บทที่ 15.1 หักหลัง
บทที่ 15.1 หักหลัง
บทที่ 15.1 หักหลัง
ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์กับการใช้ชีวิตอยู่กับลูกสองคน และอยู่คนละไทม์โซนเวลากับทินกร ทำให้ได้ลองสัมผัสชีวิตที่ไม่มีเขาอยู่ในวงโคจร ซึ่งมันไม่ได้แย่สักนิด เธออยู่ได้สบายกินข้าวอิ่มนอนหลับสนิทเหมือนเดิม
“หม่ามี้ขา~”
ร่างกลมอวบในชุดกระโปรงสีฟ้าน่ารักวิ่งขาปัดเข้ามาในห้องนอนแม่ บนแผ่นหลังเล็กสะพายกระเป๋าเป้ลายเอลซ่าใบใหญ่
“ขาลูก”
“อัยย์จังไปด้วยได้ไหมคะ อัยย์จังเก็บกระเป๋าเองเรียบร้อยแล้ว” เด็กหญิงเอ่ยพร้อมหันหลังโชว์กระเป๋าให้แม่ดูอย่างเริงร่า ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“โธ่ลูก… หม่ามี้ไปทำงานค่ะ ไม่ได้ไปเที่ยว ครั้งนี้หนูไปด้วยไม่ได้จริง ๆ” คนเป็นแม่แม้จะใจอ่อนยวบยาบแต่จำต้องปฏิเสธ เนื่องจากไปทำงานจริง ๆ คงไม่มีเวลาพาเด็กหญิงเที่ยวได้ ไปแค่สองวันหนึ่งคืนตามแพลนเดิมที่เคยตกลงกันไว้กับทินกร
ชายหนุ่มจะบินจากแฟรงก์เฟิร์ตมาลงภูเก็ตถึงช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ เธอจึงมีหน้าที่หอบหิ้วเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญสำหรับเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายไปให้เขาที่นู่น
“ฮึก… อัยย์จังอยากไปด้วย อยากไปกับหม่ามี้” พริบพันดาวทำปากยื่น ตีหน้าเศร้า
“หม่ามี้ไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับแล้วค่ะ ไว้อัยย์จังปิดเทอมแล้วหม่ามี้จะพาไปเที่ยวทะเลหลายวัน ๆ เลยดีไหมคะ”
“ไม่อาว จะไปกับหม่ามี้ตอนนี้ เอาอัยย์จังไปด้วยน้า อัยย์จังอยากไปกับหม่ามี้” เด็กหญิงเว้าวอนน่าสงสาร เข้าไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในกระเป๋าเดินทางแม่ ราวกับจะบอกแม่ว่าให้แพ็กตัวเองใส่กระเป๋าไปด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ชอบทำตอนเป็นเบบี๋ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะตัวใหญ่กว่ากระเป๋าไปเสียแล้ว
“หม่ามี้ไปแค่สองวันเองลูก หนูอยู่รอหม่ามี้ที่บ้านนะคะคนเก่ง เดี๋ยวหม่ามี้ซื้อขนมหม้อแกงมาฝาก” กชวิภายิ้มอ่อนเอ็นดูกับภาพที่เห็น เธออยากพาพริบพันดาวไปด้วยใจจะขาด ไม่อยากห่างหรือปล่อยให้อยู่กับคนอื่นสักนิด แต่ติดตรงที่เวลามีจำกัด จึงจำเป็นต้องใช้ไม้ตายเอาขนมไทยของโปรดมาหลอกล่อ
“เอามาฝากเยอะ ๆ เลยไหม” ซึ่งมันได้ผล หยาดน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาหายไป เมื่อเด็กหญิงได้ยินสิ่งที่น่าสนใจกว่า
“ค่ะ เอามาฝากเยอะ ๆ เลย”
“ก็ได้ค่ะ อัยย์จังอนุมัติ” เด็กหญิงพยักหน้าหงึกอย่างขึงขัง ท่าทางเหมือนพ่อเธอยามอนุมัติงานกับเลขาจนดูน่าหมั่นไส้ในสายตาแม่
“หม่ามี้ขอบคุณค่ะลูกสาวคนสวย” คนเป็นแม่กล่าวขอบคุณยิ้ม ๆ ก่อนจะอุ้มเด็กหญิงออกจากกระเป๋าเดินทางที่ตอนนี้เสื้อผ้าที่ถูกพับเก็บอย่างเป็นระเบียบยับไปหมด
จมูกโด่งปราศจากเฝือกกดเบา ๆ เข้าที่แก้มนิ่ม สูดดมความหอมของแป้งเด็ก พร้อมรั้งร่างเล็กเข้ามากอดแนบอกอุ่น ใบหน้างามสลดลง ใจหายไม่น้อยเมื่อจำได้ว่าหลังกลับมาจากภูเก็ตเธอต้องย้ายออกจากเพนต์เฮาส์หลังนี้แล้ว และเป็นการย้ายออกคนเดียว เด็กหญิงในอ้อมกอดไม่ได้ไปด้วย
