้โยนให้อาจารย์นะครับ แค่เพิ่มความน่าเชื่อถือ”
เสียงจากปลายสายดังขึ้นทันที “ฉันได้ยินเสียงใครหัวเราะ”
เซี่ยจิ่งหาวนิ่งไปครู่หนึ่ง “คนเดินผ่าน”
“เซี่ยจิ่งหาว”
“พี่สี่ ต้องไปแล้วจริง ๆ เดี๋ยวกลับถึงบ้านจะโทรหาเอง รับรองไม่หายตัว”
“ถ้าพี่สี่รู้ทีหลังว่าคนเดินผ่านเมื่อกี้คือพี่รอง อย่ามาโทษกันแล้วกัน”
เซี่ยซือหย่าไม่สนใจ “นายไม่พูดก็พอ”
“พี่พูดเหมือนไม่รู้จักพี่สี่”
เสี่ยวเหมยเดินนำไปอีกไม่กี่ก้าว โทรศัพท์ในมือก็ดังขึ้น เธอรับสายสั้น ๆ ก่อนหันกลับมา “คุณเจียงออกจากห้องประชุมแล้วค่ะ”
เซี่ยซือหย่าถามทันที “ไปทางไหน”
“ยังไม่กลับกอง เขาไปชั้นหกกับถังหลิน”
สีหน้าที่ล้อเล่นกับน้องชายเมื่อครู่หายไป “สองคน?”
“ค่ะ คนฝ่ายประสานงานเห็นทั้งคู่ขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน”
“ขึ้นไปเลยค่ะ”
เซี่ยซือหย่าหันมาทันที “เกิดอะไรขึ้น”
“ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจี้แล้ว”
“หมายความว่าอะไรคะ”
“เขาได้รับยาเข้าไปด้วย”
ไม่กี่วินาทีต่อมา เจียงเยี่ยนถิงก็โผล่ออกจากมุมทางเดิน เขาไม่ได้อยู่ในห้องอย่างที่ทุกคนคิด เสื้อเชิ้ตยังอยู่บนตัวครบ เพียงกระดุมคอถูกปลดออกสองเม็ด ใบหน้าแดงจัดจนผิดปกติ เหงื่อซึมเต็มขมับ มือหนึ่งยันผนังไว้เหมือนพยายามประคองตัวเองไม่ให้ล้ม
“ซือหย่า?”
หญิงสาวเดินตรงเข้าไปหาโดยไม่ถามอะไรฟุ่มเฟือย “ยืนไหวไหม”
เขาอยากตอบว่าไหว แต่หัวเข่ากลับทรุดลงเสียก่อน เซี่ยจิ่งหาวรีบเข้าไปช่วยประคองอีกข้าง
เซี่ยจิ่งหาวหยุดคำกลางอากาศ “เอ่อ...คุณเจียงครับ”
เซี่ยซือหย่าหันขวับไปหาเขา “เวลาแบบนี้ยังจะพูดเล่นอีก?”
