LNCrawler

97

แม่หมอข้ามภพประกาศกลางไลฟ์ สามีคะ มาหย่ากัน — novel.dek d.com · All chapters

97

ข้อความสุดท้ายจากสือเยี่ยนโจวยังอยู่บนหน้าจอ

ก็ดีครับ

“คุณสือถามถึงผมจริง ๆ ใช่ไหมครับ”

“ค่ะ”

“ถามว่าอะไรบ้าง”

“เรื่องขับรถ เรื่องเรียน แล้วก็ถามว่าคุณจะกลับพร้อมฉันหรือเปล่า”

เซี่ยจิ่งหาวคีบลูกชิ้นขึ้นมาจากหม้อ สีหน้าดูพอใจกับคำตอบอย่างประหลาด “แสดงว่าผมสร้างความประทับใจไว้ไม่น้อย”

เซี่ยซือหย่าฟังแล้วอดไม่ได้ “ฉันว่าคำว่า ‘ระแวง’ น่าจะเหมาะกว่า”

“พี่รอง จะพูดดี ๆ กับน้องชายตัวเองสักมื้อไม่ได้เลยเหรอ”

“ถ้านายเริ่มก่อน ฉันอาจพิจารณา”

คนเป็นน้องถอนใจยาว ทว่ามือยังไม่หยุดคีบของกินเข้าถ้วยตัวเอง หลินเยว่ชิงปล่อยให้พี่น้องเถียงกันไป ส่วนตัวเองหันกลับมาสนใจหม้อไฟที่กำลังเดือด กระทั่งพนักงานเปิดประตูเข้ามาเติมชา ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเดินผ่านหน้าห้องจึงชะลอฝีเท้าลง

อีกฝ่ายเดินเข้ามาทักอย่างสนิทสนมพอประมาณ เขาแต่งตัวธรรมดา เสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงขายาว ดูอายุน้อยกว่านักแสดงชายหลายคนที่หลินเยว่ชิงเคยเห็นจากในจอ ข้างหลังมีผู้ช่วยถือกาแฟสองแก้วตามมา

“ผมนึกว่าพี่กลับไปพักแล้วครับ เมื่อเช้าเห็นเขาว่าพี่มีธุระ”

“เสร็จแล้ว เดี๋ยวกลับกอง”

“ดีเลย ฉากบ่ายผมต้องเข้ากับพี่พอดี” เฉินอวี่หัวเราะ “วันนี้ถ้าผมหลุดคิวอีก พี่อย่าเพิ่งดุแรงนะครับ เมื่อวานโดนผู้กำกับแก้ตั้งหกรอบ”

“ถ้านายจำจังหวะตัวเองได้ ฉันก็ไม่มีอะไรให้ดุ”

“จำได้แล้วครับ ก่อนนอนยังท่องจนผู้ช่วยข้างห้องมาเคาะถามว่าผมทะเลาะกับใคร”

เซี่ยจิ่งหาวที่นั่งฟังเงียบ ๆ หัวเราะตาม เฉินอวี่จึงเพิ่งสังเกตเห็นเขาและเอ่ยทักอีกสองคำ แต่ผู้ช่วยด้านหลังเตือนว่าต้องกลับไปแต่งหน้าแล้ว ชายหนุ่มเลยบอกลาและเดินออกไป

“อาจารย์รู้จักเขาหรือครับ” เซี่ยจิ่งหาวถาม

“ไม่ค่ะ”

“แล้วมองตั้งนาน”

“วันนี้เขาจะเจอเคราะห์ค่ะ”

คำว่าเคราะห์ทำให้เซี่ยซือหย่าหยุดมือ “หนักแค่ไหน”

“ถ้าหลบไม่พ้น ถึงชีวิตได้”

“งั้นเรียกเขากลับมาก่อนไหมครับ” เซี่ยจิ่งหาวทำท่าจะลุกจริง ๆ

“ยังไม่ต้องค่ะ ต่อให้ให้นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งวันก็ไม่ได้หมายความว่าจะพ้น เคราะห์แบบนี้ต้องรู้ก่อนว่าจะเกิดจากตรงไหน”

หลินเยว่ชิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าเซี่ยซือหย่า

อีกฝ่ายจับได้ทันที “อย่าบอกนะว่าฉันมีด้วย”

“เมื่อกี้ยังไม่มีค่ะ”

“แล้วตอนนี้?”

