บทที่ 129 เผชิญหน้า ทำลายเกียรติ
บทที่ 129 เผชิญหน้า ทำลายเกียรติ
บทที่ 129 เผชิญหน้า ทำลายเกียรติ
ฟิ้ว!!!
ปัง!!
ศรถูกปล่อยออกจากมือของอี้ไค่ ความเร็วในการโจมตีนั้นถือว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยมเลยทีเดียว หากเป็นคนปกติคงไม่สามารถรับการโจมตีนี้ได้ทัน แต่ซูหยวนเป็นใคร? เธอคือคนที่มีพลังงานในร่างกายสูงมาก แม้แต่ในสถาบัน...ต่อให้เป็นรุ่นพี่ก็ยังยากจะมีพลังงานระดับเดียวกันกับเธอ
ไม่ต้องพูดถึงอี้ไค่ที่ไม่สามารถเข้าสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งได้ด้วยซ้ำ แม้ตอนนี้เขาจะพัฒนาฝีมือไปมากแล้ว ก็ไม่ได้มากเท่ากับเธอ!
ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาวางแผนทำร้ายรุ่นพี่หวังมาก่อน เชื่อเถอะว่าอี้ไค่ไม่มีทางที่จะสามารถเอาชนะรุ่นพี่ได้เลย ซูหยวนไม่เพียงแค่ไม่ขยับ เธอยังตั้งใจที่จะปัดการโจมตีของศรนั้นด้วย
เคร้ง!
แรงโจมตีที่หนักหน่วงทำให้เธอเสียโล่บาเรียไปอีก 1 ชิ้น แต่มันก็แค่ 100,000 เหรียญเท่านั้น ซูหยวนไม่ใช่คนสิ้นเปลือง ต่อให้มีเหรียญในฟาร์มมากแล้ว ก็ไม่ได้คิดจะใช้มันไปเล่นๆ ทว่า...เพื่อทำลายความภาคภูมิใจที่น่ารังเกียจของเขา เงิน 100,000 เหรียญนี้ ก็แค่ต้องเสียเวลาในการทำฟาร์มเพิ่มไม่ใช่หรือ?
ไหนจะมีเจ้าสุนัขปีศาจกับราชาหนูที่เป็นแรงงานในฟาร์มให้อีก ตอนนี้เธอมีรายได้เข้ามาในฟาร์มทุกๆชั่วโมง เรียกว่าเป็นการเลี้ยงไม่เสียข้าวสุกอย่างแท้จริง
ภาพที่ทุกคนเห็น คือการที่ซูหยวนใช้ธนูในมือของเธอปัดการโจมตีอันดุดันของอี้ไค่โดยไม่ขยับหนี เธอยืนอยู่อย่างนั้นเหมือนราชินีนักธนู ทำเอาผู้ชมทั้งหลายขนลุกชันด้วยความตื่นเต้น
“นั่น! การต่อสู้แบบนั้นคืออะไร!”
ไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าภาพการต่อสู้จะออกมาเป็นแบบนี้ อันซูหยวนคนนั้นคือใครกันแน่ เธอเป็นนักธนูไม่ใช่หรือ? แล้วนักธนูคนไหนที่จะมีพลังในการป้องกันสูงขนาดนี้!
ในมือไม่มีโล่ สวมชุดป้องกันระดับสูงที่ทุกคนก็ใช้กัน ทว่า...การโจมตีของอี้ไค่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย หรือว่า...เป็นอี้ไค่ที่อ่อนแอเกินไปกันล่ะ!
