บทที่ 16.1 จบแยกย้ายกันไปเติบโต
บทที่ 16.1 จบแยกย้ายกันไปเติบโต
บทที่ 16.1 จบแยกย้ายกันไปเติบโต
รถคันหรูมาจอดหน้าโรงแรมหลังออกไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมงดี ทินกรโยนกุญแจรถให้กับพนักงานรับรถขับไปเก็บ ก่อนจะเดินอ้อมไปคว้าข้อมือเล็กมากอบกุมไว้แน่น ซึ่งหญิงสาวไม่ได้ขัดขืนหรือดิ้นรนแต่อย่างใด ยอมเดิมตามโดยดี
ในทันทีที่ประตูห้องพักปิดลง แผ่นหลังเล็กก็ถูกดันให้ติดกับประตู จูบที่เหมือนพายุโหมกระหน่ำก็ถูกปรนเปรอให้กับริมฝีปากบางไม่ทันตั้งตัว ทินกรบดจูบชนิดไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวได้เปล่งคำใดออกมาระคายเคืองหู ข้อมือเรียวทั้งสองข้างถูกรวบเก็บด้วยมือใหญ่เพียงข้างเดียวไว้เหนือศีรษะ
ทินกรจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนร่างบางอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดถึงยอมผ่อนปรนแรงลง นั่นจึงเปิดโอกาสให้กชวิภาที่แกล้งโอนอ่อนผลักร่างกายสูงใหญ่ออกไปไกลห่างราวหนึ่งช่วงแขนได้
“เป็นบ้าอะไรอีก โมโหคนอื่นแล้วมาลงที่จ๋าเนี่ยนะ จ๋าใช่ที่รองรับอารมณ์ของคุณเหรอ” กชวิภานัยน์ตาแดงก่ำระเบิดอารมณ์โมโหใส่เขาไม่ยั้ง อยากจะปรี่เข้าไปตบเรียกสติสักทีด้วยซ้ำ
“ฉันโมโหคนอื่นที่ไหน ฉันโมโหเธอนั่นแหละจ๋า” ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ โต้กลับเสียงขุ่น เหนื่อยกับงานแล้วยังต้องมาเหนื่อยใจทนฟังถ้อยคำประชดไม่รู้จบของเธออีกเหรอ
“จ๋าไปทำอะไรให้คุณอีก”
“แล้วจะพูดแม่งทำไมแต่ไอ้คำว่าเลิกนี่ เมื่อไรจะหยุดประชดสักที” ทินกรรู้สึกเดือดดาลทุกครั้งที่ต้องพูดถึงเรื่องนี้
“เหอะ! ทำไมคุณคิดว่าจ๋าประชดล่ะ ตลอดเวลาที่จ๋าอยู่กับคุณ จ๋าเคยพูดคำว่าเลิกเพื่อประชดคุณด้วยเหรอ ไม่เคยเลยสักครั้งนะ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะจ๋ารู้ไงว่าถ้าพูดออกไปคุณเลิกกับจ๋าแน่” กชวิภาแค่นยิ้มทั้งน้ำตา ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาส่งผ่านความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจชัดเจน
“แปลว่าอยากจะเลิกจริง ๆ สินะ” ทินกรยืนจ้องตากับเธอแน่นิ่งเพื่อค้นหาว่ามีความรู้สึกใดซุกซ่อนอยู่บ้าง
“ใช่สิ อยากจะเลิกจริง ๆ ใครมันจะไปทนอยู่กับคนบ้านิสัยแย่เอาแต่ใจแบบคุณได้ไอ้เลว” ไหน ๆ ก็ดูท่าว่าจะจบกันไม่สวยแล้ว เธอขอด่าหน่อยเถอะ เผื่อเขาจะรู้ตัวแล้วปรับปรุงบ้าง
“เธอก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันนักหรอกจ๋า” ทินกรตอกกลับได้เจ็บแสบไม่แพ้กัน เพราะเธอกับเขาเราศีลเสมอกันไงล่ะ