หลังจากคิดทบทวนกับตัวเองและปรึกษาคุณหมอเด็ก ซึ่งผลสรุปไปในแนวทางเดียวกัน คือให้พริบพันดาวอยู่บ้านหลังเดิมกับพ่อเขา เด็กหญิงจะได้ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมากนัก อีกทั้งเธอก็เชื่อมั่นในความเป็นพ่อของทินกรว่าเขาจะทำได้ดี จึงไม่ได้มีห่วงหรือเป็นกังวลมากนัก
แต่ระหว่างที่เขายังไม่ได้แต่งงานกับยัยหมอมิรา เธอจะขอความเห็นใจจากเขาให้เธอได้มาที่บ้านหลังนี้บ้าง ขอมารับลูกไปส่งโรงเรียนตอนเช้า หรือส่งลูกเข้านอนบ้างเป็นบางคืนก็ยังดี นอกเหนือจากวันหยุดที่เธอจะขอเอาพริบพันดาวไปอยู่ด้วย
ซึ่งเรื่องนี้เธอได้ค่อย ๆ อธิบายลูกมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ไม่ใช่ตัดสินใจหุนหันพลันแล่นแน่นอน
พอนึกย้อนกลับไป เธอก็ขอบคุณทินกรที่เขาเตรียมการเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงให้เธอกับพริบพันดาวนอนแยกห้องกัน เพื่อที่วันนี้มาถึงลูกสาวจะได้ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงและโหยหาแม่อย่างเธอมาก
ส่วนข้าวของเครื่องใช้เธอทยอยขนออกไปไว้คอนโดฯ ที่ซุกหัวนอนใหม่จวนจะหมดแล้ว พวกกระเป๋าเสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องประดับราคาแพง ก็ประกาศขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินจนเกลี้ยงตู้เรียบร้อย
หวังว่าเธอจะหาเงินมาคืนทินกรได้ครบก่อนเขาแต่งงานนะ
“คิกๆ เอ๊ะเสียงโทรศัพท์หม่ามี้ใช่ไหม”
เสียงหัวเราะคิกคักของลูกสาวดึงกชวิภาหลุดออกจากภวังค์ความคิด รีบยกมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาตอนไหนไม่ทราบลวก ๆ แล้วปั้นหน้ายิ้มคุยกับลูกต่อ
“ใช่ค่ะ ไปหยิบมาให้หม่ามี้หน่อยวางอยู่บนโซฟาห้องนั่งเล่น”
จบประโยคพริบพันดาวก็ซอยเท้าวิ่งปร๋อไปยังจุดหมาย ก่อนจะกลับมาพร้อมเสียงเจื้อยแจ้วฟังดูตื่นเต้นดีใจยิ่งยวด และปลายสายจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่พ่อเธอ
“ป่าป๊าาา~”
[“คิดถึงคนสวยจังเลย”]
“คนสวยไหน คนสวยนี้หรือคนสวยนี้” เด็กหญิงชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ก่อนจะแพลนกล้องไปหาแม่พร้อมนิ้วที่ชี้ไปด้วย
[“คิดถึงคนสวยของปะป๊าทั้งสองคนเลยครับ”]
สิ่งที่ทินกรตอบกลับมาทำเอากชวิภานิ่งงันอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าจะได้ยินคำว่าคิดถึงเธอจากปากเขาด้วย ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นมากก่อน แต่ก็ไม่ได้หน้าแดงใจเต้นแรงโครมคราม แค่แปลกใจเฉย ๆ
กชวิภาขยับตัวออกจากองศากล้องของลูกสาว ก้มหน้าก้มตาจัดของลงกระเป๋าต่อ ปล่อยให้พ่อลูกคุยกันไปตามสบาย ผ่านไปพักใหญ่โทรศัพท์ถึงถูกยื่นมาตรงหน้า
ทินกรจะคุยเรื่องงานด้วย เธอจึงรับมาถือพร้อมกดปิดกล้อง วางโทรศัพท์ลงพื้นข้างตัว หลังเจรจาให้เด็กหญิงพริบพันดาวออกไปเล่นอยู่ข้างนอกรอกับป้าญา
[“กดปิดกล้องทำไม”]
“คุยธุระคุณมาเถอะค่ะ จ๋ากำลังยุ่ง” เธอตัดบทจนได้ยินเสียงหายใจฟึดฟัดจากปลายสาย ทว่าทินกรก็ยอมเข้าประเด็น
[“ทนายเอาเอกสารสัญญามาให้แล้วใช่ไหม”]
“เอามาแล้ว จ๋าตรวจเช็กความเรียบร้อยให้แล้วด้วย ทุกอย่างครบตามที่คุณสั่ง”
การคุยกันครั้งนี้มีแต่เรื่องงานล้วน ๆ กชวิภาไม่ยอมให้เขาออกนอกประเด็น และวางสายทันทีที่หมดเรื่องงาน ซึ่งเป็นแบบนี้ตั้งแต่เขาไปทำงานที่เยอรมนีแล้ว
Enjoy reading ค่า
สนใจอีบุ๊กจิ้มลิงก์ได้เลยค่า https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTY0ODY2NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ2NTY1OSI7fQ