ไม่ใช่แค่ผู้ชมในสนามที่ตกใจเท่านั้น อี้ไค่เองก็อ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ การโจมตีเมื่อครู่ของเขาเต็มไปด้วยพลังงานที่ตั้งใจจะทุ่มเข้าไปเพื่อสังหารคน พูดอีกอย่างก็คือ....มันเป็นพลังทั้งหมดที่เขาจะทำได้แล้ว
เมื่อความพยายามทั้งหมดของตนเองถูกคนปัดทิ้งเหมือนเศษฝุ่น ใบหน้าของเขาจะยังคงดีอยู่ได้อย่างไร
ซูหยวนไม่ได้ปล่อยให้อีกฝ่ายโจมตีเธอเท่านั้น หลังจากปัดการโจมตีขยะๆแบบนั้นทิ้งไป เธอก็ใช้ทักษะศรลวงตาของตนเองขึ้นมาบ้าง อี้ไค่พยายามจะหลบหนี แต่ซูหยวนก็ไม่ปล่อยให้เขาทำแบบนั้น
“ศรลวงตา!” ซูหยวนพูดชื่อทักษะของตนเองขึ้นมา ก่อนที่จะปล่อยศรออกจากมือ
อี้ไค่เกร็งตัว ตั้งท่ารับการโจมตีนี้ เขาพยายามมองดูลูกศรที่จะถูกปล่อยออกมา เพื่อให้สามารถเลือกได้ถูกว่าเป็นศรไหนกันแน่ที่เป็นของจริง ทว่า...
ปัง!!
“อั่ก!!” ชายหนุ่มกระอักเลือดออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาของเขามองไปยังเด็กสาวที่ไร้ยางอายตรงหน้าพร้อมกับเลือดที่ไหลออกจากปาก มันให้ความรู้สึกน่าอดสูอย่างบอกไม่ถูก
“เด็กคนนั้น...”
“ฮ่าๆ สมควรแล้ว สมควรแล้ว!!”
“รุ่นน้องอัน...ก็ยังคงเข้าใจเล่นสนุกเหมือนเดิม” อี้กังอ้าปากค้าง เขาไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่ารุ่นน้องอันจะแสดงภาพลักษณ์แบบนี้ให้ได้เห็น
ก่อนหน้านี้รุ่นน้องเป็นพวกจริงจังเสมอ เขาก็เผลอเชื่อภาพลักษณ์นั้นไปแล้วด้วย คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อเจอกับความอยุติธรรม เธอก็ตอบกลับความอยุติธรรมด้วยความอยุติธรรมมากกว่า เมื่อเจอกับความไร้ยางอาย เธอก็ทำแบบนั้นจนผู้คนต้องเขินอายแทน!
ในขณะที่ตะโกนออกมาว่า “ศรลวงตา” คำพูดของเธอทำให้ศัตรูตั้งใจที่จะรับการโจมตีนั้น ทว่า...วิชาที่เธอใช้ กลับไม่ใช่ศรลวงตา หากแต่เป็น “ศรพริบตา” ที่โจมตีเข้าตรงจุดสำคัญ ในขณะที่อี้ไค่ไม่ทันระวังตัวด้วยซ้ำ
ปกติแล้ว คนจะไม่พูดออกมาแบบนี้ หรือต่อให้พูด...การที่พวกเขาต้องมีสมาธิไปกับการเรียกใช้วิชา มันทำให้พวกเขาไม่สามารถพูดอย่างหนึ่ง แต่ใช้ออกอีกกระบวนท่าหนึ่งได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่ารุ่นน้องอันเข้าสู่สมาธิระดับสูงไปแล้ว
“แก นังเด็กไร้ยางอาย!!”
“อ๋า....แค่นี้ก็เรียกไร้ยางอายแล้วหรอ? นี่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของแกเลยนะ” ซูหยวนทำท่าทางสะดีดสะดิ้ง เห็นแล้วยิ่งทำให้คนอยากฆ่าเธอมากกว่าเดิม
ก่อนที่จู่ๆท่าทางแบบนั้นก็หายไป ซูหยวนกลับมาเป็นซูหยวนที่มีใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนเดิม เธอเดินเข้ามาใกล้ตำแหน่งที่อี้ไค่อยู่ กรรมการระวังอยู่ก่อนแล้ว ถ้าเธอคิดจะดึงรั้งสายธนูขึ้นมา เขาจะแทรกแซงการต่อสู้นี้ทันที!
