LNCrawler

บทที่ 3.3 ตัวละครลับ

ไม่อยากได้สามีคนนี้แล้ว(มีอีบุ๊ก/มีเด็ก) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 3.3 ตัวละครลับ

บทที่ 3.3 ตัวละครลับ



“ถ้าไม่ติดว่ารวยนะ พูดจางี้จ๋าหนีไปแล้ว หอบลูกหนีไปด้วย”

“หอบหนีไปสิ ถ้าอยากเข้าไปกินข้าวแดงในคุก” ทินกรใช้เสียงเย็นเยือกบ่งบอกไปเลยว่าเขากล้าทำจริง

สำหรับเขากชวิภาจะหนีไปไหนก็ไป แต่พริบพันดาวไปไหนไม่ได้เด็ดขาด

ลูกต้องอยู่กับเขาเท่านั้น เธอเป็นคนเซ็นยกสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรให้เขาเอง ถึงในเอกสารสัญญาจะระบุให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน ทว่าในทางปฏิบัติเป็นอันรู้กันว่าสิทธิ์ขาดในตัวลูกเป็นของเขาผู้เดียว

หากวันนั้นเขาไม่ใจอ่อนยอมแก้ไขสัญญา วันนี้เธอคงไม่มีโอกาสมาลอยหน้าลอยตาพูดประโยคพวกนี้กับเขาหรอก

“อย่าเผลอแล้วกัน พาหนีแน่! หนีไปอยู่ต่างประเทศด้วย”

ทินกรเกือบจะหวาดระแวงกับคำขู่นี้ หากไม่ถ่องแท้กับนิสัยเห็นแก่ตัวของกชวิภา คนที่ยอมยกลูกให้กับเขาเพราะต้องการเงิน มีหรือจะยอมทิ้งชีวิตหรูหราไปง่าย ๆ ได้

ริมฝีปากหยักกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหยียดก่อนเอ่ย

“ก็ดี สกีที่เซนต์โมริตส์ ช็อกโกแลตร้อนที่ปารีส จะได้ยกเลิกไป กระเป๋าราคาแพงหายากที่เธอสะสม เสื้อผ้าโครมฮาร์ต...”

“พอ ๆ รีบไปหาพ่อคุณเถอะ ปล่อยให้ท่านรอนานเดี๋ยวก็ถูกด่าหรอก” อาการหัวร้อนหายไปในพริบตา กชวิภาตั้งสติได้โดยพลัน รีบเบรกเขาดังเอี๊ยดว่าไม่ต้องสาธยายต่อแล้ว เธอไม่กล้าคิดพาลูกหนีเขาแล้ว

เธอคิดถึงผลประโยชน์ของลูกหรอกนะ ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง พริบพันดาวจะต้องมีชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ นั่นคือความปรารถนาเดียวของคนเป็นแม่แบบเธอ

“คนเห็นแก่เงินก็ยังเป็นคนเห็นแก่เงินอยู่วันยังค่ำ” ทินกรเย้ยหยัน แล้วจะให้เขาเอาผู้หญิงแบบนี้เหรอเป็นเมีย คุณสมบัติหาดีแทบไม่มี

กชวิภาบึนปากใส่เขา อยากจะสวนกลับเสียเหลือเกินว่าที่เขาทำงานงก ๆ อยู่นี่ก็ไม่ใช่เพราะเห็นแก่เงินเหรอ แต่ก็คร้านจะเถียงให้เปลืองน้ำลายกับพ่อคนดีที่ไม่มีใครสถาปนายกย่อง

ก็นะ…คนเราเมื่อมีโอกาสกอบโกยก็ต้องกอบโกยสิ

ส่วนถ้าจะให้พูดเรื่องความรักกับทินกรก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง เพราะเขาเป็นประเภทความรักไม่ยุ่งมุ่งแต่สืบพันธุ์อย่างเดียว

“ไม่ต้องมาทำปากขมุบขมิบเลยนะ”

เอ้า! “แค่ทำปากก็ไม่ได้เหรอ”

“ฉันรู้ว่าเธอกำลังนินทาฉันอยู่ในใจ”

ก็รู้นี่ “นินทาอะไรล่ะ จ๋ากำลังสำนึกในความผิด คิดแก้ไขตัวเองให้เป็นคนดีไม่ทำตัวเห็นแก่เงิน”

“ดี… คิดได้แบบนั้นก็ดี เดือนนี้เธอก็เอาแค่เงินเดือนไปนะ ส่วนเงินค่าช็อปปิงไม่มีให้ รถเฟอร์รารีก็ยึดเหมือนกัน” ทินกรเหยียดยิ้มมุมปากกุมชัยชนะ อารมณ์เบิกบานที่ได้เชยชมสีหน้าค่อย ๆ เผือดสีเป็นเจื่อนสนิทของคนปากเก่ง

ฮึ… สมน้ำหน้าชอบเล่นลิ้นดีนัก

“…”

