98
98
“ช่วย...ด้วย...”
เสียงของเหอเฉียงเบาจนแทบกลืนหายไปกับความวุ่นวายรอบลาน หลินเยว่ชิงได้ยินชัด เธอกดปลายนิ้วลงตรงหว่างคิ้วเขาอีกครั้ง ขณะที่ยันต์สองแผ่นยังตรึงร่างใหญ่ไว้กับพื้น เหงื่อเม็ดโตไหลลงข้างแก้มของชายหนุ่ม เส้นเอ็นบริเวณลำคอปูดขึ้นจากแรงที่เจ้าตัวพยายามฝืนการควบคุม
“ได้ยินฉันไหมคะ”
เปลือกตาเหอเฉียงกระตุก เขาพยายามตอบ แต่สิ่งที่หลุดออกจากลำคอมีเพียงเสียงแหบพร่า หลินเยว่ชิงจึงไม่บังคับให้พูดต่อ เธอขอน้ำสะอาดจากทีมงาน เทลงในถ้วยใบเล็กแล้วแตะยันต์ลงไปชั่วครู่
เซี่ยจิ่งหาวซึ่งยืนห่างออกไปอดถามไม่ได้ “ต้องให้เขาดื่มหรือครับ”
“ยังค่ะ”
“แล้วน้ำเอาไว้—”
เซี่ยซือหย่าดึงแขนน้องชายให้ถอยไปอีกก้าว “อาจารย์นายกำลังช่วยคนอยู่ นายพักความอยากรู้สักห้านาทีไม่ได้หรือ”
“ผมก็ถามเพื่อเรียนครับ”
“เรียนจากตรงนั้นได้”
เซี่ยจิ่งหาวมองรอยเลือดบนเสื้อเฉินอวี่ซึ่งกำลังนั่งทำแผลอยู่ใต้ชายคา แล้วถอยออกไปเองอีกหน่อย “จริง ๆ ตรงนี้ก็มองชัดดีครับ”
หลินเยว่ชิงไม่ได้สนใจเสียงคุยด้านหลัง เธอสาดน้ำจากถ้วยเป็นวงแคบรอบตัวเหอเฉียง ก่อนกดปลายยันต์อีกแผ่นลงตรงพื้นด้านหน้า ไอเย็นซึ่งเกาะอยู่รอบร่างชายหนุ่มเริ่มสั่น จากนั้นเงาสีดำบาง ๆ ก็ค่อย ๆ ซึมออกจากช่วงหลังต้นคอ
ผู้กำกับหน้าซีดลงทันที “เขายังรู้ตัวอยู่จริง ๆ เหรอครับ”
“ค่ะ อย่าให้ใครเข้าใกล้ก่อน”
“เก็บโทรศัพท์ครับ เรื่องนี้ห้ามมีคลิปหลุด ใครถ่ายเมื่อกี้ไว้ก็อย่าเพิ่งส่งต่อ!”
หลินเยว่ชิงรอจนเงาดำแยกออกจากร่างเหอเฉียงเกินครึ่งจึงเลื่อนยันต์สองแผ่นเข้าหากัน สิ่งนั้นดิ้นแรงขึ้นและพยายามย้อนกลับเข้าไปทางต้นคอ เธอจึงปิดทางด้วยยันต์อีกแผ่น
ผู้ช่วยรีบเข้าไปจับข้อมือ “พี่อวี่ เอามาทำอะไร!”
เฉินอวี่สะบัดแขนเพียงครั้งเดียว อีกฝ่ายก็เสียหลักชนเสาไม้ด้านหลัง เขาลุกขึ้นทั้งที่แผลยังเปิด เลือดไหลลงมาตามแขน แล้วเดินตรงไปทางเซี่ยซือหย่า
เซี่ยจิ่งหาวรีบขยับมาขวาง “พี่รอง ถอยก่อน!”
