LNCrawler

บทที่ 199 ล้มลง (อ่านฟรี 22 ก.ย.68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 199 ล้มลง (อ่านฟรี 22 ก.ย.68)

บทที่ 199 ล้มลง
 

ร่างขนาดใหญ่ของจ่าฝูงวานรลมกลายพันธุ์แต่เดิมก็เป็นเป้าโจมตีได้ง่ายแล้ว ยิ่งตอนนี้มันแทบจะสิ้นฤทธิ์ไปอีกหลายนาที จึงยืนเป็นป้อมตระหง่านให้คนโจมตีเสียอย่างนั้น ซูหยวนเองก็ออกคำสั่งให้ระดมโจมตีไปที่หัวของมันก่อนอันดับแรก แม้มันจะยังเคลื่อนไหวได้ แต่ก็เชื่องช้ากว่าก่อนหน้านี้มาก
 

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากจ่าฝูงที่ลดลงไปไม่ได้ทำให้หน่วยโจมตีทำงานได้ง่ายขึ้นเลย กำแพงที่ถูกทำลายเป็นโอกาสให้พวกกลายพันธุ์ลอบเข้ามาโจมตีได้มากขึ้น โชคดีที่ฐานข้างล่างยังไม่ถูกทำลายทั้งหมด ไม่อย่างนั้นแม้แต่หญ้ากลายพันธุ์ใต้ดินก็ยังต้องเฝ้าระวังไปด้วย
 

โชคร้ายที่ตำแหน่งโจมตีนั้นมีส่วนที่ติดกับห้องเก็บยารักษาอยู่ด้วย ทหารมากมายวิ่งกันชุลมุนเพื่อเก็บไม่ให้ทรัพยากรเหล่านั้นเสียหาย ในขณะที่ทหารหน่วยจู่โจมก็ต้องช่วยป้องกันการเข้ามาของวานรลมกลายพันธุ์จำนวนมากไปด้วย
 

เสียงของทหารวุ่นวายข้างล่างนี้ทำให้ซูหยวนต้องคิดทำอะไรบางอย่าง หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป แม้ฐานทัพจะไม่ได้ถูกทำลายลง ถึงอย่างนั้นก็จะสูญเสียเพิ่มขึ้นอีก
 

ดูเหมือนจ่าฝูงตัวนั้นจะปล่อยเอาไว้นานไม่ได้เสียแล้ว...
 

ซูหยวนคิดเล็กน้อยก่อนจะเอาอาวุธที่เธอไม่เคยนำออกมาใช้ที่ไหนมาก่อนขึ้นมา “ปืนพลังงาน” ขนาดพอดีมือปรากฏขึ้นโดยที่ไม่มีคนทันสังเกตด้วยซ้ำว่าซูหยวนได้เอาอาวุธพิเศษออกมา ในตัวแกนพลังงานเวลานี้มีแกนพลังงานของหนามพิษจากเขต K อยู่ด้วย ออร่าสารพิษที่ปล่อยออกมานั้นทำให้ซูหยวนต้องใช้ถุงมือเวลาใช้งานมัน
 

ธนูเพลิงที่ได้มาจากตระกูลอี้ถูกโยนไปสะพายไว้ด้านหลังอีกครั้ง เวลานี้ซูหยวนรีดเร้นพลังงานของตนเองใส่เข้าไปในปืนพลังงานที่มีราคาสูง และเป็นสิ่งที่เธอไม่กล้าเอาออกมาใช้งานมากที่สุด
 

“ศรพิพากษา” ถึงแม้จะเป็นปืนพลังงาน แต่ทักษะในการยิงธนูก็ยังปรับเปลี่ยนมาใช้งานได้อยู่ดี ศรพิพากษาสามารถพุ่งเป้าโจมตีได้ ขอเพียงมีสมาธิที่ดีพอ ดังนั้นซูหยวนจึงตั้งใจเล็งไปที่ดวงตา ส่วนที่อ่อนแอที่สุดของเจ้าจ่าฝูงวานรลมกลายพันธุ์ตัวนั้น
 

ปัง!
 

