บทที่ 201 เริ่มการเก็บเกี่ยวครั้งแรก (อ่านฟรี 24 ก.ย. 68)
บทที่ 201 เริ่มการเก็บเกี่ยวครั้งแรก (อ่านฟรี 24 ก.ย. 68)
บทที่ 201 เริ่มการเก็บเกี่ยวครั้งแรก
“แปลงเพาะปลูกของถงเฟยนั้นเป็นแปลงเพาะปลูกที่มีเพียงดินเหนียว การรับน้ำมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อเมล็ดผักชนิดนี้ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นจะสามารถงอกรากและแตกใบอ่อนได้ แต่หลังจากที่รับน้ำเข้าไปมากเกินไป มันก็จะเริ่มเน่าแล้วก็ยืนต้นตายในที่สุด ดังนั้นถ้าสามารถหาดินทรายมาผสมได้ ก็จะทำให้ลดความอุ้มน้ำลงไป”
ซูหยวนให้คำแนะอย่างใจกว้าง ผักพวกนี้เป็นเพียงผักทั่วไปเท่านั้น ตอนที่เธอสอบเป็นเกษตรกร ย่อมต้องอ่านตำราเกี่ยวกับการเพาะปลูกพืชผักพวกนี้มาไม่น้อย
“แค่ผสมทรายก็ใช้ได้แล้วหรอ? ง่ายดายขนาดนั้น?”
“ใช่ หลังจากนั้นก็ควบคุมเรื่องน้ำให้ดี ผักชนิดนี้ไม่ชอบน้ำมากนัก อย่ารดมากเกินไป อาจจะแค่วันละครั้งหรือสองวันครั้งก็ยังได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงของการเติบโต” ซูหยวนพยักหน้ารับ เมื่อทั้งสองคนถูกไขข้อกระจ่างให้แบบนั้นแล้ว พวกเขาก็ดีใจมาก
อย่างน้อยๆก็ดีว่าให้พวกเขางมหาหนทางกันเอง เพราะที่ผ่านมาสองเดือนนี้ก็เจอแต่ความล้มเหลวทั้งนั้น อีกอย่าง...ในชั้นเรียนนี้ก็มีแค่อันซูหยวนที่ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกและกำลังจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ขอแค่เธอสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกไปได้ ก็เท่ากับว่าเธอนั้นผ่านการทดสอบจบวิชาเกษตรไปแล้ว
“อ้อ ฉันมีเรื่องที่จะถามอยู่พอดี วิชานักล่าขั้นเริ่มต้นนั้นให้จับกลุ่มทำภารกิจของสถาบัน อย่างน้อยต้องมากกว่า 10 ภารกิจในปีนี้ ดังนั้นจึงอยากจะสอบถามว่าทั้งสองคนอยากจะไปทำภารกิจด้วยกันกับฉันไหม” ซูหยวนบอกจุดประสงค์ของตนเองที่เข้ามาทักทายทั้งสองคน
เมื่อซานหยางและถงเฟยได้ยิน พวกเขาก็หัวเราะออกมาด้วยท่าทางเขินอาย
“อันที่จริง...พวกเราก็ตั้งใจจะไปชวนเธออยู่แล้ว แต่ก็เกรงใจเพราะเธอเพิ่งกลับจากการทำภารกิจของกองทัพ ดังนั้นก็เลยไม่กล้าน่ะ”
“อืม ขอบคุณนะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอรบกวนด้วยแล้วกัน” ซูหยวนคลี่ยิ้ม เพื่อนทั้งสองคนนี้ยังใจดีกับเธอเหมือนเดิม
“เป็นพวกเราที่ต้องขอบคุณมากกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ...พวกเราก็คงจะไม่ผ่านชั้นปีที่ 1 ไปแล้ว”
“ใช่ๆ ขนาดเพื่อนๆชั้นปีที่ 1 คนอื่นก็ยังไม่จบตั้งหลายคน ปีนี้มีจำนวนผู้ไม่ผ่านชั้นปีที่ 1 มากกว่าปกติด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนนักเรียนอันช่วยเอาไว้ พวกเราก็คงเป็นหนึ่งในพวกเขา”
ทั้งสองคนไม่กล้ารับความดีความชอบนี้เอาไว้ แม้พวกเขาจะเคยขอบคุณเธอมาก่อนแล้ว กระนั้นก็ยังอยากจะขอบคุณทุกๆวันไป ทำเอาซูหยวนได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ
“เอาเถอะ พวกเราเป็นเพื่อนกัน ถือว่าร่วมมือกันก็ถูกแล้ว” ได้ยินเธอบอกอย่างนั้น ทั้งสองก็มองด้วยท่าทางซาบซึ้งใจ
แน่นอนว่าบทสนทนาของพวกเขาย่อมทำให้นักเรียนคนอื่นๆไม่พอใจขึ้นมาบ้าง ไอ้ท่าทางรักใคร่กลมเกลียวกันนี่มันอะไร? ช่างน่าหมันไส้เหลือเกินเลยไม่ใช่หรือ?