ซูหยวนปรายตามองอีกฝ่าย รอยยิ้มแสยะปรากฏขึ้นจนกรรมการไม่เข้าใจ แต่เธอก็ไม่ได้ปล่อยให้เขาสงสารนานนัก เพราะหลังจากที่เธออยู่ใกล้กับอี้ไค่ เด็กสาวก็มอบความไร้ยางอายของตนเองให้เขาอีกหนึ่งรอบ
ผลั๊วะ!!!
เหมือนที่อี้เหิงถูกโจมตีด้วยการขว้างคันธนู อี้ไค่ก็ถูกโจมตีด้วยการ “ฟาด” ธนูในมือจนหน้าหัน ปากของเขาแตกออกทันที เลือดที่ไหลทะลักไม่รู้ว่ามาจากการโจมตีก่อนหน้านี้หรือการฟาดด้วยคันธนูทำให้ภาพของเขาไม่น่ามองเอาเสียเลย
“กะ แก...”
ผลั๊วะ!!
เพื่อไม่ให้เขาสลบไปในครั้งเดียว ซูหยวนตั้งใจจะมอบบทเรียนนี้ให้เขาจำไปจนตาย
“นังเด็ก...”
ผลั๊วะ!!
คล้ายกับว่ากำลังร่ายรำ ซูหยวนฟาดคันธนูในมือไม่หยุด กรรมการที่อยากจะเข้ามาขวาง เขากลับไม่ได้รับสิทธินั้นอีกต่อไป
เวลานี้ คนจากตระกูลหลักมารวมกันที่นี่แล้ว กฎก็คือ...กรรมการไม่สามารถเข้ามาวุ่นวายการแข่งขันได้จนกว่าจะมีคนพูดว่า “ยอมแพ้” หรือการต่อสู้นั้นดุเดือดถึงขั้นจะเอาชีวิต ดังนั้นการที่ซูหยวนฟาดใบหน้าของเขาซ้ำๆ แต่ไม่ทำให้ถึงตายนี้ กรรมการจึงไม่อาจจะเข้ามาขวางได้
เขาอยากช่วยให้อี้ไค่เอาชนะการแข่งขัน แต่เวลานี้ชัดเจนแล้วว่ามันทำไม่ได้ ดังนั้น...ตอนนี้แค่ต้องระวัง ไม่ให้ซูหยวนลงมือรุนแรงเกินไป
ปีนี้อี้ไค่เอาชนะไม่ได้ ปีหน้าเขาก็ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขันอยู่ ขอเพียงเส้นทางนักธนูยังไม่ปิดกั้น เขาจะมาทวงบัลลังคืนเมื่อไรก็ได้
โดยที่ไม่รู้...ซูหยวนต้องการทำลายเส้นทางนักธนูของเขาแล้ว ไม่ใช่ทำร้ายร่างกาย แต่จิตใจของเขา...เธอจะทำลายให้สิ้น! ก็เหมือนกับที่เขาเคยทำกับคนอื่นๆ มันก็แค่การตามมาทันของ “กรรม” เท่านั้นเอง
ผลั๊วะ!!
ผลั๊วะ!!!
เพราะซูหยวนกระหน่ำโจมตี ดังนั้นอี้ไค่จึงไม่สามารถพูดอะไรได้อีกต่อไป เขามองเด็กสาวด้วยสายตาอาฆาต ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว เด็กสาวมองที่ไหล่ของเขา ก่อนหน้านี้...ไม่ใช่ว่ารุ่นพี่หวังของเธอต้องบาดเจ็บที่ไหล่เพราะแผนการของพวกเขาหรอกหรือ? ถ้าอย่างนั้น...
“อ๋า...อย่านะ!!”
ผลั๊วะ!
เพราะรู้ว่าการตีครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอทำได้แล้ว แทนที่จะตีเพื่อความสนุกเหมือนกับที่ผ่านมา ซูหยวนกลับถ่ายเทพลังงานลงไปแล้วฟาดเข้าที่ไหล่ขวาของอี้ไค่เต็มแรง
“หยุดมือ!!” เห็นว่าซูหยวนไม่ได้ตีเขาเหมือนก่อนหน้านี้ กรรมการที่ดูอยู่ก็พุ่งตัวออกมา เขาห้ามการตีครั้งแรกไม่ทัน แต่ครั้งที่สอง...จะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้!!