เสียงระเบิดที่รุนแรงจากปากกระบอกปืนทำให้ซูหยวนต้องเกร็งแขนเพื่อรับแรงกระแทก ลูกกระสุนที่เป็นการใช้พลังงานล้วนๆถูกยิงออกไป ยังมีพิษของหนามพิษจากเขต K ซึ่งระดับสูงกว่าเจ้าจ่าฝูงวานรกลายพันธุ์นี้มาก แน่นอนว่าการที่ถูกเจาะทะลวงเข้าไปโดยตรงนั้นไม่เหมือนกับการดูดซับสารพิษจากสภาพแวดล้อม  
 

มันก็เหมือนกับที่คนๆหนึ่งดูดซับพลังงานแต่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวรับเอาไว้ได้ทัน สุดท้ายก็ระเบิดออก ซูหยวนไม่ได้หยุดแค่การโจมตีเพียงครั้งเดียว ด้วยทักษะที่แม่นยำ เธอเล็งเป้าไปที่ดวงตาทั้งสองของมันในคราวเดียว
 

พลังงานถูกดึงออกไปจำนวนมาก ซูหยวนรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังงานที่ออกไปอย่างกะทันหัน โชคดีที่ก่อนหน้านี้ได้ฝึกซ้อมในมิติฟาร์มมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่อย่างนั้นเธออาจจะสูญเสียจังหวะในการต่อสู้ไปแล้ว
 

“เคี๊ยก!!”
 

จ่าฝูงวานรลมกลายพันธุ์ส่งเสียงคำรามลั่น ไม่คิดว่าจู่ๆมันก็จะถูกโจมตีแบบนี้ หากเป็นลูกธนูทั่วไป ด้วยความเร็วของมัน มันย่อมจัดการได้ด้วยแขนทั้งสองข้าง ทว่า...พอเป็นการโจมตีที่มองไม่เห็น มันกลับไม่ทันระวังจนเสียตาทั้งสองข้างไปเช่นนี้
 

“จังหวะนี้แหละ!” ผู้นำไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จังหวะทองนี้จะพลาดไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะเสียใจหากจ่าฝูงมันสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้
 

เมื่อถูกกระหน่ำโจมตีตอนที่ยังฟื้นฟูพลังงานไม่ได้ แถมยังเสียการมองเห็นไปด้วยแล้ว เจ้าจ่าฝูงที่ทรงพลังก็ถูกล้มลงในที่สุด  
 

ฝูงวานรลมกลายพันธุ์ที่บุกทะลวงเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย เห็นจ่าฝูงของมันล้มลงทั้งอย่างนั้นก็พากันวิ่งหนีกลับ ถอนตัวออกจากกำแพงฐานของมนุษย์ชาติทันที
 

“เฮ!!!”
 

เพื่อขับไล่พวกวานรลมกลายพันธุ์ออกไป พร้อมกับแสดงความยินดีที่ศึกครานี้เป็นพวกเขาที่คว้าชัยชนะเอาไว้ได้ เสียงเฮของพวกทหารก็ดังขึ้นกระหึ่มไปทั่วเขต F  
 

พวกผู้นำเกือบจะหมดแรงจากการต่อสู้ แต่พวกเขาก็ยังชูอาวุธของตนเองแล้วส่งเสียงร้องไปพร้อมๆกับทุกคน แม้แต่ซูหยวนเองก็ยังยกเอาธนูเพลิงของตนเองขึ้นไปกับพวกเขาด้วย
 

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ถือว่ามาก แต่ก็ไม่น้อยเช่นกัน คนที่สูญเสียไปเป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นคนที่เคยช่วยเหลือกันมาก่อน ดังนั้นหลังจากที่แสดงความยินดีที่ขับไล่พวกกลายพันธุ์ออกไปได้ ฐานก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง ทุกคนพยายามจะพาร่างของพวกพ้องที่ยังเหลือกลับเข้ามาในเขตกำแพง ไม่ปล่อยให้เป็นอาหารของพวกกลายพันธุ์ได้
 

ยังมีต้องพยายามจัดการกับความเสียหายที่เกิดขึ้นอีก ทั้งส่วนของกำแพงที่ถูกทำลาย และส่วนของทรัพยากรข้างในที่เสียหาย อย่างไรก็ตาม...ซูหยวนที่ลงมาจากกำแพง กลับไม่มีงานอะไรให้เธอทำได้อีก
 

“เฮ้! น้องใหม่ การโจมตีสุดท้ายนั้นสุดยอดไปเลยนี่” หลังจากที่ซูหยวนสั่งการให้พลธนูทั้งหลายพาพวกพ้องที่บาดเจ็บลงไป แล้วเก็บอุปกรณ์กับลูกศรลงจากกำแพงทั้งหมดแล้ว เสียงทักทายที่ไม่คุ้นเคยก็ดังขึ้น เรียกความสนใจของซูหยวนให้หันไปมอง
 