“ผมเผลอครับ”
หลินเยว่ชิงแตะข้อมือเจียงเยี่ยนถิง ชีพจรที่เต้นเร็วผิดปกติส่งผ่านมาถึงปลายนิ้ว ก่อนสายตาจะสะดุดกับพวงกุญแจในมือเขา
หลินเยว่ชิงใช้ยันต์ห่อจี้ไว้โดยไม่แตะด้วยมือเปล่า พอของชิ้นนั้นถูกแยกออกจากตัว ชายหนุ่มก็สูดหายใจแรงเหมือนคนเพิ่งโผล่พ้นน้ำ แต่ฤทธิ์ยายังทำให้อาการไม่ดีขึ้นมากนัก
ห้องรับรองอยู่ไม่ไกล เสี่ยวเหมยเปิดประตูให้ ทุกคนพาเจียงเยี่ยนถิงเข้าไป แต่ถังหลินกลับหยุดอยู่หน้าห้อง
เซี่ยซือหย่าหันกลับมา “จะไปไหน”
“ฉันจะลงไปตามคนมาช่วยค่ะ คุณเจียงอาการไม่ดี”
“ไม่ต้องค่ะ” หลินเยว่ชิงพูดขึ้น “ถ้าต้องการคนช่วยจริง เมื่อครู่คุณโทรเรียกใครไว้แล้วไม่ใช่หรือคะ”
ถังหลินหน้าแข็งขึ้นนิดหนึ่ง “ฉันไม่เข้าใจว่าคุณพูดอะไร”
“โทรศัพท์คุณมีข้อความเข้าตั้งแต่เราเดินมาแล้วสามครั้ง”
ถังหลินรีบกดหน้าจอดับ “เรื่องงานค่ะ”
หลินเยว่ชิงไม่ได้ไล่ถามต่อ เธอหันกลับเข้าไปดูเจียงเยี่ยนถิง เพราะตอนนี้เรื่องสำคัญกว่าคือคนที่ถูกวางยา
เซี่ยจิ่งหาวหันไปมองพี่สาว ก่อนขยับเข้าไปกระซิบ “พี่รู้ได้ยังไงว่ามีนักข่าว”
“เดา”
“ผมว่าเดาแม่นเกินไปหน่อย”
“เงียบ”
หลินเยว่ชิงกำลังจัดการอาการของเจียงเยี่ยนถิงอยู่ตรงโซฟา ฤทธิ์ยาที่เขาได้รับไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้หมดสติ แต่พอทำงานร่วมกับจี้ซึ่งกวนความรู้สึกมานาน อาการจึงแรงขึ้นกว่าปกติ เธอใช้ยันต์ละลายในน้ำเพียงเล็กน้อยแล้วให้เขาดื่ม จากนั้นรอจนลมหายใจเริ่มช้าลงจึงกดจุดตรงข้อมือกับต้นคอเพื่อช่วยให้พลังในร่างกลับมาไหลตามปกติ
เจียงเยี่ยนถิงหลับตา สูดหายใจช้า ๆ แล้วถามเสียงแหบ “เกิดอะไรขึ้นกับผม”
เซี่ยซือหย่าไม่ได้ตอบแทนทันที “จำอะไรได้บ้าง”
“หลังประชุมผมรู้สึกเวียนหัว ถังหลินบอกว่ามีห้องพักอยู่ชั้นนี้ ผมเลยขึ้นมา” เขาหยุดคิด “เธอเอาน้ำมาให้แก้วหนึ่ง หลังจากนั้นยิ่งร้อนกว่าเดิม ผมรู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกเลยพยายามออกมา”
เธอสวนกลับ “ฉันแค่เอาน้ำให้ค่ะ ทุกคนในห้องประชุมก็ดื่มน้ำแบบเดียวกัน”
เจียงเยี่ยนถิงมองเธอ “แก้วนั้นคุณเป็นคนเอามาให้ผมต่างหาก”
“เพราะคุณบอกว่าไม่สบาย!”
“พอแล้วค่ะ” หลินเยว่ชิงตัดบท “เถียงกันตอนนี้ไม่ได้ช่วยให้รู้ว่าในแก้วมีอะไร”
เธอหยิบจี้ที่ห่อด้วยยันต์ขึ้นมา “คุณเจียง จำของชิ้นนี้ได้ไหมคะ”
เขามองจี้อยู่แวบหนึ่ง “อยู่กับกุญแจรถผมมาสักพักแล้ว”
“ใครให้”
“ไม่รู้ครับ ตอนแรกผมนึกว่าเป็นของทีมงาน เพราะวันนั้นมีคนยืมรถไปขนอุปกรณ์ พอได้กุญแจคืนก็เห็นมันอยู่แล้ว”
เซี่ยซือหย่าถาม “แล้วทำไมตอนฉันถาม คุณถึงบอกว่าไม่สำคัญ”
เจียงเยี่ยนถิงนิ่งไป “ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกไม่อยากให้คุณแตะมัน”
หลินเยว่ชิงคลี่ยันต์ออกเพียงนิดเดียว แล้วถามถังหลินตรง ๆ “รู้จักของชิ้นนี้ไหมคะ”
“ไม่ค่ะ”
เซี่ยจิ่งหาวเห็นเต็มตา “เมื่อกี้มัน...”