ไม่ได้สิ เป็นแบบนี้ไม่ได้ เงินเดือนเธอแค่แสนกว่าบาท รวมเงินพิเศษที่ทินกรต้องให้เพราะช่วยงานอื่นเขาด้วยมันก็แค่สามแสนเอง จ่ายค่าบัตรเครดิตก็หมดไม่มีเหลือใช้แล้ว

กชวิภากำลังจะอ้าปากท้วงติงเป็นต้องอ้าค้าง เพราะเขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูดเลย

“การเป็นคนดีต้องเริ่มจากไม่ยึดติดกับวัตถุสิ่งของ รถก็เป็นแค่ยานพาหนะ ขับแบบไหนก็เหมือนกันหมด ขอแค่พาไปถึงจุดหมายก็พอ …จริงไหม?” แล้วแขนยาว ๆ ก็เอื้อมไปคว้ากระเป๋าแอร์เมสมาล้วงหากุญแจรถยนต์ ไม่ให้หญิงสาวทันตั้งตัว พอเธอได้สติกุญแจรถก็ตกมาอยู่ในกำมือเขาเรียบร้อย

“ไม่จริง ไม่เอานะคุณอิกซ์ คุณจะแกล้งจ๋าแบบนี้ไม่ได้ เอากุญแจรถคืนจ๋ามา” กชวิภาส่ายหัวพัลวัน พลางโน้มตัวไปยื้อแย่งกุญแจ แต่มันก็ยากเย็นแสนเข็ญเพราะทินกรใช้มือหนึ่งผลักศีรษะดันเธอเอาไว้ อีกมือชูกุญแจขึ้นสุดแขนจนแขนสั้น ๆ ของเธอเอื้อมไม่ถึง จึงได้แต่ถลึงตาใส่

“ฉันต้องรีบไปหาพ่อละ เดี๋ยวถูกด่า” น้ำเสียงเข้มคล้ายหัวเราะเยาะในลำคอ ออกแรงผลักศีรษะหญิงสาวให้เอนไปด้านหลัง แล้วดีดตัวลุกขึ้นยืนยิ้มอย่างสะใจ “อัยย์จัง ปะป๊าไปหาอากงก่อนนะครับ เดี๋ยวปะป๊ามา”

“แล้วพาพาย่าป๊อก ๆ ล่ะคะปะป๊า มันต้องกินเดี๋ยวนี้เลยน้าถึงจะอาร่อย อัยย์จังตำเสร็จแล้ว กำลังตักใส่จานเสิร์ฟให้ปะป๊า” คราวนี้พริบพันดาวละความสนใจจากการทำอาหารมาสนใจพ่อแม่ ร่างเล็กถลาเข้าไปเกาะขาพ่อเงยหน้าทำตาแป๋ว ในมือเล็กป้อมยังกำสากพลาสติกไว้แน่น

“เอาให้หม่ามี้กินเลยครับ ตอนนี้หม่ามี้มีเงินพอกินได้แค่พาพาย่าสลัดของหนูเท่านั้น” ดูเอาเถอะ กชวิภาสอนลูกอย่างไร พาพาย่าสลัดยังพาเรียกพาพาย่าป๊อก ๆ

ไม่รู้ว่าพริบพันดาวคิดว่าส้มตำเรียกว่าพาพาย่าป๊อก ๆ จริง หรือแค่อยากแกล้งเล่นพูดเอาสนุกเท่านั้น เพราะก็สอนคำที่ถูกไปหลายครั้งแล้ว

“จริงเหรอคะ” เด็กหญิงทำตาโตร้องถาม

“จริงสิครับ อัยย์จังทำอาหารให้หม่ามี้กินหน่อยนะครับ” ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มสลวยอยู่หลายที เอ็นดูในความน่ารักของลูกตัวเอง

“ได้ค่า~ หม่ามี้อัยย์จังจะเลี้ยงหม่ามี้เองนะคะ ไม่ร้องน้า…” ใบหน้ากลมดิกทำหน้าครุ่นคิดเพียงครู่ ก่อนจะฉีกยิ้มตอบรับน้ำเสียงเริงร่า กระโดดโหยง ๆ เข้าไปรั้งคอแม่มากอดราวกับปลอบขวัญ

“ค่ะหม่ามี้ไม่ร้อง” เธอกัดฟันพูด ตาสบกับคนตัวสูงที่ยักคิ้วให้เป็นประกายวาวโรจน์

“กลับบ้านเรา อัยย์จังจะยกกระปุกเอลซ่าให้หม่ามี้หมดเลย” กระปุกเอลซ่าคือกระปุกออมสินของเด็กหญิงที่หยอดเงินมานานนับปี

“ขอบคุณค่ะ หม่ามี้รักหนูที่สุดเลย” เป็นคำขอบคุณที่มาพร้อมคราบน้ำตา เธออดตายแน่ ตอนนี้มันเพิ่งวันที่สองของเดือนเอง



มาต่อให้แล้ววค่า

Enjoy reading นะคะ