“พวกคุณก็คือทหารพิเศษ?” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองดูกลุ่มทหารทั้งสิบคนที่มีออร่าแตกต่างจากทหารทั่วไปโดยสิ้นเชิง
 

“ฮ่าๆ ใช่แล้ว เป็นพวกเราเอง”
 

“น้องใหม่มีสายตาที่เฉียบแหลมมาก แค่มองครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าพวกเราเป็นทหารพิเศษ”
 

“รุ่นน้องเก่งมากจริงๆ สมแล้วที่พวกรุ่นพี่ชื่นชมเธอเอาไว้มาก” พวกทหารพิเศษหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เห็นท่าทางอารมณ์ดีและสบายๆของพวกเขาแล้ว ซูหยวนก็อดนึกถึงทหารพิเศษที่เคยทำภารกิจกับตนเองมาก่อนไม่ได้
 

ดูเหมือนทหารพิเศษเหล่านี้จะมีความเป็นกันเองมากกว่าที่คิด ทำให้ซูหยวนชื่นชอบบรรยากาศของพวกเขาไปด้วย
 

แน่นอนว่าถ้าความคิดของเธอถูกล่วงรู้โดยคนอื่นๆ พวกเขาจะต้องคิดว่าซูหยวนเป็นอีกคนที่แปลกประหลาดแน่ ถึงแม้ว่าทหารพิเศษเหล่านั้นจะพูดจาอย่างเป็นกันเองกับเธอ แต่แรงกดดันรอบๆตัวพวกเขาไม่ใช่น้อยๆ หากไม่ได้มีค่าพลังงานที่สูงเช่นซูหยวน ย่อมเข้ามาใกล้แล้วรู้สึกสบายใจไม่ได้
 

นับว่าซูหยวนเองก็ได้ผ่านการทดสอบขั้นแรกของพวกเขาไปแล้วด้วยเช่นกัน ทหารพิเศษมองดูน้องใหม่ที่ยังมีท่าทางปกติได้ จึงชื่นชมเธอมากขึ้นไปอีก
 

“น้องใหม่ พวกเรารอเจอเธอที่ศูนย์ใหญ่ตลอดเลยนะ อยากให้เธอไปรับภารกิจทำด้วยกันสักครั้ง”
 

“นั่นน่ะสิ พอไปถามพวกหัวหน้า พวกเขากลับบอกว่าเธอจะไม่รับภารกิจอีกสักพัก น่าเสียดายจริงๆที่พวกเราไม่ได้ทำความรู้จักกันให้มากขึ้น” ซูหยวนพยักหน้ารับ เธอไม่สามารถรับภารกิจเพิ่มได้จริงๆ นี่เป็นคำสั่งของประธานจางโดยตรง ดังนั้นเธอจึงวุ่นวายอยู่กับเรื่องการเพาะปลูกพืชผักแทนในช่วงไม่กี่วันมานี้
 

ถ้าไม่ใช่ว่านี่เป็นภารกิจฉุกเฉิน ซูหยวนคงจะไปพบรองประธานฯคนนั้นแล้วขอให้เขาออกใบรับรองให้เธอเข้าร่วมการทดสอบเป็นเกษตรกรที่แท้จริงก่อนเวลาไปแล้ว
 

“ช่วงนี้ฉันมีงานที่ต้องจัดการอยู่ค่ะ ก็เลยตั้งใจจะไม่รับภารกิจ”
 

“หืม? แต่เธอกลับมาทำภารกิจกับทหารทั่วไปเนี่ย ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างหรอ”
 

“ภารกิจนี้เป็นภารกิจฉุกเฉินไม่ใช่หรอคะ”
 

“อะไร? ฮ่าๆ อย่าบอกนะว่าเธอไม่รู้น่ะ...โถ่ เด็กน้อย ก็ถึงว่า ทำไมเธอถึงรับภารกิจนี้ สรุปก็คือไม่รู้นี่เอง”
 

“ไม่รู้?”
 

