บทที่ 11.4 ไม่อยากได้สามีคนนี้แล้ว
บทที่ 11.4 ไม่อยากได้สามีคนนี้แล้ว
บทที่ 11.4 ไม่อยากได้สามีคนนี้แล้ว
สองเสียงที่คุ้นเคยดังเข้ามาในโสตประสาทไม่หยุด ปลุกให้คนบนเตียงที่หลับใหลไม่ได้สติค่อย ๆ เปิดเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นมองหาต้นกำเนิด
สิ่งแรกที่ลืมตาขึ้นแล้วมองเห็นคือแสงสีขาวจากหลอดไฟนีออน กชวิภากะพริบตาหลายทีปรับโฟกัสสายตาให้คุ้นชิน ในขณะที่ร่างกายหนักอึ้งขยับยากกว่าที่เคยเป็น และสัมผัสได้ถึงความปวดหน่วงตามร่างกายส่วนต่าง ๆ
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ กชวิภาหลับตาลงอีกครั้ง ใช้สมองนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ตอนที่สติสัมปชัญญะเธอยังสมประกอบดี
วันเวฬาร์ขับรถคันหรูด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ไม่เกินร้อยยี่สิบแน่ ๆ เพราะเพื่อนสนิทไม่ได้ชื่นชอบความเร็ว เราทั้งสองกำลังถกเรื่องชีวิตเธออย่างออกรส ทว่าจู่ ๆ วันเวฬาร์ก็กรีดร้องเสียงหลง แล้วหักพวงมาลัยหลบอะไรสักอย่างที่เธอมองไม่เห็นด้วยสักนิด แล้วทุกอย่างก็ดับวูบเหมือนปิดสวิตช์ไฟไม่รับรู้อะไรอีกเลย
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้หลังลืมตาตื่นแล้วมีสติ คือชีวิตมันแสนสั้นและเปราะบาง
เธอหวาดกลัวความตาย กลัวจะไม่ได้เห็นใบหน้าแสนน่ารักเหมือนแสงแดดยามเช้าของพริบพันดาว ไม่ได้ยินสุ้มเสียงเจื้อยแจ้วกังวานใสซึ่งเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะชั้นดีสำหรับเธอ
“บอสคะ คุณกชวิภาตื่นแล้วค่ะ” น้ำเสียงของพยาบาลดึงความสนใจของสองพ่อลูกได้เป็นอย่างดี เด็กเจ้าเนื้อกระโดดลงจากตักพ่อวิ่งไปเกาะขอบเตียงทันที
“ปะป๊า! หม่ามี้ตื่นแล้ว... หม่ามี้~”
กชวิภายิ้มทั้งน้ำตาดีใจที่ได้เห็นใบหน้าน่ารักนี้อีกครั้ง
‘พริบพันดาว’ ชื่อที่เธอตั้งโดยไม่ได้ดูฤกษ์งามยามดีใด ๆ เพราะทันทีที่เธอได้สัมผัสสิ่งมีชีวิตแสนนุ่มนิ่มบอบบาง แล้วได้ทอดสายตามองออกไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เธอเห็นดาวนับพันดวงที่กะพริบอยู่ในความมืด ในตอนนั้นมันเป็นแสงเดียวที่เธอมองเห็น เปรียบเสมือนเด็กทารกในอ้อมแขน ซึ่งก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ต่อหลังจากสูญเสียพ่อกับแม่ในอุบัติเหตุรถชน
จึงจุดประกายเป็นชื่อนี้ขึ้นมา พริบพันดาว ‘ดาวกะพริบนับพันดวงบนท้องนภา’ แม้จะห่างไกลกัน เธอก็จะมองเห็นดาวที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของลูกอยู่เสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เธออยากมีชีวิตอยู่ต่ออย่างมีความสุขกับลูก