ซูหยวนรีบถอยหลัง เธอถามด้วยความตื่นตระหนกทั้งๆที่มือยังถือคันธนูเตรียมจะฟาดอีกครั้ง
“ครั้งนี้ ฉันชนะการแข่งขันหรือยังคะ หรือว่าจะต้องตีอีก...” เด็กสาวแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ เหมือนกับย้อนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ให้ผู้ชมนึกถึง
การที่กรรมการไม่ประกาศว่าเธอเป็นผู้ชนะ ทั้งยังปล่อยให้การแข่งขันดำเนินการต่อไป ไม่น่าแปลกใจเลยที่อันซูหยวนจะไม่ยอมหยุดมือ เธอคงกลัวว่าจะจบการแข่งขันนี้ไม่ได้เหมือนกับครั้งแรกนั่นแหละ
“ฮึ่ม ผู้เข้าแข่งขัน กฎของการแข่งขันมีชัดเจนแล้วว่าห้ามทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต เมื่อครู่...เธอก็เห็นแล้วว่าเขาต่อสู้ไม่ได้อีก อย่างนั้นทำไมถึงคิดจะใช้พลังงานเพื่อตีเขา เธอจงใจจะทำร้ายเขาใช่ไหม!” กรรมการกล่าวเสียงเข้ม ท่าทางกดดันที่ทางนั้นมอบให้ กลับไม่ได้ทำให้ซูหยวนหวาดกลัวเลย
“อะไรกันคะ เมื่อครู่...ฉันแค่เห็นว่าเขาขยับ นึกว่าจะลุกขึ้นมาต่อสู้ก็เลยเผลอใส่แรงเข้าไปเต็มที่ก็เท่านั้นเอง อีกอย่าง...ตามกฎการแข่งขันแล้ว ฉันยังมีโอกาสถูกโจมตีอยู่นะคะ ถ้าไม่มีการประกาศผู้แพ้ชนะ แม้แต่ตอนนี้....คุณกรรมการเข้ามาห้ามไม่ให้ฉันต่อสู้ แปลว่าฉันชนะแล้วหรือเปล่าคะ หรือว่ากฎมีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว?”
ซูหยวนไม่ใช่แค่ตอบคำถามทั้งหมด ทั้งยังย้อนถามกลับไปอีกด้วย เธอไม่ยอมลดมือของตนเองจนกว่าจะได้ยินว่าการต่อสู้จบลง และเธอเป็นผู้ชนะแล้ว
ในขณะเดียวกัน อี้ไค่ก็เจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ไหล่ขวาของเขาถูกโจมตีอย่างแรงจนมันชาหนึบในครั้งแรก ก่อนที่จะค่อยๆเพิ่มความเจ็บปวดเข้ามา เขาอ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นว่าซูหยวนกำลังจะโจมตีครั้งต่อไป เขาก็รีบประกาศ
“ยอมแพ้ ฉันยอมแพ้แล้ว!!”
ตอนที่แขนถูกตีครั้งแรก อี้ไค่รู้จักกับความหวาดกลัวเสียที เขากลัวเหลือเกินว่าแขนของเขาจะหักแล้วไม่สามารถใช้การได้อีก ภาพความทรงจำที่เขาเคยกระทำต่อคนอื่นย้อนกลับมาให้เห็น เวลานี้...เขาเข้าใจแล้วว่าคนพวกนั้นรู้สักอย่างไร
“โอ้ ดีค่ะ ยอมแพ้แล้วนะคะ” ซูหยวนแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง เธอเลิกคิ้วให้กรรมการผู้รับผิดชอบการแข่งขันรับนี้ ... เขากัดฟันกรอดก่อนจะประกาศ
“ผู้ชนะ อันซูหยวน ผ่านเข้ารอบ 50 คนสุดท้าย!”
