บทที่ 7.1 เส้นขนาน
บทที่ 7.1 เส้นขนาน
บทที่ 7 เส้นขนาน‘คุณไปไหนคะ ทำไมยังไม่กลับบ้าน’
‘กลับกี่โมงคะ กลับมาทันกินมื้อเย็นด้วยกันหรือเปล่า’
‘จ๋ารอนะคะ’
ในช่วงหกโมงเย็นกชวิภาเลือกส่งข้อความผ่านไลน์ไปหาทินกร เผื่อเขาติดธุระเจรจาสำคัญอยู่จะได้ไม่รบกวน คิดว่าเห็นข้อความคงตอบกลับมาเอง
แต่แล้วเธอคิดผิด เพราะรอตั้งแต่กินข้าวเย็นกับลูกสองคนจวบจนส่งพริบพันดาวเข้านอนในตอนสองทุ่ม ข้อความสักข้อความยังไม่เด้งเข้ามาในมือถือเลย โทร. หาก็ปิดเครื่อง
กชวิภาเดินหัวเสียลงจากชั้นสองมุ่งตรงไปทางบาร์เล็ก ๆ ด้านหลังมีตู้เก็บไวน์ราคาแพงหลายขวดที่ทินกรเก็บสะสม เธอสุ่มหยิบออกมาหนึ่งขวดโดยไม่สนปีว่าจะเก่าแก่หรือราคาแพงเพียงใด ในเมื่อเจ้าของมันชอบปั่นประสาทเธอดีนัก เปิดกินแม่งเลย
เธอถือขวดไวน์พร้อมแก้วมาวางบนโต๊ะเตี้ย ทิ้งร่างลงบนโซฟาทรงกลมที่หันหน้าออกไปเห็นวิวเมืองสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับรินไวน์ให้ตัวเองเกือบครึ่งแก้ว แล้วจรดริมฝีปากที่ขอบแก้ว ค่อย ๆ ดื่มด่ำกับรสชาติหอมละมุนของไวน์ราคาแพง มันจะมีอะไรน่าอภิรมย์ไปกว่านี้ได้อีกล่ะ
ใช่ มันควรจะเป็นแบบนั้น แต่กชวิภากลับสลัดความห่วงใยทินกรออกจากหัวไม่ได้เลย …กลัวเขาจะเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ก็ถูกรุมกระทืบเพราะไปปากดีพูดไม่เข้าหูใครเข้า จึงตัดสินใจวางแก้วไวน์ที่ดื่มไปเพียงอึกเดียวลง ต่อสายหาเลขาคนสนิทเขาแทน
“พี่ตาม คุณอิกซ์อยู่ไหน”
[“แป๊บนะครับคุณจ๋า...”]
“ตอบมาเลยค่ะ ห้ามไปเตี๊ยมหรือทักหาคุณอิกซ์” เธอดักทาง เผื่ออีกฝ่ายจะแอบส่งข้อความไปเตี๊ยมกับเจ้านายตัวดี
[“เปล่าครับไม่ได้เตี๊ยม ผมอยู่ฟิตเนสขอพักหายใจแป๊บหนึ่ง”] ศรัณย์อยู่ฟิตเนสจริง ๆ และกำลังส่งข้อความแจ้งเจ้านายว่าเมียตามหาด้วย
[“คุณจ๋ายังอยู่ไหมครับ”]
“อยู่ค่ะ” กชวิภาขานรับหลังเงียบไม่ส่งเสียง เพื่อให้เวลาตามที่ปลายสายร้องขอ
[“วันนี้หลังออกจากบริษัทคุณอิกซ์ไปพบกับท่านกพลครับ”] ท่านกพลคือนักการเมืองระดับว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข
“แล้วทำไมพี่ไม่ได้ตามไปด้วยล่ะ”
[“ผมกลับมาก่อนครับ หลังจากนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณอิกซ์ไปไหน”] ศรัณย์พูดจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง ครึ่งจริงคือตนกลับก่อนจริง ๆ ส่วนครึ่งไม่จริงคือตนรู้ว่าเจ้านายไปไหน เพราะเป็นคนจองร้านอาหารให้เองกับมือ
จบบทสนทนากชวิภาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ นอกจากยกแก้วไวน์ที่เหลือกระดกลงคอ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเขายังไม่ตายและคงตั้งใจจะไม่ตอบข้อความเธออีกตามเคย