“หม่ามี้เจ็บเหรอ ร้องไห้ทำไม”
น้ำเสียงห่วงใยมาพร้อมกับสัมผัสอุ่นนุ่มบนมือ ทำให้เธอน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว
“เปล่าค่ะ หม่ามี้แค่ดีใจที่ได้เห็นหน้าหนู”
“อัยย์จังโอ๋ ๆ นะคะหม่ามี้” เด็กหญิงลูบหลังมือแม่แผ่วเบาปลอบโยน ไม่กล้าสัมผัสแรงกลัวแม่เจ็บ ในขณะที่ปากก็เริ่มเบะจะร้องไห้ตามแม่อยู่รอมร่อ
“ขอหม่ามี้กอดหน่อยค่ะ” เมื่อลองขยับร่างกายอีกครั้งก็รับรู้ว่าแขนขาไม่ได้หักอย่างที่นึกกลัว เธอจึงพยายามลุกขึ้นนั่งด้วยตัวเอง แต่โดนทินกรห้ามไว้ก่อนพร้อมปรับระดับเตียงให้สูงขึ้น
“อย่าเพิ่งกอดกัน รอหมอมาตรวจก่อน พยาบาลเรียกแล้วน่าจะกำลังมา”
กชวิภานิ่งงันยอมทำตาม ในขณะที่ลูกสาวเขย่งเท้ากุมมือแม่และคอยพูดปลอบใจด้วยประโยคที่ว่า “รอคุณหมอมาก่อนน้าหม่ามี้ เดี๋ยวอัยย์จังให้กอด อัยย์จังไม่หนีไปไหนแน่นอน~”
ผู้ใหญ่ทั้งสามในห้องต่างมีรอยยิ้มเอ็นดูมอบให้ ก่อนนัยน์ตาคู่หวานจะละจากลูกมาสนใจมองผู้เป็นพ่อของลูกที่ยืนชิดขอบเตียงเช่นกัน สีหน้าและแววตาของทินกรตอนมองเธอมันเปลี่ยนไปจนสัมผัสได้ มันดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนแปลก ๆ
“คุณอิกซ์”
“หืม...?” ทินกรขานรับอย่างกระตือรือร้น นึกว่าหญิงสาวจะไม่คุยด้วยเสียแล้ว เห็นมองผ่านและเมินเขาอย่างกับเป็นอากาศธาตุ
“จ๋าขอลูกได้ไหม”
“เป็นอะไรเบลอเหรอ ลูกก็อยู่นี่ไง รอแป๊บหนึ่งหมอกำลังมาตรวจ”
เธอไม่ได้เบลอ เพียงแต่ตอนนี้กระจ่างในใจแล้วว่าสิ่งที่ต้องการในชีวิตคืออะไร และมันไม่ใช่ทินกรแน่นอน
ครั้งนี้เธอถ่องแท้แล้วว่าสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงให้เธออยู่กับทินกร มันไม่ใช่ความรักที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่เป็นพริบพันดาว ความหวังเดียวที่ทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ต่อในโลกใบนี้ต่างหาก
เพราะพอได้เข้าใกล้ความตายจริง ๆ มันกลับสั่งสอนเธอว่าเสียดายชีวิตมากแค่ไหน ชีวิตที่ยังไม่เคยได้ใช้เพื่อความสุขที่แท้จริงของตัวเอง ทำให้เธอตระหนักได้ว่าไม่ควรมาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ในที่ที่เคยอยากอยู่ แต่ไม่เคยมีใครต้อนรับสักครั้ง
เธอควรเลิกพยายามไขว่คว้าความรักอันเลื่อนลอยไม่มีอยู่จริงสักที และหนีให้ไกลจากความประสาทแดกของครอบครัวทินกรได้แล้ว
Enjoy reading ค่า

Ebook วางจำหน่ายแล้วนะคะ ในราคาโพรโมชัน 239 บาท หมดโปร 299 บาท มีทั้งหมด 44 บท รวมบทนำ+บทส่งท้าย+ตอนพิเศษ
มีทั้งหมด 132xxx คำค่า
กิจกรรมแจกของรางวัลก็มีอย่าลืมเข้าไปร่วมสนุกกันนะคะ
จิ้มลิงก์ได้เลยยยย