LNCrawler

บทที่ 2.2 พ่อแม่ลูก ?

ไม่อยากได้สามีคนนี้แล้ว(มีอีบุ๊ก/มีเด็ก) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 2.2 พ่อแม่ลูก ?

 

บทที่ 2.2 พ่อแม่ลูก ?

 

[“รับสายช้าอีกละ”]

รับช้าแค่ไม่กี่นาทีกชวิภาก็บ่น แล้วจะไม่ให้เขาเบื่อหน่ายยังไงไหว

“มีอะไร”

[“อีกนานไหมกว่าจะมา อัยย์จังยืนรออยู่ข้างลิฟต์อยากจ๊ะเอ๋ปะป๊าให้ตกใจ ถ้านานจ๋าจะได้พาลูกกลับไปรอที่ห้องก่อน”]

“กำลังไป”

[“แกล้งตกใจให้ลูกด้วย ขึ้นลิฟต์แล้วไลน์มาบอกจ๋านะ”]

เพราะเขาไม่ตอบปลายสายจึงย้ำอีกครั้ง

[“ได้ยินที่พูดไหมคุณอิกซ์”]

“รู้แล้ว!”

ทินกรใช้เวลาอยู่ราวสิบกว่านาทีก็เข้ามายืนอยู่ในลิฟต์ เหลืออีกแค่ชั้นเดียวก็ถึงจุดหมาย เขาจึงส่งข้อความบอกกชวิภาให้พาลูกมารออยู่หน้าลิฟต์ได้เลย

ติ้ง!

“แฮ่!!”

แล้วใบหน้าที่เคร่งเครียดมาตลอดวันเป็นต้องแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข นัยน์ตาสีดำดุจ้องมองร่างกลมที่พยายามทำหน้าให้น่ากลัวด้วยการถลึงตากลมโตให้เบิกตากว้าง แลบลิ้นใส่

“โอ๊ะ! ตกใจหมดเลย” คุณพ่อลูกหนึ่งแกล้งตกใจไปตามน้ำ พลางก้าวขาออกมานอกลิฟต์แล้วย่อตัวลงนั่งทับส้นเท้า กางแขนออกกว้างเรียกลูกสาวให้เข้ามากอด

“ป่าาา~ ป๊าาา” พริบพันดาวลากเสียงยาว วิ่งเข้าไปกอดราวกับไม่ได้เจอกันแสนนาน โดยมีแม่ยืนอยู่ด้านหลังกำลังยกโทรศัพท์ถ่ายวิดีโอเก็บความน่ารักไม่ให้พลาดสักช็อต

“ครับคนเก่ง” ทินกรยิ้มกว้าง อุ้มเด็กหญิงตัวอวบมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนสูดดมพวงแก้มนุ่มฟอดใหญ่ พร้อมก้าวเดินต่อไปทางห้องพัก ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของพยาบาลในวอร์ดไปมากกว่านี้ แค่นี้ก็น่าจะตกเป็นหัวข้อบทสนทนาแล้ว

“ปะป๊าตกกะใจไหม”

“ต้องพูดว่าตกใจครับอัยย์จัง” ผู้เป็นพ่อแก้ไขคำที่ถูกต้องให้ ลูกสาวก็พูดตามอย่างว่าง่าย

“ปะป๊าตกใจไหม”

“ตกใจสิ ปะป๊าตกใจเกือบวิ่งหนีเลย”

“แต่ปะป๊ายิ้มนะ อัยย์จังเห็น ตกใจต้องทำหน้าแบบนี้สิ” เด็กหญิงเอียงคอท้วงติง พร้อมทำหน้าตกใจให้ดูว่าควรเป็นอย่างไร เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในลำคอจากพ่อกับแม่ที่มองอยู่ตลอด

“ใช่เหรอ อัยย์จังตาฝาดหรือเปล่า” ผู้เป็นพ่อหยอกเย้า

“ม่ายย อัยย์จังเห็นชัดเลยปะป๊ายิ้ม”

“ปะป๊าตกใจแต่ก็ยิ้ม เพราะเห็นว่าคนที่มาหลอกผีเป็นอัยย์จัง”

“ทำไมล่ะ”

“อัยย์จังน่ารักไงครับ จะให้ปะป๊ากลัวได้ไง”