ในที่สุด ซูหยวนก็ผ่านเข้ารอบ 50 คนสุดท้ายเสียที เธอมองดูอี้ไค่ที่นอนเจ็บหนัก ใบหน้าบวมปูดเหมือนก้นหมู เจ้านั่นยังมองเธอด้วยความโกรธ ซึ่งซูหยวนไม่ได้พูดอะไร เพียงมอบรอยยิ้มเย็นยะเยือกให้เขาไปก็เท่านั้น
คนอย่างอี้ไค่ เธอรู้ว่าไม่มีทางจบด้วยดีแน่ เขาถูกตบหน้าหลายต่อหลายครั้ง แถมยังถูกโจมตีไหล่จนมันเกือบจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถ้าไม่ใช่เพราะเธอยังมีพลังกายไม่พอ ป่านนี้แขนของเขาคงแตะละเอียดไปแล้ว ถือว่าอี้ไค่ยังโชคดีอยู่ที่เขาสวมชุดเพิ่มพลังป้องกัน แต่ครั้งหน้า...เธอจะไม่มอบโอกาสรอดชีวิตให้เขาอีกแล้ว!
“รุ่นน้องอัน เธอเก่งมากจริงๆ”
“ใช่แล้ว มองผิวเผินเหมือนเธอโชคดี แต่ในความจริงแล้ว ฉันได้เห็นว่าทักษะการทำสมาธิของเธอเพิ่มสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้วนะ”
“รุ่นพี่อี้ทั้งสอง ขอบคุณที่ชมนะคะ” ซูหยวนคลี่ยิ้มบางเบาให้พวกเขา เดิมทีแล้ว...เธอโกรธที่ตระกูลอี้กล้าทำกับการแข่งขันแบบนี้มาก อย่างไรก็ตาม...หลังจากที่เห็นสีหน้าของรุ่นพี่ทั้งสองที่เต็มไปด้วยความละอายและรู้สึกผิด เธอก็เข้าใจว่านี่ไม่ใช่พวกเขาที่เป็นต้นเรื่อง ถ้าจะต้องโกรธ...ก็ควรโกรธให้ถูกคน
“รุ่นพี่หวังบาดเจ็บไม่น้อยเลยค่ะ”
“อืม ฉันรู้แล้ว ก่อนหน้านี้ฉันได้ให้ยารักษาระดับสูงกับเธอ คาดว่าอีกไม่เกินหนึ่งเดือน คงจะหายบาดเจ็บได้” อี้เหิงถอนหายใจออกมา เขาพยายามชดใช้เท่าที่จะทำได้แล้ว ส่วนเรื่องกรรมการคนนั้น...เขาจะจัดการกันเองภายในตระกูลอี้ภายหลัง
“รุ่นน้องอัน วันพรุ่งนี้จะเข้าร่วมการแข่งขันรอบ 50 คนสุดท้ายใช่ไหม ถึงแม้ว่ารุ่นน้องจะแข็งแกร่งมาก แต่ฉันก็อยากให้ระวังนะ” อี้กังพูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง
“แม้ว่าพวกเราจะอยากช่วย แต่อำนาจในการควบคุมพวกตระกูลสาขาหรือพวกปลายสายตระกูลอี้ก็ไม่ใช่ของพวกเราทั้งหมด ต่อให้เป็นตระกูลใหญ่ก็เช่นกัน ความไร้ยางอายของพวกเขา...มันเป็นเรื่องของจิตสำนึกด้วยส่วนหนึ่ง”
“ฉันเข้าใจค่ะรุ่นพี่” ซูหยวนพยักหน้ารับ ตระกูลอี้หลักก็คือตระกูลอี้หลัก ถึงพวกเขาจะใช้นามสกุลเดียวกัน ทว่าก็ไม่ใช่คนๆเดียวกันเสียหน่อย
ซูหยวนไม่ได้โทษพวกเขา อีกอย่าง...เธอก็มีแผนจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองอยู่ก่อนแล้ว วันข้างหน้า...เธออาจจะต้องเป็นคนพูดขอโทษต่อรุ่นพี่อี้ทั้งสองก็ได้....
…………………………