“ค่ะ”
ถังหลินถอยหลัง “นั่นพิสูจน์อะไรไม่ได้ คุณจะเอาของแปลก ๆ มาหาว่าฉันทำไม่ได้!”
หลินเยว่ชิงไม่ได้รีบเถียง “ฉันยังไม่ได้กล่าวหาคุณค่ะ”
โทรศัพท์ของเธอสั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นตรงหน้าจอจนคนใกล้ ๆ เห็นบางส่วน
เซี่ยซือหย่าหัวเราะสั้น ๆ “เรื่องงาน?”
“ใช่ค่ะ”
“งั้นตอบสิ ว่าคุณอยู่ห้องไหน”
เซี่ยจิ่งหาวมองออกไปทางประตู “ผมว่าคนของเธอน่าจะหาเจอเองแล้ว”
เซี่ยซือหย่าหันไปมองเสี่ยวเหมย “เปิดประตูไว้”
เสี่ยวเหมยแปลกใจ “เปิดเลยหรือคะ”
“เปิดค่ะ”
เซี่ยจิ่งหาวหันขวับ “พี่รอง?”
เซี่ยซือหย่าดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งข้างเจียงเยี่ยนถิงอย่างเปิดเผย เสื้อผ้าของชายหนุ่มยังเรียบร้อย ส่วนถังหลินยืนอยู่ด้านตรงข้ามในชุดทำงานครบถ้วน ภาพตรงหน้าไม่มีอะไรให้บิดเป็นเรื่องชู้สาวได้ง่าย ๆ
“อาจารย์หลินคะ เขาไหวแล้วใช่ไหม”
“ไหวขึ้นมากค่ะ แต่ยังต้องพัก”
“งั้นพอ”
เซี่ยซือหย่าหันไปหาเจียงเยี่ยนถิง “ถ้าอีกเดี๋ยวมีคนถือกล้องเข้ามา คุณไม่ต้องพูดอะไรที่ยังจำไม่ชัด”
เขาพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
ถังหลินเริ่มขยับไปทางประตู “ฉันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันจะไปก่อน”
เซี่ยซือหย่าขยับเก้าอี้หลบทางให้จริง “เชิญ”
เซี่ยจิ่งหาวเป็นคนทักก่อน “มาหาใครครับ”
ชายที่อยู่หน้าสุดรีบยกมือ “ขอโทษครับ เรานึกว่าห้องนี้เป็นห้องสัมภาษณ์ของทีมงาน”
เซี่ยจิ่งหาวมองกล้องในมือ “สัมภาษณ์ใครครับ ถึงต้องเปิดวิดีโอตั้งแต่หน้าประตู”
“พอดีมีคนแจ้งว่า—”
เซี่ยซือหย่าถามต่อทันที “มีคนแจ้งว่าอะไร”
เจียงเยี่ยนถิงซึ่งเริ่มได้สติเต็มที่ขึ้นแล้วมองชายสามคนจากโซฟา “ผมอยู่ที่นี่ พวกคุณคงไม่ได้มาตามหาคนอื่น”
หนึ่งในนั้นหลบสายตา “คุณเจียง เราได้รับข้อมูลผิดครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกเราขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวค่ะ”
“ในเมื่อเข้ามาถึงตรงนี้แล้ว ช่วยบอกหน่อยว่าใครส่งหมายเลขห้องให้”
“เราเปิดเผยแหล่งข่าวไม่ได้ครับ”
“งั้นก็ไม่เป็นไร” เธอกดโทรออก “ค่อยอธิบายพร้อมกันทีหลัง”
ชายทั้งสามเริ่มมองหน้ากัน คนที่อยู่ท้ายสุดถอยออกไปครึ่งก้าวก่อนถาม “คุณกำลังโทรหาใคร”
“ตำรวจค่ะ”
ถังหลินที่เงียบมาตลอดรีบพูดขึ้น “จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยหรือคะ เรื่องอาจเป็นแค่ความเข้าใจผิด”
เซี่ยซือหย่าหันมาหาเธอ “แปลกนะ เมื่อกี้คุณยังบอกว่าไม่รู้เรื่อง”
“ฉันแค่ไม่อยากให้เรื่องของกองถ่ายใหญ่โต”
“แต่ฉันอยากรู้ว่าทำไมคนสามคนนี้ถึงขึ้นมาถูกชั้น ถูกทาง และมาหยุดหน้าห้องนี้ได้พอดี”
หลินเยว่ชิงไม่ได้ร่วมซักถาม เธอกำลังดูจี้ในมือ เพราะทันทีที่ถังหลินเริ่มตื่นตระหนก พลังด้านในก็สั่นแรงขึ้นอีกครั้ง มันไม่ได้เชื่อมกับเจ้าของคนเดียว แต่รับอารมณ์จากผู้ที่ทำพิธีไว้ด้วย
“คุณเคยเอาเลือดแตะจี้ชิ้นนี้ไหมคะ”
เซี่ยซือหย่ามองเธอ “ตอบสิ”
“ฉันไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร”
“ไม่ต้องตอบแล้วค่ะ” หลินเยว่ชิงห่อยันต์กลับเหมือนเดิม “พอรู้แล้ว”
เซี่ยจิ่งหาวกระซิบ “แค่นี้ก็รู้?”