“เริ่มมีแล้ว”

เซี่ยจิ่งหาวเม้มปากแน่นเหมือนพยายามรักษามารยาท แต่พี่สาวรู้จักนิสัยเขาดีเกินไป

“อยากหัวเราะก็หัวเราะ”

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

“หน้าแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่เตรียมหัวเราะก็เตรียมพูดเรื่องกวนประสาท”

เขากลั้นได้อีกสองวินาที ก่อนยอมแพ้ “ก็แค่คิดว่าช่วงนี้พี่รองงานแน่นดี เช้าเกือบเป็นข่าวกับคู่หมั้น บ่ายต่อด้วยเคราะห์ถึงชีวิต ตารางเต็มมาก”

“โอ๊ย!”

“เต็มไหม”

“เต็มแล้ว”

หลินเยว่ชิงไม่ช่วยแม้แต่คำเดียว เซี่ยจิ่งหาวจึงได้แต่ลูบขาตัวเองแล้วบ่นว่าตั้งแต่เป็นศิษย์มา ชีวิตไม่ได้ปลอดภัยขึ้นเลยสักนิด

พอเซี่ยจิ่งหาวเลิกบ่น เซี่ยซือหย่าก็เล่าตารางถ่ายช่วงบ่ายให้ฟัง วันนี้เป็นฉากใหญ่ของละครแนวเทพเซียน นักแสดงหลายคนต้องเข้ากล้องพร้อมทีมสตันต์และสลิง เธอกับเฉินอวี่มีฉากร่วมกันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นไปจนเกือบครึ่งฉาก

“ผมไปด้วยครับ” เซี่ยจิ่งหาวรีบพูด

“นายไปทำอะไร” พี่สาวถาม

“ถือของให้อาจารย์ ดูงาน เรียนรู้ประสบการณ์”

“พูดเหมือนฝึกงานบริษัท”

หลังมื้อกลางวัน พื้นที่ถ่ายทำฝั่งตะวันตกของเมืองถ่ายทำถูกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้า ฉากถูกสร้างเป็นลานสำนักเซียนขนาดใหญ่ มีแท่นพิธีอยู่กลางลาน ด้านหลังตั้งโลงไม้สีดำซึ่งใช้ในฉากคืนชีพ รอบนอกเต็มไปด้วยรางกล้อง สายไฟ เครื่องทำควัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่กำลังตรวจอุปกรณ์สลิงรอบสุดท้าย

เซี่ยซือหย่าแยกไปแต่งหน้า หลินเยว่ชิงไม่ได้ตามเข้าไป เธอพาเซี่ยจิ่งหาวยืนอยู่ข้างกองในจุดที่ไม่เกะกะคนทำงาน

เขามองรอบหนึ่งแล้วถามเบา ๆ “ถ้าอาจารย์ไม่บอก ผมก็ไม่เห็นว่าตรงไหนมีอันตรายเลย”

“ตอนนี้ยังไม่เกิดค่ะ”

“แล้วเคราะห์ดูออกได้ยังไงว่าจะเกิดเมื่อไร”

“ต้องดูร่วมกันหลายอย่าง คุณยังไม่ถึงบทนี้”

ระหว่างนั้น หลินเยว่ชิงเห็นชายร่างใหญ่คนหนึ่งนั่งให้ฝ่ายแต่งหน้าเติมสีดำบนใบหน้าและแขน เสื้อผ้าของเขาหนักกว่านักแสดงคนอื่น เพราะรับบทเป็นศพที่ต้องลุกออกจากโลงแล้วต่อสู้ในฉากถัดไป

“คนนั้นเป็นนักแสดงสตันต์หรือคะ” เธอถามเจ้าหน้าที่ที่เดินผ่าน

“ครับ ชื่อเหอเฉียง วันนี้เข้ามาแทนคนเดิม คนเดิมข้อเท้าพลิกเมื่อเช้า”

ข้อมูลนี้ทำให้หลินเยว่ชิงมองเหอเฉียงนานขึ้นเล็กน้อย แต่บนใบหน้าเขาไม่มีร่องรอยเคราะห์เหมือนเฉินอวี่กับเซี่ยซือหย่า

ไม่นานเซี่ยซือหย่าก็กลับมาในชุดสีขาวยาว เครื่องประดับบนศีรษะเต็มชุดจนเซี่ยจิ่งหาวมองแล้วอดแซวไม่ได้

“พี่รอง ถ้าเกิดเรื่องจริง ชุดยาวขนาดนี้วิ่งไหวเหรอ”

“นายอยากลองใส่แล้ววิ่งแทนฉันไหม”

“ไม่ครับ ผมเป็นฝ่ายสนับสนุน”

“ตอนกินข้าวยังบอกเป็นศิษย์ ตอนนี้ลดตำแหน่งตัวเองแล้ว?”

