LNCrawler

บทที่ 1.2 เป็นแค่แม่ของลูกไม่ใช่เมีย

ไม่อยากได้สามีคนนี้แล้ว(มีอีบุ๊ก/มีเด็ก) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 1.2 เป็นแค่แม่ของลูกไม่ใช่เมีย

 

บทที่ 1.2 เป็นแค่แม่ของลูกไม่ใช่เมีย

 

 

“ทำอะไรอยู่คะคนสวย”

“หม่ามี้!!” นัยน์ตาของคนป่วยลุกวาวเป็นประกายระยิบระยับ หันขวับหาเสียงแสนคุ้นเคย พอเห็นว่าเป็นคนที่ตัวเองถวิลหาจริง ๆ พลันดีดตัวลุกขึ้นยืน ทิ้งไอแพดในมือ กางแขนออกกว้างเรียกร้องหาอ้อมกอดอันอบอุ่น

คนเป็นแม่พอเห็นท่าทางของลูกสาว ไยจะไม่รีบทิ้งข้าวของถลันเข้าไปโอบกอดอย่างเต็มรัก ปลายจมูกรูปทรงหยดน้ำกดเข้าข้างแก้มนิ่มซ้ายขวาฟอดใหญ่ ก่อนจะพาตัวเองเข้าไปนั่งบนเบาะนุ่มที่ปูไว้ โดยมีเด็กหญิงตัวอวบแก้มแดงปลั่ง ผิวขาวเนียนละเอียดดุจน้ำนมอยู่บนตัก

“หม่ามี้คิดถึงหนูจังเลย” ว่าแล้วก็ก้มลงไปหอมแก้มกลมอีกครั้ง ก่อนจะอังหลังมือบนหน้าผากวัดอุณหภูมิ ไล่ลงมาตามซอกคอและแขนขา ตัวอุ่น ๆ ไม่ได้ร้อนจี๋ น่าจะยังมีไข้อ่อน ๆ อยู่

“อัยย์จังคิดถึงหม่ามี้ หม่ามี้ขาอัยย์จังทรมาน เจ็บ ๆ ตัวร้อน ๆ เหมือนโดนไฟ” พลางยื่นมือข้างที่ถูกเจาะน้ำเกลือมีผ้าสีขาวพันไว้ให้แม่ดู แม่จึงเป่าเพี้ยงให้อยู่หลายที ตามความเข้าใจของเด็กหญิงว่ามันจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บได้

“ลูกสาวหม่ามี้น่าสงสารจังเลย อดทนอีกนิดนะคะ เดี๋ยวพอหายดีแล้วหม่ามี้จะพาไปกินของอร่อยเยอะ ๆ เลย”

“หม่ามี้ห้ามไปไหน อยู่กับอัยย์จังนะ” เด็กหญิงตัวอวบส่งเสียงวิงวอน ดวงตากลมโตที่ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากมารดากะพริบถี่น่าสงสาร

“หม่ามี้อยู่กับอัยย์จังค่ะ”

“อัยย์จังหายป่วยค่อยทำงานได้ไหมคะ” น้ำเสียงเล็กเจือแหบพร่าเว้าวอนต่อเนื่อง ซบหน้าเข้ากับอกอุ่น ถูไถศีรษะไปมา เรียกรอยยิ้มให้คนเป็นแม่ได้ชื่นใจปนเศร้าใจอยู่นิด ๆ ไม่อยากให้ลูกป่วยเลย โดยเฉพาะเวลาที่ไม่สามารถมาอยู่ด้วยได้ในทันที

“ได้สิคะ หม่ามี้จะไม่ไปไหน จะอยู่กับหนูตลอดเลย”

“อยู่ด้วยตลอดจนออกจากโรงพยาบาลเลยนะคะ”

“ค่ะ อยู่ด้วยตลอดเลย”

