บทที่ 1.1 เป็นแค่แม่ของลูกไม่ใช่เมีย
บทที่ 1.1 เป็นแค่แม่ของลูกไม่ใช่เมีย
บทที่ 1 เป็นแค่แม่ของลูกไม่ใช่เมีย
มาแล้ว... พายุหายนะของไอ้ศรัณย์มาแล้ว
เลขาธิการผู้มีหน้าที่ดูแลจัดการตารางชีวิตเจ้านายโอดครวญกับตัวเอง ไม่รู้ว่าเมื่อกี้ก้าวเท้าออกจากประตูเท้าไหนถึงได้เปิดประตูออกมาก็เจอแจ็กพอตเลย
ศรัณย์ปาดเหงื่อ ...คุณจ๋ามีสีหน้ามาแบบนี้คือพร้อมระเบิดเต็มที่ และสิ่งเดียวที่ทำให้หญิงสาวแสนสวยอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ กลายเป็นคนอารมณ์ร้ายแบบนี้ได้ก็คือเจ้านายตน
ศรัณย์สูดลมหายใจเข้าลึก ปั้นหน้ายิ้มทักทายหญิงสาวรูปร่างระหงสูงราวร้อยหกสิบแปด เมื่อรวมกับรองเท้าส้นสูงพื้นสีแดงแล้วนั้น ยิ่งส่งให้เธอดูหยิ่งผยองจนน่าหวาดผวา ดวงตากลมโตที่มักเปล่งประกายแวววาวเต็มไปด้วยเสน่ห์บัดนี้ขุ่นมัว
“คุณอิกซ์อยู่ไหนพี่ตาม” จริง ๆ เธออยากเรียก ‘ไอ้อิกซ์’ ด้วยซ้ำ ผิดที่ว่ายังประคองสติรักษาภาพลักษณ์คนดีไว้ได้อยู่
“ประชุมอยู่ครับ”
“ไปบอกเขาหน่อยค่ะว่าจ๋าขอพบ แล้วให้ออกมาพบจ๋าเดี๋ยวนี้ ถ้าเขาไม่ออกมา จ๋าจะเข้าไปตามเขาเอง” หญิงสาวออกคำสั่งน้ำเสียงเฉียบขาด ใบหน้าของเธอยังเผยรอยยิ้มอ่อนหวาน แต่สำหรับคนมองมันกลับดูน่าสยดสยอง
“ไปบอกเดี๋ยวนี้เลยครับ”
“ขอบคุณนะคะ”
กล่าวจบกชวิภาก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ระบายความเหน็ดเหนื่อย มองตามแผ่นหลังเลขาคนสนิททินกรที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินหายเข้าไปในลิฟต์ จุดหมายคือห้องประชุมชั้นสิบเอ็ด เธอจึงหมุนตัวผลักบานประตูเข้าไปรอด้านใน ซึ่งโดยปกติจะเป็นเขตหวงห้ามสำหรับพนักงานตัวเล็กตัวน้อย และยิ่งไม่อนุญาตให้ย่างก้าวเข้าไปได้เลยหากไร้เงาเจ้าของห้องและเลขาคนสนิท
กชวิภาเลื่อนเก้าอี้นวมสีน้ำตาลหลังโต๊ะทำงานที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องนั่งลง แทนที่จะเป็นโซฟาตัวยาวสำหรับใช้รับรองแขก
ดวงตากลมโตกวาดมองเอกสารกองเป็นพะเนินรอให้เขาเซ็นอยู่ไปพลาง ๆ อย่างคุ้นชิน ไม่ให้เธอคุ้นชินได้อย่างไร เกือบสี่ปีมานี้เธอช่วยทินกรทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรือใหญ่มักจะมีความเห็นของเธออยู่ในนั้นเสมอ ฉะนั้นเอกสารพวกนี้ล้วนเคยผ่านตาเธอมาหมดแล้ว
เวลาผ่านไปราวเจ็ดนาที...