“ค่ะ จ๋ามันก็ไม่เคยดีในสายตาคุณอยู่แล้ว เป็นคนน่าเบื่อ น่ารำคาญ จู้จี้จุกจิกวุ่นวาย ผลาญเงินคุณไปวัน ๆ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” พอโดนด่าตอกหน้า ความน้อยเนื้อต่ำใจระคนโมโหยิ่งทบเท่าทวีคูณ ถ้อยคำที่เคยโดนว่าเธอพรั่งพรูยกขึ้นมาประชดทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็หมุนตัวเตรียมกระชากประตูเปิดเพื่อหนีไปให้ไกล
“ถ้าจะไปอย่าซมซานกลับมาล่ะ” เพราะอีโกที่มากล้น ผลักดันให้ทินกรเลือกที่จะเอ่ยขู่อย่างแดกดัน
“ไม่ซมซานแน่นอน แล้วถ้าคุณจะกรุณาช่วยยกลูกให้กับจ๋าด้วย จ๋าสาบานเลยว่าจะไม่เสนอหน้ามาให้คุณเห็นอีก” กชวิภาหยุดนิ่ง หันกลับไปประจันหน้าประสานสายตากับเขาตรง ๆ พยายามบังคับน้ำเสียงให้มั่นคงไม่สั่นเครือ
“ขออัยย์จังให้จ๋าได้ไหม…”
“...” คราวนี้เป็นทินกรที่อึ้งจนพูดไม่ออก ความกลัวเข้าครอบงำทุกอณูขุมขน นัยน์ตาสีหวานไม่สะท้อนความลังเลเลยสักนิด มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ไม่ต่างจากน้ำเสียงที่ฟ้องว่าครั้งนี้เธอเอาจริง
“…นะคะคุณอิกซ์ ขอลูกไปอยู่กับจ๋าเป็นหลักเถอะนะ จ๋าสัญญาจะไม่แต่งงานใหม่เลยก็ได้ถ้าลูกยังไม่บรรลุนิติภาวะดูแลตัวเองได้” หนึ่งในเหตุผลที่เขาเคยบอกว่าจะไม่ยกลูกให้กับเธอ เพราะกลัวเรื่องพ่อเลี้ยงคิดไม่ซื่อกับลูก
“ได้! ถ้าเธอหาเงินมาคืนฉันได้ครบทุกบาททุกสตางค์ที่ยืมไป แล้วก็มีเงินติดบัญชีสักสิบล้าน เพื่อเป็นค่ายืนยันว่าเธอจะดูแลลูกฉันได้เป็นอย่างดี มีปัญญาหารค่าเลี้ยงดูลูกกับฉันด้วย” ทินกรกดน้ำเสียงให้แข็งกระด้าง ไม่อยากเผยความอ่อนแอออกมาให้กชวิภาได้เห็นแล้วสมเพช เขาที่เคยออกปากไล่เธอมาตลอด ขณะนี้กำลังหวาดกลัวการจากไปของเธอจนแทบเข่าทรุด
เพราะงั้นข้ออ้างพวกนี้มันจึงเป็นหนทางเดียวที่จะรั้งเธอไว้ให้อยู่กับเขาได้นานที่สุด นานพอให้คนอย่างเขาที่สิ้นศรัทธาในความรัก ได้ค้นหาความหมายอย่างลึกซึ้งว่าความหวาดกลัวที่กัดกินหัวใจอยู่ตอนนี้ มันคืออะไรกันแน่
กลัวการไม่มีเธออยู่ด้วยเพราะความเคยชิน หรือกลัวเพราะกำลังจะสูญเสีย ‘รัก’ ไปกันแน่
“ตกลงค่ะ จ๋าหาเงินมาคืนคุณได้ครบห้าสิบล้านเมื่อไร สิทธิ์ในตัวอัยย์จังคืนมันมาให้จ๋าทั้งหมดนะคะ หวังว่าคุณจะรักษาสัญญาด้วย”
Enjoy reading ค่า
สนใจอีบุ๊กจิ้มลิงก์ได้เลยค่า https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTY0ODY2NSI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ2NTY1OSI7fQ