“ศิษย์ที่ฉลาดต้องรู้ว่าเวลาไหนควรอยู่แนวหลัง”

“นั่นเรียกขี้ขลาด”

“เรียกรักษาชีวิต”

หลินเยว่ชิงปล่อยให้ทั้งคู่เถียงกัน ส่วนสายตายังอยู่ที่เฉินอวี่อีกฝั่งของลาน รอยหม่นบนใบหน้าชายหนุ่มเข้มขึ้นกว่าในร้านอาหารเล็กน้อย และของเซี่ยซือหย่าก็เป็นเช่นเดียวกัน

การถ่ายรอบแรกเริ่มขึ้นหลังทีมงานตรวจสลิงเสร็จ นักแสดงอาวุโสยืนหน้าแท่นพิธี เซี่ยซือหย่าอยู่ด้านข้าง ส่วนเฉินอวี่ยังรอคิวบนหลังคาจำลอง เมื่อบทดำเนินถึงช่วงเรียกวิญญาณ ควันดำก็พุ่งขึ้นจากใต้โลง ฝาไม้สั่นตามกลไกอยู่สองครั้งก่อนเปิด

คราวนี้ทุกอย่างไหลไปตามคิว เฉินอวี่ลงจากสลิงบนหลังคาจำลอง พูดบทเยาะเย้ยตัวละครอาวุโส แล้วกระโดดลงด้านหลังโลง เมื่อเขายกมือขึ้นตามบท ฝาโลงก็ถูกเปิดจากกลไกอีกครั้ง

“ปล่อยครับ”

“พี่เหอ เจ็บ!”

เสียงรอบกองเปลี่ยนทันที แต่คนกลางฉากยังไม่ปล่อยมือ เฉินอวี่พยายามสะบัดออก กลับถูกดึงกระชากจนเสียหลักไปชนขอบโลง

ทีมสตันต์สองคนวิ่งเข้าไป เพราะคิดว่าเหอเฉียงอาจหน้ามืดหรือเกิดอาการผิดปกติจากความร้อน

“พี่เหอ พอก่อน!”

คนหนึ่งจับไหล่ อีกคนพยายามง้างมือที่กำข้อมือเฉินอวี่ออก

“จับเขาไว้!”

แต่เหอเฉียงกลับกระชากเฉินอวี่เข้าหาตัวอีกครั้ง ก่อนลากชายหนุ่มไปทางข้างโลง เฉินอวี่พยายามเกาะขอบไม้ไว้สุดแรง รองเท้าครูดไปกับพื้นจนหลุดข้างหนึ่ง

“พี่เหอ! เป็นอะไรเนี่ย!”

เลือดซึมออกจากเสื้อสีดำแทบจะทันที

คราวนี้ไม่มีใครคิดว่าเป็นการหลุดคิวอีกแล้ว ทีมงานหลายคนพุ่งเข้าไปช่วยพร้อมกัน ขณะที่เซี่ยซือหย่าซึ่งอยู่ใกล้กว่าเซี่ยจิ่งหาวมากกำลังจะก้าวเข้าไป หลินเยว่ชิงกลับคว้าข้อมือเธอไว้ก่อน

“อย่าเข้าไปค่ะ”

“เฉินอวี่—”

“มีคนช่วยเขาแล้ว คุณอยู่ตรงนี้”

เซี่ยจิ่งหาววิ่งเข้ามาสมทบพอดี เขาไม่ได้เล่นมุกอีก เพราะเห็นเลือดที่ไหลลงแขนเฉินอวี่ชัดเจน

ชายสี่คนช่วยกันดึงเหอเฉียงออก ทว่าคนที่คลุ้มคลั่งกลับมีกำลังมากผิดปกติ พอคนแรกแตะหลัง เขาก็สะบัดไหล่จนอีกฝ่ายล้ม คนที่สองโดนศอกกระแทกหน้าอกต้องถอยออกไป ส่วนอีกสองคนยังจับไม่อยู่

เฉินอวี่ถูกปล่อยจากฟันเพียงชั่วครู่ เขารีบถอยหนี แต่เหอเฉียงยังไม่ยอมจบ มือใหญ่คว้าชายเสื้อด้านหลังแล้วดึงกลับไปอีกครั้ง

ยันต์แผ่นหนึ่งถูกส่งออกไปติดกลางแผ่นหลังเหอเฉียง ร่างใหญ่กระตุกเหมือนถูกแรงฉุดจากด้านหลัง มือที่กำเสื้อเฉินอวี่คลายลง ชายหนุ่มจึงรีบคลานออกจากระยะ คนของเขาวิ่งเข้ามาประคองทันที