เซี่ยซือหย่ายังไม่ทันตอบ หลินเยว่ชิงก็เข้ามาอยู่ด้านหน้าแล้ว
หลินเยว่ชิงมองกรรไกรในมือเขา “ของแบบนั้นทำร้ายคนได้ แต่ก็ทำให้เจ้าของร่างเจ็บก่อนเหมือนกันนะคะ”
ริมฝีปากเฉินอวี่ขยับเป็นรอยยิ้มที่ไม่เหมือนเจ้าตัว “ยุ่งอะไรด้วย”
“ฉันไม่อยากยุ่งค่ะ” หลินเยว่ชิงตอบ “แต่คุณเลือกเข้าร่างคนที่ฉันกำลังช่วยอยู่”
“งั้นก็ถอยไป”
“วางกรรไกรก่อนค่ะ”
“ถ้าไม่วางล่ะ”
หลินเยว่ชิงหยิบยันต์ออกมาหนึ่งแผ่น “ก็ต้องเสียเวลาหน่อย”
เซี่ยจิ่งหาวที่อยู่ด้านหลังพึมพำ “มันจำยันต์ได้จริงด้วย”
หลินเยว่ชิงได้ยินแต่ไม่ได้หันไปตอบ เธอยังจับสายตาคนตรงหน้าไว้ “โดนไปแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้ก็เลยรู้ทันค่ะ”
เงาดำในร่างเฉินอวี่ไม่คิดเสี่ยงปะทะตรง ๆ อีก มันหันไปกระชากผ้าม่านข้างฉากลงมา ทำให้ทีมงานบริเวณนั้นแตกฮือเปิดทาง เซี่ยซือหย่าถูกเซี่ยจิ่งหาวดึงถอยออกไปอีกด้าน
หลินเยว่ชิงรอจังหวะที่พื้นที่รอบตัวเฉินอวี่โล่งขึ้นจึงดีดยันต์แผ่นแรกออกไป
“อาจารย์!” เซี่ยจิ่งหาวเผลอร้องเมื่อเห็นชายหนุ่มพุ่งเข้าหาหลินเยว่ชิงแทน
ก่อนเฉินอวี่จะถึงตัว ฝ่ามือของหลินเยว่ชิงก็แตะลงกลางอกเขา ยันต์แผ่นเล็กที่ซ่อนอยู่ระหว่างนิ้วกับเสื้อสว่างวาบขึ้น
เงาดำถูกกระชากออกมาทีละส่วน มันพยายามย้อนกลับเข้าไปทางไหล่และต้นคอหลายครั้ง แต่ยันต์ที่กลางหลังตัดทางไว้จนหมด เฉินอวี่หมดแรงทรุดลง หลินเยว่ชิงจึงบอกให้ผู้ช่วยเข้ามารับตัวได้
เมื่อไม่มีร่างให้ใช้ซ่อน เงาดำจึงรวมตัวอยู่กลางลาน รูปร่างพร่าเลือน สูงเพียงครึ่งตัวคน แต่เสียงที่ดังออกมากลับเต็มไปด้วยความโกรธ
เงาดำส่งเสียงแหลมด้วยความโมโหและพุ่งหนีไปทางซ้าย หลินเยว่ชิงเขี่ยยันต์ที่ตกอยู่บนพื้นให้พลิกขึ้น ขอบเขตพลังปิดทางไว้พอดี สิ่งนั้นกระแทกใส่แล้วเด้งกลับ ก่อนจะเปลี่ยนทิศอีกสองครั้งก็เจอยันต์ปิดไว้ทั้งหมด
เซี่ยจิ่งหาวก้มมองพื้นรอบตัวเองอย่างระวัง “นี่ใช่เหตุผลที่อาจารย์บอกผมว่าถ้าเห็นวางยันต์แล้วอย่าเดินมั่วหรือเปล่าครับ”
เซี่ยซือหย่าหันไปดูเท้าเขา “แล้วตอนนี้นายยืนทับอะไรอยู่ไหม”
ชายหนุ่มชะงัก รีบถอยอีกก้าวแล้วก้มดู “ไม่ครับ คราวนี้ผมเช็กแล้ว”
“ดี อย่างน้อยวันแรกก็ยังไม่ทำของอาจารย์พัง”
หลินเยว่ชิงปล่อยให้สองพี่น้องคุยกัน เธอยกมือขึ้น ยันต์สี่แผ่นที่วางเป็นขอบเขตเริ่มขยับเข้าหากัน เงาดำดิ้นอยู่ตรงกลาง ร้องด่าและพยายามกระแทกออกหลายครั้ง แต่พื้นที่เหลือน้อยลงทุกที
“ปล่อยฉัน!”
“ไม่ได้ค่ะ”
“ฉันไม่ได้มาฆ่าแก!”