กชวิภาเข้าแอปอินสตาแกรม กดเข้าช่องค้นหา มองดูชื่อที่ตัวเองค้นหาล่าสุดด้วยมือสั่นเทาไม่กล้ากดต่อ กลัวว่าจะได้เห็นความจริงที่ยากจะยอมรับ…
ใจหวิวชะมัด
ทั้งที่คิดว่าเตรียมตัวเตรียมใจไว้พอสมควรแล้ว พอเอาเข้าจริงเธอก็กลัวการถูกทิ้งอยู่ดี ช่วงนี้จึงพูดจาไพเราะเอาใจทินกรพิเศษ พยายามทำตัวน่ารักไม่สร้างความรำคาญให้เขาตีตัวออกหากหนีไปไกลมากกว่านี้ เพราะนอกจากจะเสียเขาแล้ว เธอยังจะต้องเสียสิทธิ์การเลี้ยงลูกด้วย แค่ห่างกันไม่กี่วันเธอยังคิดถึงพริบพันดาวแทบขาดใจ แล้วจะอยู่คนเดียวยังไงไหว
เวลาผ่านไปไม่กี่สิบนาที คนที่ทำเธอจิตตกก็โผล่หัวมาให้เห็น ร่างบางดีดตัวลุกขึ้นยืนเดินลิ่ว ๆ เข้าไปหาเขาทันควัน พอเข้าใกล้มากขึ้นจึงได้เห็นว่าชายหนุ่มมีอาการกรึ่มคงดื่มมาไม่น้อย ตาเยิ้มหน้าแดงก่ำมาเชียว
“ไปไหนมา ทำไมจ๋าติดต่อไม่ได้”
“กินข้าว แบตโทรศัพท์หมด” ทินกรเอ่ยเสียงเนือยตามความจริงทุกประการ พร้อมล้วงโทรศัพท์ที่แบตหมดเกลี้ยงตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ มารู้ตัวอีกทีตอนจะโทร. เรียกคนรถมาขับรถให้มันก็เปิดไม่ติดแล้ว จึงยอมให้มิราขับมาส่ง โดยคนรถของหญิงสาวขับตามหลังมาติด ๆ ถึงจุดหมายก็แยกย้ายทันที
หลังจากที่ได้กินข้าวพูดคุยกับมิราอยู่ร่วมสองชั่วโมง เขาก็ได้รู้จักหญิงสาวอีกหลายแง่มุม ซึ่งไม่ได้เป็นคนน่าเบื่อสักเท่าไร คุยสนุกดี
“แล้วคุยงานกับท่านกพลเรียบร้อยดีไหมคะ” กชวิภาไม่เซ้าซี้เหมือนทุกที ยอมเชื่อโดยง่ายพลางขยับเท้าเข้าไปใกล้มากขึ้น จนจมูกได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ โชยออกมา
“อืมก็ดี”
“ท่านกพลเป็นคนอายุห้าสิบที่ใช้น้ำหอมกลิ่นวัยรุ่นดีนะคะ” เธอว่ากลั้วหัวเราะ สรุปแล้วเซนส์ผู้หญิงเธอก็แม่น เพราะนี่มันกลิ่นน้ำหอมของยัยหมอมิรา เธอจำได้ขึ้นใจ ช่วงพริบพันดาวป่วยเจ้าหล่อนแวะมาเยี่ยมทุกวันจนออกจากโรงพยาบาล
“จะทะเลาะใช่ไหม?” คนกรึ่มถามด้วยน้ำเสียงติดห้วน กชวิภาคงรู้แล้วว่าเขาไปพบใครมาอีก จึงเตรียมพร้อมรับแรงกระแทกจากการแผลงฤทธิ์ของคนตรงหน้า จะด่าหรือปาหมอนใส่ก็มาเลย เขาพร้อมแล้ว!
ทว่าเปล่าเลย เธอยังคงนิ่งไม่ไหวติง วางสีหน้าเรียบเฉยไร้ความโมโหอย่างที่ควรจะเป็น จนเขานึกแปลกใจว่าเธอไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือเปล่า แต่เป็นแบบนี้ก็ดี เขาก็เบื่อจะทะเลาะแล้วเหมือนกัน
“เปล่า”
มาแล้วค่าาา น้องจ๋าของไรต์จะเริ่มคิดได้แล้วค่า ส่วนฮีอิกซ์นางเป็นพระเอกธงแดงค่ะ ด่าได้ไม่ว่ากันนน
Ebook ประมาณวันที่ 15 เดือนสิงหาค่ะ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคุณนักอ่านได้อ่านแน่นอน
Enjoy reading ค่า