“รอไม่เป็นหรือไง ไม่รู้หรือไงว่าฉันประชุมอยู่”
เสียงมาก่อนตัวอีกละ
กชวิภาละสายตาจากเอกสารที่เปิดอ่านอย่างถือวิสาสะช้อนขึ้นมองชายหนุ่มที่เดินดุ่ม ๆ ผ่านหน้าไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างไม่สบอารมณ์ โดยมีเลขาผู้แสนดีเดินตามหลังมาติด ๆ
“คุณเป็นบ้าอะไรถึงสั่งงดเยี่ยมลูก แถมยังไม่อนุญาตให้จ๋าเข้าเยี่ยมอีก” เธอตรงเข้าประเด็นสำคัญไม่รีรอ ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มที่แสดงสีหน้าเบื่อหน่าย แน่นอนว่าเธอไม่ยี่หระต่อสีหน้าท่าทางเหล่านั้นสักนิด
อยากทำหน้าตึง ถลึงตาใส่ก็เชิญตามสบาย เธอไม่แคร์
“อะไร” ทินกรเปล่งเสียงแสดงถึงความงุนงง เขาจะทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นไปทำไม
รู้แก่ใจว่าในเวลานี้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนต้องการแม่มากกว่าใคร และเขาก็ต้องการเธอด้วย ไม่ใช่ว่าต้องการเพราะความเสน่หาหรือคิดถึงใจจะขาด แต่ต้องการตัวมารับไม้ต่อดูแลลูกป่วย
เมื่อวานเขาได้นอนรวมกันไม่ถึงสี่ชั่วโมงด้วยซ้ำ เช้ามาก็ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่แปดโมงไปให้พวกตาเฒ่าในห้องประชุมรุมทึ้งลากยาว จนถึงตอนนี้ที่นาฬิกาบอกเวลาว่าบ่ายสองกำลังจะย่างบ่ายสามแล้ว
“อะไรคืออะไร”
“...” ทินกรไม่เสียเวลาเสวนากับกชวิภาแม้ครึ่งคำ ดูท่าแล้วคงจะไม่ได้ความอะไร จึงปรายหางตามองลูกน้องที่ยืนเงียบเชียบรอรับคำสั่งอยู่ด้านหลังหญิงสาว
“ตรวจสอบให้เดี๋ยวนี้ครับ” ทำงานร่วมกันมากว่าห้าปี เพียงมองตาเจ้านายศรัณย์ก็เข้าใจคำสั่งทุกอย่าง รีบล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงมาต่อสายตรงหาสิ่งที่เป็นบ่อเกิดแห่งความวุ่นวาย คุยไม่ถึงสองนาทีก็วางสาย รายงานเจ้านายให้ทราบต่อ
“คุณหมอมิราเป็นคนสั่งครับ ตอนนี้ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว”
ทินกรเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับดวงตากลมโต เชิงว่ารู้แล้วสินะ พอใจหรือยังกับคำตอบ เมื่อไม่เห็นหญิงสาวซักไซ้เรื่องนี้ต่อจึงโบกมือไล่ให้เลขาออกไปจากห้อง เขาจะเสวนากับแม่สาวสวยที่อยากเป็นดาราจนตัวสั่น ยอมแม้กระทั่งรับงานเดินผ่านหน้ากล้องไม่กี่ฉากเพียงลำพัง ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากพูดคำใด เสียงแว้ด ๆ หาเรื่องก็ขัดเสียก่อน
“แล้วเป็นอะไร จ๋าโทร. หาไม่รับ”
“ทำงาน” ทินกรตอบส่ง ๆ คล้ายรำคาญเต็มทน ทั้งที่ความจริงคือโมโหที่เธอขัดคำสั่ง ดื้อด้านจะไปถ่ายละครกระจอกงอกง่อยนั่น
“หาข้ออ้างให้มันดี ๆ หน่อยเถอะคุณอิกซ์ คุณทำงานทั้งวันทั้งคืนเลยหรือไง ไลน์ก็ไม่อ่านไม่ตอบ”