“แต่เกือบฆ่าคนอื่นไปแล้วสองคน”
มันไม่ตอบอีก มีเพียงเสียงกรีดร้องแสบหูดังขึ้นเมื่อยันต์ทั้งสี่หดวงเข้าพร้อมกัน เงาดำถูกบีบจนเหลือเพียงกลุ่มควันขนาดฝ่ามือ ก่อนสลายไปพร้อมเศษยันต์ที่ไหม้เป็นเถ้า
เขาถึงกับลูบอกตัวเอง “ทำงานมากี่สิบปี เพิ่งเคยต้องถามว่าผีจะกลับเข้ากองอีกไหม”
เซี่ยจิ่งหาวพึมพำจากด้านหลัง “ผมก็เพิ่งเคยเห็นผีเปลี่ยนคนเข้าสิงต่อหน้าครับ”
“นายเพิ่งเป็นศิษย์วันแรก” เซี่ยซือหย่าบอก
“นั่นแหละที่น่ากลัว”
“เปลี่ยนใจยังทันค่ะ” หลินเยว่ชิงพูดโดยไม่หันมา
“ไม่เปลี่ยนครับ” เขาตอบแทบจะทันที “อุตส่าห์ผ่านพิธีแล้ว”
คนของกองช่วยพาเหอเฉียงไปนั่งพักใต้ชายคา หลังดื่มน้ำที่หลินเยว่ชิงเตรียมไว้ เขาก็พูดได้เป็นประโยคมากขึ้น สีหน้าเหนื่อยล้าจนเหมือนผ่านงานหนักมาทั้งวัน ส่วนเฉินอวี่ต้องเปลี่ยนผ้าก๊อซใหม่ เพราะตอนถูกควบคุมร่างเขาออกแรงมากจนแผลตรงหัวไหล่เปิดเพิ่ม
เฉินอวี่มองเธออย่างยังไม่หายตกใจ “เมื่อกี้ผมถือกรรไกรจริง ๆ ใช่ไหมครับ”
“ค่ะ”
“แล้วผมจะทำร้ายพี่ซือหย่า?”
“น่าจะค่ะ”
เซี่ยซือหย่าที่อยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น “ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น คุณก็โดนควบคุมเหมือนเหอเฉียง”
“แต่ถ้าอาจารย์หลินไม่อยู่...” เขามองมือของตัวเอง ก่อนยิ้มเจื่อน “วันนี้คงไม่ได้จบแค่แผลที่ไหล่แล้ว”
“งั้นไปโรงพยาบาลก่อนค่ะ”
เฉินอวี่กำลังจะเดินตามผู้ช่วยไป แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงหันกลับมา “ผมต้องจ่ายค่าช่วยชีวิตด้วยไหมครับ”
หลินเยว่ชิงตอบ “ไม่ต้องค่ะ คุณเป็นคนโดนลูกหลง”
เฉินอวี่ดูไม่ค่อยเชื่อหู “ไม่คิดจริง ๆ?”
“ถ้าอยากจ่าย ฉันก็รับค่ะ”
“งั้นถือว่าผมไม่ได้ถาม”
เซี่ยซือหย่าหัวเราะ “รีบไปเถอะ เดี๋ยวเปลี่ยนใจขึ้นมาจริง ๆ”
เมื่อคนเจ็บพ้นลาน ผู้กำกับจึงเดินเข้ามาหาหลินเยว่ชิง เรื่องวันนี้ไม่เพียงทำให้การถ่ายต้องหยุด เฉินอวี่กับเซี่ยซือหย่ายังเกือบได้รับอันตรายหนัก ไหนจะทีมงานที่เข้าช่วยและคนอีกนับร้อยในพื้นที่ หากเรื่องลุกลามกว่านี้ ต่อให้ไม่มีใครเสียชีวิต กองก็เสียหายหนักแน่นอน
ผู้กำกับนิ่งคิดก่อนเสนอ “หนึ่งล้านหยวนได้ไหมครับ ถ้าน้อยไปผมเพิ่มได้”
หลินเยว่ชิงกลับพยักหน้าตามปกติ “ได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมให้ฝ่ายการเงินจัดการเลย”
“ค่ะ”
เซี่ยจิ่งหาวรอจนอีกฝ่ายเดินห่างออกไปจึงขยับมาหาอาจารย์ “เมื่อกี้เขาบอกว่าเพิ่มได้นะครับ”
“ได้ยินค่ะ”
“แล้วอาจารย์ไม่เพิ่ม?”