ชายสามคนที่ถือกล้องดูเหมือนอยากตามออกไป แต่เซี่ยซือหย่าพูดขึ้นเสียก่อน “จะกลับก็กลับได้ค่ะ ฉันไม่ได้ห้าม แต่อย่าเพิ่งลบอะไรในเครื่อง ตอนตำรวจมาจะได้ไม่ต้องเถียงกันว่าใครถ่ายอะไรไว้บ้าง”
คนหนึ่งหน้าตึง “คุณไม่มีสิทธิ์ตรวจอุปกรณ์ของเรา”
“ฉันก็ไม่ได้ขอตรวจนี่คะ”
เจียงเยี่ยนถิงเอนหลังพิงโซฟาอยู่พักหนึ่ง ก่อนหันไปมองเซี่ยซือหย่า “ผมขอโทษ”
เธอหันกลับมา “เรื่องอะไร”
“ช่วงนี้ผมทำให้คุณต้องคิดมาก”
“เรื่องนั้นค่อยคุย”
“ซือหย่า—”
“ตอนนี้คุณยังไม่หายดี และฉันยังมีคนอีกตั้งหลายคนต้องถาม” เธอปรายตามองถังหลินกับนักข่าวหน้าประตู “อย่าแย่งคิวค่ะ”
หลินเยว่ชิงเห็นเข้าจึงถาม “เซี่ยอวี่ถงอีกหรือคะ”
“ครับ”
“ว่าอะไร”
ข้อความถัดมาเด้งขึ้นทันที
ผู้ช่วยสาวยกมือทันที “ฉันยังไม่ได้รับสายพี่อวี่ถงนะคะ”
โทรศัพท์ของเสี่ยวเหมยดังขึ้นในวินาทีถัดมา
เซี่ยจิ่งหาวหลุดหัวเราะ “ตอนนี้รับแล้ว”
เซี่ยซือหย่ามองน้องชาย “ขำอะไร”
“ผมบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้ปิดพี่สี่ไม่ได้”
“ถ้านายไม่พูดมากตั้งแต่เช้า เธออาจยังไม่สงสัย”
เสียงหัวเราะของเจียงเยี่ยนถิงดังแผ่ว ๆ จากโซฟา ก่อนเขาจะยกมือกดขมับเพราะยังเวียนหัวอยู่ เซี่ยซือหย่าจึงหันกลับไปหาเขาทันที ทิ้งให้น้องชายบ่นกับเสี่ยวเหมยต่ออยู่ข้างประตู
สำหรับเจียงเยี่ยนถิง ฤทธิ์ยาถูกกดลงแล้ว
แต่จี้ชิ้นนี้ยังต้องแก้ให้ขาด
และก่อนจะทำอย่างนั้น หลินเยว่ชิงจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าคนที่ผูกมันไว้กับเขา ใช้วิธีอะไรถึงทำให้ผลของมันลากยาวมาได้เกือบหนึ่งเดือน.