“เย่ ๆ หม่ามี้ ๆ เล่าเรื่องงานดาราให้อัยย์จังฟังหน่อย สนุกกว่างานที่โรงพยาบาลกับปะป๊าไหม” พอแม่รับปาก ความสุขก็มาเยือน มุมปากเล็กทั้งสองข้างที่คว่ำลงกลับมายกขึ้นเป็นรอยยิ้มสดใส

พริบพันดาวเป็นเด็กฉายแววเฉลียวฉลาด พูดเก่งและรู้เรื่องเกินวัยไปไม่น้อย แถมยังพูดจาชัดแจ๋ว ใครได้คุยด้วยยังต้องทึ่งเวลาบอกว่าอายุแค่สามขวบปลาย อาจจะเพราะเธอกับทินกรพูดคุยกับลูกด้วยภาษาผู้ใหญ่มีเหตุมีผล ถึงกระนั้นเด็กหญิงก็มีมุมงอแงเหมือนเด็กทั่วไป

กชวิภาเริ่มเล่าเรื่องงานดาราที่ลูกสาวเพิ่งรู้จักให้เจ้าตัวฟัง เธอเล่าหนึ่งประโยค เด็กช่างจ้อถามไปแล้วสามคำถาม พูดอะไรให้ฟังก็สงสัยไปซะหมด หากเป็นคนอื่นถามเธอคงรำคาญ พอเป็นแก้วตาดวงใจเธอกลับรู้สึกสนุกที่ได้คุย เหมือนได้สังเกตพัฒนาการของลูกไปในตัว รู้จักช่างคิดช่างสงสัยขึ้นเยอะกว่าเดือนก่อนมากเลย โตไวจริง ๆ

เธอเพิ่งทำงานในวงการบันเทิงได้ไม่ถึงหกเดือนดี นาน ๆ ทีมีงาน

จุดเริ่มต้นมาจากการชักชวนของพี่เอกกี้ ผู้จัดการดารามือทองของเมืองไทยที่กะจะปั้นให้เธอเป็นนางเอกเบอร์ต้นของวงการ ทว่าพอรู้ว่าเธอมีลูกแล้วถึงกับตกใจตาถลน ขอเวลาไปตั้งหลักเป็นอาทิตย์ แต่สุดท้ายก็ติดต่อกลับมาด้วยเหตุผลง่าย ๆ ข้อเดียวคือทำใจปล่อยเธอไปไม่ได้เสียดายความสวย

แน่นอนละเรื่องความสวย เธอดูแลตัวเองอย่างดี เข้าคลินิกตลอด ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองโทรม น้ำหนักตัวก็ไม่เคยเกินห้าสิบสักครั้งยกเว้นตอนท้อง รูปร่างจัดว่าสูงเพรียวระหง ทรวดทรงนาฬิกาทราย อกเป็นอก เอวเป็นเอว ผิวพรรณกระจ่างใสละเอียดเนียนนุ่มดุจไข่มุกล้ำค่า

ทว่าก็ไม่ได้ร่วมงานกัน เนื่องจากเงื่อนไขในสัญญาบางข้อที่ตกลงกันไม่ลงตัว เริ่มข้อแรกเลยคือเธอต้องเป็นนักแสดงในสังกัดอยู่ห้าปี ในระหว่างห้าปีนี้จะต้องเก็บเรื่องราวของพริบพันดาวให้เป็นความลับ ห้ามเธอไปไหนมาไหนกับลูกลำพังก่อนได้รับอนุญาตจากทางต้นสังกัด ถ้าจะให้ดีนาน ๆ ทีเจอกันได้ยิ่งดี ที่สำคัญต่อหน้ากล้องต้องบอกว่าโสด ชีวประวัติก็ต้องขาวสะอาดไม่มีจุดด่างพร้อยให้ถูกขุดคุ้ยใช้มาโจมตี

แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะ เธอมีกิจกรรมที่ต้องทำกับลูกมากมาย ทำใจห่างลูกไม่ลง เพราะงั้นการเป็นนักแสดงมีสังกัดคอยหางานให้ทำจึงล่องลอยหายไปตามอากาศ