“หนึ่งล้านก็พอแล้ว”
“ผมนึกว่าหลักของสำนักเราคือเงินมากไม่รังเกียจ เงินน้อยก็ไม่ปฏิเสธเสียอีก”
หลินเยว่ชิงหันมามอง “ใครบอกคุณ”
“ผมเดาจากพฤติกรรมครับ”
เซี่ยซือหย่าหัวเราะทันที “เพิ่งวันแรกก็กล้าวิเคราะห์อาจารย์แล้วหรือ”
“ผมชมครับ”
“ฟังไม่เหมือน”
เซี่ยจิ่งหาวหันกลับมาหาหลินเยว่ชิง “แต่วันนี้อาจารย์ใจดีจริง ๆ”
“ตรงไหนคะ”
“ค่าช่วยเฉินอวี่ก็ไม่เก็บ เงินผู้กำกับก็ไม่บวกเพิ่ม”
“ฉันรับงานจากผู้กำกับแล้วค่ะ ช่วยคนในกองก็รวมอยู่ในงานนั้น”
“ถ้าเป็นผมคงคิดแยกบิล”
“เพราะอย่างนี้คุณถึงยังเป็นศิษย์”
“อาจารย์แทงใจดำเก่งกว่าพี่รองอีกนะครับ”
“อยู่ไปเดี๋ยวก็ชิน” พี่สาวบอก
ผู้กำกับกลับมาหลังจัดการเรื่องค่าตอบแทนเสร็จ แต่ยังไม่เดินไปไหน เขามองบริเวณที่เกิดเหตุแล้วถามขึ้นว่า “อาจารย์หลิน ผมยังไม่เข้าใจว่าทำไมของแบบนั้นถึงเข้ามาในกองได้ ปกติเราก็ถ่ายกันที่นี่ตลอด ไม่เคยมีอะไร”
หลินเยว่ชิงมองเขา “เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มวันนี้ค่ะ”
ผู้กำกับนิ่งไป
“ประมาณปีก่อน คุณเคยมีเรื่องกับคนที่มาทำงานในกองนี้หรือเปล่าคะ เป็นคนที่จากไปแบบไม่ค่อยดีนัก”
ผู้กำกับคิดอยู่อีกครู่ “ตอนนั้นเราถ่ายอีกเรื่องที่นี่ มีคนรับจ้างทำพร็อพเข้ามาช่วยอยู่พักหนึ่ง ฝีมือใช้ได้ แต่ชอบดื่มจนเสียงาน วันหนึ่งเมาแล้วทำของในฉากพัง แถมทะเลาะกับคนในทีม ผมเลยให้ฝ่ายผลิตเลิกจ้าง”
“ก่อนออกไป เขาด่าผมแรงมาก บอกว่าผมทำให้เขาหมดทางทำงานในวงการ ตอนนั้นผมคิดว่าโมโหกันเดี๋ยวก็จบ หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีก”
หลินเยว่ชิงไม่ได้ถามไล่ต่อหลายข้อ เธอเพียงบอกว่า “น่าจะเกี่ยวกับคนนั้นค่ะ เรื่องวันนี้ไม่ได้พุ่งตรงมาที่เฉินอวี่หรือซือหย่าโดยเฉพาะ สองคนนั้นแค่เข้าไปอยู่ในจังหวะที่มันใช้ได้”
ผู้กำกับสีหน้าเคร่งขึ้น “งั้นผมควรทำยังไงต่อ”
“อย่าเพิ่งใช้ของเก่าที่เหลือจากกองครั้งนั้น ถ้ามีอะไรที่เขาเคยทำหรือเคยแตะไว้ แยกออกมาก่อนค่ะ”
หลินเยว่ชิงเก็บเศษยันต์ที่เหลือใส่ถุง เซี่ยจิ่งหาวเห็นก็เดินเข้ามาช่วยถือกระเป๋าโดยไม่ต้องถูกเรียก คราวนี้ไม่ถามอะไรเพิ่ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดบ่ายมากพอสำหรับศิษย์วันแรกแล้ว
“ผมคิดใหม่แล้ว”
“เร็วมาก”
“ก็วันนี้ได้เห็นของจริงตั้งหลายอย่าง ถ้ากลับไปอยู่บ้านเฉย ๆ จะน่าเสียดาย”
หลินเยว่ชิงตอบโดยไม่หยุดเดิน “กลับไปจำข้อห้ามให้ครบก่อนค่ะ”
เซี่ยจิ่งหาวรีบตาม “ถ้าจำครบ คืนนี้ผมส่งให้อาจารย์ตรวจได้ไหม”
“ได้ค่ะ”
“งั้นผมไม่หลับก็ได้”
เซี่ยซือหย่าหัวเราะ “เมื่อเช้าใครยังบ่นว่ามีหลายหน้า”
เสียงเถียงของสองพี่น้องยังตามกันออกจากลานถ่าย ขณะที่ด้านหลัง ทีมงานเริ่มทยอยเก็บอุปกรณ์และเคลียร์พื้นที่ตามคำสั่งผู้กำกับ การถ่ายช่วงบ่ายคงไม่กลับมาเริ่มต่อแล้ว ส่วนของเก่าที่ถูกเก็บไว้จากกองเมื่อปีก่อนกำลังถูกสั่งให้รวบรวมแยกออกมาไว้ต่างหากสำหรับวันพรุ่งนี้.