“พาเขาออกไปก่อนค่ะ อย่าให้เลือดหยดใกล้คนนี้”

ผู้ช่วยไม่รู้เหตุผล แต่เห็นสถานการณ์ตรงหน้าก็ทำตามโดยไม่ถาม

หัวของเขาก้มต่ำ แขนสองข้างเกร็งแนบลำตัว ยันต์บนแผ่นหลังช่วยกดการเคลื่อนไหวไว้ได้เพียงไม่กี่วินาที ก่อนขอบกระดาษจะเริ่มงอขึ้นเอง

หลินเยว่ชิงหยิบยันต์อีกแผ่นเตรียมไว้

“ทุกคนถอยออกจากเขาค่ะ”

เธออยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว และชุดยาวที่ใส่อยู่เกี่ยวกับขอบแท่นจนถอยไม่ทัน

“พี่รอง!”

เซี่ยจิ่งหาววิ่งเข้าไปโดยไม่คิด

ก่อนเขาจะถึงตัวพี่สาว ยันต์ในมือหลินเยว่ชิงก็พุ่งผ่านข้างเขาไปติดกลางอกเหอเฉียง อีกแผ่นตามไปปิดตรงหน้าผากแทบพร้อมกัน

ชายร่างใหญ่หยุดค้างตรงหน้าเซี่ยซือหย่า

เซี่ยจิ่งหาวคว้าพี่สาวออกมาได้ในวินาทีถัดมา พอลากพ้นสายอุปกรณ์ เขาก็รีบถาม “เจ็บตรงไหนไหม”

“ไม่เป็นไร”

“ชุดนี่เกือบฆ่าพี่แล้วเห็นไหม”

“ตอนนี้ยังมีอารมณ์พูด?”

“ผมตกใจครับ พอตกใจแล้วพูดเยอะ”

“ปกติก็เยอะ”

ถ้าเป็นเวลาอื่นเซี่ยจิ่งหาวคงเถียง แต่คราวนี้เขาเพียงมองกลับไปทางอาจารย์

หลินเยว่ชิงยืนอยู่หน้าเหอเฉียง ยันต์สองแผ่นกดร่างเขาไว้จนหัวเข่าทรุดลงพื้น คนรอบข้างไม่มีใครกล้าเข้าใกล้อีก

เฉินอวี่ถูกพาไปนั่งอีกด้าน ผู้ช่วยกำลังกดผ้าห้ามเลือดตรงหัวไหล่ แผลดูน่ากลัวแต่ยังไม่ถึงจุดอันตราย หลินเยว่ชิงเห็นว่าเขายังรู้สึกตัวดี จึงหันกลับมาจัดการคนตรงหน้าก่อน

หลินเยว่ชิงกดนิ้วแรงขึ้นอีกนิด

“อาจารย์ เขายังรู้ตัวไหมครับ” เซี่ยจิ่งหาวถามจากระยะห่าง

“ยังมีสติอยู่ค่ะ แต่ควบคุมตัวเองไม่ได้”

“ช่วยได้ไหม”

“ได้”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้คนแถวนั้นกล้าหายใจขึ้นมาบ้าง

หลินเยว่ชิงขอให้คนเอาน้ำสะอาดกับผ้าผืนหนึ่งมาให้ เธอไม่อธิบายขั้นตอนยืดยาว เพียงกำชับทุกคนว่าอย่าแตะตัวเหอเฉียงจนกว่าเธอจะบอก

ผู้กำกับรีบทำตามแล้วหันไปสั่งให้คนพาเฉินอวี่ไปโรงพยาบาล

“แล้วเหอเฉียงต้องเรียกรถพยาบาลด้วยไหมครับ”

“รออีกนิดค่ะ”

“เขาจะกลับมาเป็นปกติใช่ไหม”

หลินเยว่ชิงมองชายที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “ถ้าจัดการตอนนี้ทัน ก็ไม่เป็นอะไรมากค่ะ”

“ช่วย...ด้วย...”

เธอหยิบยันต์แผ่นใหม่ขึ้นมาแทนแผ่นที่เริ่มหมดแรง แล้วบอกคนรอบข้างว่าอย่าเพิ่งพาเขาไปไหน เหอเฉียงยังมีสติอยู่ข้างใน

และตราบใดที่เจ้าตัวยังพยายามกลับมาเอง เรื่องก็ยังไม่สายเกินแก้.