“คิกคิก” เด็กหญิงหัวเราะคิกคักพออกพอใจ พลางวาดวงแขนโอบรอบคอพ่อ ก่อนจะซุกหน้าลงไปซบซอกคอออดอ้อน

กชวิภาฟังพ่อลูกหยอกล้อโดยไม่ออกความคิดเห็น เผลอยิ้มอ่อนหวานเมื่อได้ยินคำตอบของทินกร หากไม่อยู่กับลูกไม่มีทางที่จะได้เห็นมุมอ่อนโยนและรอยยิ้มละมุนจากชายผู้นี้ได้เลย

ไม่รู้ว่าในยามปกติเขาจะเก๊กขรึม ทำหน้าขึงขังดุดันไปทำไม เธอคิดถึงทินกรสมัยห้าปีก่อนที่ยังไม่ได้มีลักษณะแข็งกระด้างเย็นชาแบบนี้ชะมัด

ทั้งสามเข้ามาภายในห้องพักอันโอ่อ่าที่ดูเหมือนห้องสวีตในโรงแรมห้าดาวมากกว่าห้องพักผู้ป่วย ทั้งกว้างขวางและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน แถมแต่ละห้องแยกกันชัดเจนมีประตูปิดมิดชิด อย่างว่าแหละห้องวีวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนท็อปสาม คุณภาพย่อมต้องคุ้มค่ากับราคาแพงหูฉี่

ทินกรวางเด็กหญิงในอ้อมแขนลงบนโซฟานุ่ม แล้วทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ ไม่ห่าง เขานั่งคุยเสียงเล็กเสียงน้อยกับลูกสาวที่เริ่มกลับมาสดใสพูดจาเจื้อยแจ้ว ส่วนแม่ของลูกไม่ได้สนใจมอง ทว่าก็สามารถรู้ได้ว่าเธอกำลังทำอะไร คงไปเตรียมมื้อเย็นตามปกติ

“คุณอิกซ์พาลูกมากินข้าว!”

น้ำเสียงหวานดังเรียกความสนใจของสองพ่อลูก ไม่ทันที่คนเป็นพ่อจะได้ขานรับ คนเป็นลูกก็ใช้มือเล็กมาเกาะลำแขน ช้อนดวงตากลมโตขึ้นมองละห้อย

“ปะป๊าขา... อัยย์จังไม่อยากกินข้าวเลย”

“ทำไมล่ะครับ กับข้าวไม่อร่อยเหรอหืม”

ฝ่ามือหนาเกลี่ยแก้มนุ่มแผ่วเบา หากอาหารไม่ถูกปากเขาจะได้เรียกคนเอาไปเปลี่ยน ทั้งที่เมนูกชวิภาน่าจะเป็นคนเลือกให้ลูกเอง ตามระบบของโรงพยาบาลก่อนถึงมื้อเย็น พยาบาลจะเอาเมนูอาหารมาให้ลูกค้าเลือกเสมอ

“อัยย์จังเจ็บคอ อัยย์จังไม่อยากกิน” คนไม่อยากกินข้าวออเซาะ ตากลมกะพริบปริบ ๆ

“ปะป๊า อัยย์จังไม่กินได้ไหมคะ”

“นะคะปะป๊าขา~”

พ่อใจอ่อนยวบยาบเกือบตอบตกลงแล้วเชียว ผิดที่แม่ออกมาขัดเสียก่อน

“หม่ามี้เลือกเมนูซุปไก่ให้ลูกค่ะ กินได้กลืนง่ายเหมือนน้ำเลย” เพราะเห็นว่าพ่อลูกไม่เข้ามาห้องอาหารสักที เธอจึงออกมาตาม ทำให้ทันเห็นลูกสาวอ้อนพ่อพอดิบพอดีจึงเอ่ยขัด เพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็ใช้ลูกไม้รอพ่อไม่ยอมกินข้าวมาแล้ว

“หม่ามี้ขา อัยย์จังไม่อยากกินข้าว ไม่กินได้ไหม” คนป่วยทำเสียงวิงวอน มุมปากทั้งสองข้างคว่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นสัญญาณแห่งการเตรียมเอาน้ำตาเข้าสู้