กชวิภาไม่ได้เสียดายมากมาย หากเทียบกับความสุขที่ได้อยู่กับลูก อย่างไรซะเธอก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน มีทินกรเป็นขาทองคำให้เกาะ งานประจำก็มีให้ทำ แต่ที่ยังดิ้นรนอยากเข้าวงการก็แค่เผื่อมันฟลุกแล้วรุ่งจะได้เอาไปต่อยอดในทางธุรกิจ อย่างเช่นช่วยส่งเสริมโพรโมตคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามที่กำลังจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ของทินกรกับพี่สาว โดยมีเตชะฮอสปิทอลเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นร่วมด้วย

“ป้าญามาช่วยอุ้มอัยย์จังไปนอนหน่อยค่ะ”

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที พริบพันดาวก็หลับคาอกเรียบร้อย มือเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าลูกออกเบา ๆ ก่อนจุ๊บหน้าผากเนียนใส

“หลับแล้วเหรอคะ สงสัยจะง่วงมาก ไม่ยอมนอนตั้งแต่บ่ายแล้ว บอกจะรอหม่ามี้มาก่อน”

พี่เลี้ยงวัยสี่สิบปลายบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม พลางช้อนตัวอุ้มเด็กหญิงไปนอนบนเตียง โดยมีเจ้านายสาวเดินลากเสาน้ำเกลือตามหลังมาติด ๆ

“ป้าญาได้พักบ้างยัง กลับบ้านไปนอนได้นะคืนนี้ เดี๋ยวทางนี้จ๋าจัดการเอง” ห่มผ้าให้ลูกเสร็จ กชวิภาก็หันไปคุยกับพี่เลี้ยง ซึ่งมีสภาพร่อแร่เหน็ดเหนื่อย ไม่แปลกหรอกดูแลเด็กป่วยไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยสักนิด

“คุณจ๋าคนเดียวไหวแน่นะ ป้ากับคุณอิกซ์ผลัดกันดูยังใต้ตาดำเลย” เรียกได้ว่าแทบไม่ได้นอนทั้งคืน คอยผลัดกันเช็กอุณหภูมิทุกสองชั่วโมง

“จ๋าก็จะช่วยกันดูกับพ่อเขานั่นแหละค่ะ ป้ากลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้ามาให้จ๋าสักสองสามชุดหน่อยแล้วกัน” เธอเหนียวตัวอยากอาบน้ำเต็มแก่ แต่เสื้อผ้าที่เอาไปโคราชด้วยก็ใส่หมดทุกตัวแล้ว จะขับรถกลับไปอาบที่บ้านก็ขี้เกียจ

“ได้ค่ะ เดี๋ยวป้าให้ลุงเต๋าเอามาให้ คุณจ๋าจะเอาอะไรเพิ่มโทร. หาป้านะ” ลุงเต๋าเป็นคนรถของทินกร

“เดี๋ยวป้าญา ใครเอาตุ๊กตามิกกี้เมาส์พวกนี้มาให้อัยย์จัง” กชวิภาเอ่ยรั้งพี่เลี้ยงไว้ก่อนจะหมุนตัวไปเก็บของ เมื่อเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะข้างหัวเตียงมีตุ๊กตามิกกี้เมาส์ตัวเล็กตัวใหญ่จัดวางอยู่สี่ห้าตัว

“คุณหมอมิราค่ะ เอามาให้เมื่อเช้าตอนเข้ามาตรวจ”

ชื่อนี้อีกแล้ว ทำไมถึงได้มีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องกับลูกสาวเธอมากผิดปกติ ดูจะเกินกว่าหน้าที่ของหมอไปเยอะ ที่ไปที่มาน่าจะไม่ธรรมดาแน่นอน คงไม่ได้หวังเคลมอีผัวตัวดีของเธอหรอกนะ ถ้าใช่ก็รอดูความพินาศได้เลย

 

พาหลานสาวมาเจอกับคุนยายแล้วค่าา

Enjoy reading ค่า