“ใช่ ภารกิจฉุกเฉินเป็นภารกิจบังคับให้ทหารทุกคนเข้าร่วมก็จริง แต่ก็ยกเว้นทหารพิเศษเอาไว้ด้วยนะ เว้นแต่จะเต็มใจอยากทำภารกิจนั่นแหละ อย่างที่เธอเข้าร่วมแบบนี้ก็ไม่ผิดอะไร ถึงอย่างนั้นส่วนใหญ่ก็จะไม่ทำ เพราะลำพังแค่ภารกิจสำหรับทหารพิเศษโดยเฉพาะก็ยังไล่ทำไม่ครบเลย กระดานภารกิจตอนนี้เต็มไปด้วยภารกิจติดเอาไว้จนแค่ปรายตามองก็ขนลุกแล้ว”
 

“นั่นน่ะสิน้องใหม่ พวกเราอุตส่าห์ดีใจที่น้องใหม่เข้ามาช่วยงานนะ ไม่คิดเลยว่าจะไม่ยอมรับภารกิจไปทำ เฮ้อ สุดท้ายพวกเราก็ยังต้องทำงานหนักเหมือนเดิมสินะเนี่ย”
 

“เรื่องนี้น้องใหม่ก็อาจจะยังไม่รู้นะ แต่ถ้าน้องใหม่มีเป้าหมายแค่ว่าจะไม่รับภารกิจนอกเขตปลอดภัย ภารกิจของพวกเราก็ยังมีให้ทำในเขตชั้นในด้วยนะ ลองไปดูภารกิจหน่อยเถอะ อาจจะได้อะไรดีๆกลับมาก็ได้”
 

พวกทหารพิเศษพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเชื้อเชิญให้ซูหยวนไปรับภารกิจมาทำด้วยกัน ตอนนี้เธอไม่มั่นใจแล้วว่าพวกเขาดีใจที่ได้เจอน้องใหม่แบบเธอ หรือที่จริงกำลังดีใจที่มีคนมาช่วยงานกันแน่
 

ซูหยวนเกือบจะรับปากพวกเขาว่าจะไปดูกระดานภารกิจสักครั้งสองครั้ง แต่โชคดีที่ผู้นำฐานเข้ามาหาพวกเธอเสียก่อน
 

“ทหารพิเศษทุกคน ขอบคุณที่ตอบรับคำขอของฉัน ตอนนี้ขอเชิญพวกคุณเข้าร่วมประชุมเพื่อฟังสรุปสถานการณ์กันสักหน่อยได้ไหม” เมื่อถูกขัดแบบนั้น สีหน้าของทหารพิเศษบางคนก็ไม่ได้แสดงออกว่าดีอะไร  
 

พวกเขาแทบจะไม่ให้เกียรติผู้นำฐานด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้ตัวเองก็ไม่ได้มีงานอะไร พวกเขาคงจะสะบัดหน้าหนีกลับไปแล้ว
 

“เอาอย่างนั้นก็ได้” ทหารพิเศษคนหนึ่งยักไหล่ ปกติแล้วเมื่อทำภารกิจสำเร็จ พวกเขาไม่มีหน้าที่ต้องอธิบายเหตุผลหรือส่งรายงานการทำภารกิจอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีสิทธิตัดสินใจอย่างเต็มที่ว่าจะเข้าร่วมประชุมหรือไม่
 

ทางผู้นำฐานเองก็เข้าใจสถานการณ์นี้ ตอนที่มาเชิญทั้งสิบเอ็ดคนจึงมีท่าทางเหมือนขอความร่วมมือมากกว่าออกคำสั่ง
 

ตอนนี้ซูหยวนก็ได้กลายเป็นหนึ่งในพวกเขาไปแล้ว เธอติดตามทหารพิเศษรุ่นพี่ทั้งสิบคนไปยังกระโจมใหญ่ที่ใช้เป็นสถานที่ประชุมเหล่าผู้นำและหัวหน้าที่เพิ่งจบภารกิจที่ผ่านมา
 

เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสิบเอ็ดคน ทหารที่รออยู่ก่อนแล้วก็ยืดหลังของตนเองขึ้น ดีที่ได้เห็นซูหยวนเดินเข้ามาด้วย หลายคนจึงส่งสายตาเป็นมิตรให้กับเธอ เรียกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากับทหารพิเศษคนอื่นๆเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่กับซูหยวนยังถือเป็นความสัมพันธ์ที่ดีแน่นอน
 

ทั้งสิบเอ็ดคนถูกเชิญให้นั่งโต๊ะต่อจากตำแหน่งของผู้นำ ถือเป็นการให้เกียรติพวกเขาอย่างมาก จากนั้นก็เริ่มให้รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เริ่มจากรายงานความเสียหายทั้งหมด จำนวนผู้เสียชีวิต ทรัพยากรที่ใช้ไป และของที่ยังอยู่ในคลัง หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่การวิเคราะห์แผนการรับมือของพวกเขา และพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ในอนาคต
 