“ไม่ได้สิคะ ไม่กินข้าวอัยย์จังก็กินยาไม่ได้ แล้วจะหายป่วยได้ยังไงคะ” เวลาอื่นอาจจะใจอ่อนยอมให้ได้ แต่เวลาป่วยต้องกินข้าวถึงจะกินยาได้ กชวิภาไม่มีทางใจอ่อนแน่นอน

“ฮึก...” พอแม่ไม่ยอม คนตัวเล็กก็เบะปาก น้ำตาคลอเบ้า ส่งเสียงสะอื้นไห้จาง ๆ เรียกความสงสาร พลางเอียงหน้าซบแก้มแนบต้นแขนแข็งแรงของพ่อ ซึ่งกำลังลูบผมดำยาวประบ่าปลอบโยน

“กินสักสี่ห้าคำก็ได้ค่ะคนเก่ง หม่ามี้สัญญาว่าถ้าลูกกินไม่ไหว หม่ามี้ก็จะไม่บังคับ” พอเห็นว่าลูกสาวหยุดงอแงคล้ายจะคล้อยตาม กชวิภาจึงคะยั้นคะยอต่อ “นะคะคนเก่งของหม่ามี้ กินข้าวแล้วกินยาเราจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ”

“อัยย์จังกินไข่ตุ๋น” พอแม่ยื่นข้อเสนอ เจ้าตัวก็ต่อรองทันที

“ได้สิคะ หม่ามี้บอกพี่พยาบาลเตรียมไว้ให้ลูกแล้ว” เธอเลี้ยงลูกเองมาตั้งแต่พริบพันดาวเกิด เรียกได้ว่าประสบการณ์โชกโชนจึงรับมือได้ทุกสถานการณ์ เวลาลูกป่วยไยจะไม่รู้ใจล่ะว่าเจ้าตัวต้องการสิ่งใด

อาหารของทินกรกับพริบพันดาวเธอเป็นคนจัดการคัดสรรเมนูทั้งหมด ถึงจะไม่ได้ลงมือทำเอง แต่ก็เป็นคนเลือกเมนูคำนวณโภชนาการในแต่ละมื้อตลอดระยะเวลาอยู่ด้วยกัน ฉะนั้นมั่นใจว่าไม่มีใครรู้ใจพวกเขาได้เท่าเธอแล้ว

“มาปะป๊าอุ้ม เราไปกินข้าวกัน กินข้าวอิ่มอัยย์จังจะได้แกะกล่องของเล่นชิ้นใหม่ที่ปะป๊าซื้อมาให้” ทินกรช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน พร้อมกล่าวถึงของเล่นกล่องใหญ่เพื่อดึงความสนใจเด็กหญิงออกจากอาการซึม ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่มักใช้ได้ผลเสมอ

“จิงเหรอคะ” เห็นผลทันตา เจ้าของใบหน้ากลมทำตาโตตื่นเต้นทันที

“จริงสิครับ เป็นเซตห้องครัวไว้ให้อัยย์จังทำอาหาร” เขากดสั่งให้มาส่งด่วนเมื่อช่วงเช้านี้ เตรียมการเอาไว้เผื่อคืนนี้กชวิภาไม่ได้กลับมา จะได้มีสิ่งหลอกล่อให้คนในอ้อมแขนไม่งอแงร้องหาแม่

“คิกคิก ปะป๊าใจดีที่สุดเลย” พริบพันดาวหัวเราะคิกคักพออกพอใจ เอียงคอไปซ้ายทีขวาทีอย่างมีความสุข ลืมสิ้นความเศร้าหมอง ทำราวกับเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“รักปะป๊ายัง”

“ร้ากกกก~ ป่าป๊าที่สุดเลย”

กชวิภามองภาพลูกสาวระดมหอมแก้มสากของพ่อด้วยความเอ็นดู เด็กหนอเด็ก เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้ายังทำหน้าซึมอยู่เลย พอได้ของเล่นที่ถูกใจก็ลืมหมด นี่แหละมั้งข้อดีของการเป็นเด็ก

 

กับเมียแข็งกระด้างกับลูกอ่อนโยนตามสไตล์เฮียเขา

Enjoy reading ค่า

อีบุ๊กพีกำลังเร่งมือปั่นให้อยู่น้า ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ยังคิดถึงกัน รักนะคะ❤️(❤️ ω ❤️)