“แค่นี้ก็พอจะเดาได้แล้วนะว่าไม่อยากคุยด้วย มีอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีฉันจะได้ไปทำงานต่อ”
ทินกรกล่าวตัดบทหมดอารมณ์จะเสวนา เรื่องหมอมิราที่กะจะคุยถูกพับเก็บไปโดยปริยาย
“ฮึ... เชิญรำคาญไปเถอะ จ๋าไม่สนอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณดองแชตไม่รับสายจ๋าบ่อย ๆ นะ จ๋าประกาศแน่ว่าจ๋าเป็นเมียคุณ” กชวิภายิ้มแย้มไม่สะทกสะท้านใด ๆ ได้ยินจนชินชาแล้วละถ้อยคำพวกนี้ แถมยังขู่กลับด้วยมุกเดิม ๆ ที่ขู่เขาเป็นประจำมาตลอดสี่ปี
“มีทะเบียนสมรสหรือไง”
“ไม่มีแล้วก็ไม่สนด้วย ยังไงจ๋าก็จะเป็นเมียคุณ”
เธอเกาะเป็นปลิงไม่ปล่อยซะอย่าง ฉะนั้นจะมีหรือไม่มีทะเบียนสมรสก็ไม่สำคัญ ถึงให้ความสำคัญก็ใช่ว่าเธอจะคว้ากระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นนั้นมาครองได้
“ประชุมเสร็จมาหาจ๋านะ ไม่ได้เจอกันสองวัน จ๋าคิดถึงคุณใจจะขาดละ” กล่าวยียวนกวนประสาทสามีทางพฤตินัยเสร็จ หญิงสาวก็หมุนตัวเตรียมแยกย้าย
“น่ารำคาญ”
“ประชุมเสร็จรีบมาเลยนะ อย่าให้จ๋าคอยนาน” ก่อนออกจากห้องกชวิภาไม่วายย้ำอีกครั้ง พร้อมโปรยยิ้มขยิบตาให้หนึ่งทีเพื่อหวังกวนประสาท โทษฐานพูดคำว่ารำคาญให้เธอระคายหู
คล้อยหลังหญิงสาว ทินกรถอนหายใจยาวพรืดเบื่อหน่าย ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาปล่อยให้เธอมีอำนาจเหนือเขาสั่งการอย่างเอาแต่ใจ สงสัยต้องกำราบให้เธอรู้สถานะตัวเองเสียแล้ว
สิ่งเดียวที่เขาทำพลาดที่สุดในชีวิต คือไปวุ่นวายกับกชวิภานี่แหละ ไม่น่าหน้ามืดตามัวเห็นกงจักรเป็นดอกบัวเลย
คิดไปได้ไงวะว่ากชวิภาจะมีนิสัยใสซื่อเหมือนแววตาใสแจ๋วของเธอ
ก่อนมีลูกด้วยกัน เขาคิดเสมอว่าตัวเองเป็นเสือ ส่วนเด็กมหา’ ลัยปีสี่อย่างกชวิภาเป็นแค่เหยื่อตะครุบง่ายไร้พิษสง แต่ที่ไหนได้เขานี่แหละเหยื่อโดนต้มจนเปื่อย
ครึ่งปีแรกที่กินกันอะใช่ ทั้งอ่อนหวาน นุ่มนวล พูดง่าย พูดอะไรไปก็เชื่อฟังไม่มีเถียงสักคำ จนเขาตายใจคิดว่าเธอน่ะหลอกง่ายไร้เล่ห์เหลี่ยม แม่งที่ไหนได้เขาน่ะสิหลอกง่าย ให้เธอหลอกและล่อจนพลาดท่าเสียที มีลูกมาเป็นโซ่ตรวนผูกติดเอาไว้กับเธอ
แถมยังดูดเงินเก่งยิ่งกว่าพวกสแกมเมอร์ มิหนำซ้ำยังปากดี อวดเก่ง ชอบจุ้นจ้านวุ่นวายในชีวิตส่วนตัวเขาเกินขอบเขต หากไม่ติดว่าฉลาดหัวไวใช้ทำงานได้ เห็นทีจะไม่มีอะไรดีสักอย่างนอกจากหน้าตาโคตรสวย และเขาคงไม่เลี้ยงเธอไว้ให้คอยกวนใจจนถึงทุกวันนี้
Enjoy reading ค่า ช่วงนี้กำลังมีไฟ พีมาอัปให้อ่านทุกวันค่า
ฝากกดเข้าชั้น + กดใจ ❤️ + คอมเมนตฺฺ์ด้วยนะคะ