ซูหยวนนั่งฟังเงียบๆมาตลอด พวกเขาพูดเกี่ยวกับหัวหน้าพลธนูอี้ฉางที่คิดกบฏ ทั้งยังพูดถึงวิธีการรับมือของซูหยวนด้วย ส่วนใหญ่แล้วเต็มไปด้วยเสียงชื่นชม ซึ่งซูหยวนก็ไม่ได้พูดอะไร อย่างมากก็แค่พยักหน้าให้พวกเขาเพื่อยืนยันบางคำพูดเท่านั้น  
 

ทหารพิเศษทั้งสิบเอ็ดคนจึงอยู่ในสถานะเงียบเชียบมาตลอด จนกระทั่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรง
 

“สำหรับสถานการณ์ฝั่งกำแพงทิศเหนือก็เป็นเช่นนี้ ส่วนสถานการณ์จากกำแพงทิศใต้...” ผู้กล่าวรายงานหันมาหาทหารพิเศษทั้งสิบคน อันที่จริงเขาก็อยากถามออกไปโดยตรงนั่นแหละว่าทำไมจะต้องฆ่าพลธนู 4 คนด้วย แต่เพราะรู้ว่าหน้าที่ของทหารพิเศษไม่จำเป็นต้องรายงานการลงมือของตนเอง ดังนั้นจึงไม่กล้าถามออกไป
 

“นอกจากอี้ฉางแล้วก็ยังมีผู้ร่วมมืออีกหลายคน มี 5 คนที่ถูกส่งไปทำภารกิจกับฉันก่อนหน้านี้ด้วย พวกเขาขัดคำสั่งของฉัน ลอบติดตามไปเพื่อที่จะหาโอกาสลงมือ แล้วก็มี 4 คนที่ใช้จังหวะวุ่นวายราดสารดึงดูดสัตว์ร้ายที่กำแพงทิศใต้ ดังนั้นฉันจึงขอให้พวกพี่ๆทหารพิเศษช่วยปกป้องกำแพงทิศใต้เอาไว้”
 

ซูหยวนรู้ว่าทหารพิเศษทั้งสิบคงจะไม่เปิดปากของพวกเขาเพื่ออธิบาย ดังนั้นจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดคร่าวๆให้พวกผู้นำฟัง สุดท้ายจึงสามารถทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้คร่าวๆ ผู้จดรายงานจึงหันมาขอบคุณซูหยวนด้วยการพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย
 

ทหารพิเศษทั้งสิบใส่ใจกับท่าทางของซูหยวนอยู่แล้ว เห็นเธอใจดีแบบนี้ก็พากันยิ้มออกมา  
 

น้องใหม่ก็ยังคงเป็นน้องใหม่อยู่ดี หลายอย่างที่เธออยากทำและพวกเขาก็ไม่คิดห้าม จนกว่าจะถึงวันที่เธอมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง ตอนนั้นเธอก็คงอยากจะแยกตัวออกจากทหารทั่วไปเหมือนที่พวกเขาทำ...เพราะเรื่องบางเรื่อง ปล่อยให้คนสงสัยไปอย่างนั้นย่อมดีกว่า คนที่เธอควรจะรายงานก็คือผู้บังคับบัญชาหน่วยพิเศษเท่านั้น เขาจะเป็นคนจัดการปัญหาจุกจิกมากมายให้เองโดยที่ไม่ทิ้งเรื่องปวดหัวเอาไว้
 

แน่นอนว่าซูหยวนยังได้รู้เกี่ยวกับมันหลังจากนี้ เมื่อคำพูดของเธอถูกบิดเบือนไปเล็กน้อย กลายเป็นว่ามีช่องโหว่ให้พวกเขาสงสัยเกี่ยวกับอคติของเธอกับตระกูลอี้ หลายคนในตระกูลอี้ที่ถูกลงโทษ กลับคิดว่านี่เป็นการใส่ความของอันซูหยวนด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะข้างหลังของเธอมีตระกูลจาง และหน่วยพิเศษปกป้องอยู่ บางทีจะไม่ใช่ตระกูลอี้ที่เดือดร้อน แต่จะเป็นเธอมากกว่าที่ต้องถูกตรวจสอบ!
 

คนที่เข้าใจก็มีอยู่ แต่คนที่ไม่เข้าใจก็มีเช่นกัน ดังนั้นกฎพิเศษสำหรับหน่วยพิเศษที่ไม่ต้องอธิบายอะไรในการทำภารกิจจึงเป็นข้อดีที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องปวดหัวแล้วสนใจแค่ภารกิจของหน่วยพิเศษก็พอ...

 

……………………