“อย่าเพิ่งมีความสุขกันไป ถึงแม้ว่าใครบางคนจะประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกของตัวเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้คำแนะนำสองสามคำแล้วจะทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จไปด้วยนะ แม้แต่อาจารย์ก็ยังทำแบบนั้นไม่ได้เลย”
“นั่นสิ ขอบคุณกันไปกันมา ดูแล้วเหมือนผ่านการทดสอบของชั้นปีที่ 2 กันแล้วเลย อยากจะดูจริงๆว่าถ้าสุดท้ายแล้วผ่านแค่คนเดียวแล้วอีกสองคนไม่ผ่าน จะยังยิ้มหัวเราะกันได้แบบนี้ไหม”
“ทำงานกลุ่มก็ต้องทำเป็นกลุ่ม ชั้นปีที่ 2 ยังมีเพื่อนให้เกาะกลุ่มไปด้วย แต่ถ้าชั้นปีที่ 3 พวกเพื่อนๆไม่ผ่านไปด้วยจะทำยังไงดีล่ะ ใครจะเอาเข้ากลุ่มไหมนะ เหอะ!”
คำพูดของพวกนักเรียนคนอื่นดังเข้าหู ที่จริงพวกเขาก็อยากจะขอคำแนะนำจากซูหยวนเหมือนกัน แต่ด้วยทิฐิของตนเอง ทั้งยังรู้ว่าซูหยวนไม่มีทางช่วยเหลือตน ดังนั้นจึงทำได้แค่มองด้วยความอิจฉาเท่านั้น
“ถ้าใครไม่ให้อันซูหยวนอยู่ด้วย อย่างนั้นฉันก็จะขอให้เธอมาอยู่กับพวกเรา ใช่ไหม”
“ใช่! ใครบ้างที่ไม่อยากให้เธอเข้ากลุ่ม ด้วยความสามารถของอันซูหยวน พวกเราแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ แบบนี้ใครๆก็อยากขอให้เธอเข้ากลุ่มทั้งนั้นแหละ มีก็แค่พวกโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธเธอ”
“ใช่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะอันซูหยวนมีกลุ่มที่ดีอยู่แล้ว และรู้ว่าเธอคงจะต้องอยู่กับนักเรียนทุนซาน และนักเรียนทุนถง ฉันก็คงจะไปเกาะขาของอันซูหยวนแล้ว”
เริ่มจากจูหลิวหลี่ เพื่อนร่วมกลุ่มที่ดีต่อเธอก็แสดงความคิดเห็นออกมาบ้าง สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ จูหลิวหลี่ก็มีอคติกับเพื่อนๆในชั้นเรียนของเธอแล้ว นอกจากนี้...เป็นซูหยวนที่ช่วยพวกเธอเอาไว้ ดังนั้นย่อมต้องรู้สึกขอบคุณมากที่สุด
ได้ยินพวกเธอพูดแบบนั้น ต่อให้คนอื่นอยากจะพูดอะไรก็ไม่มีความกล้ามากพอ ครั้งก่อนก็เพิ่งจะถูกลงโทษไป อีกอย่างตระกูลจูก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ จะทำให้เธอรำคาญใจอีกย่อมไม่ดีแน่ ที่สำคัญที่สุด...เรื่องนี้ยังเป็นเพราะคำพูดของพวกจูหลิวหลี่นั้นถูกต้องเกินไป
ลึกๆแล้วใครไม่อยากได้ซูหยวนเข้าร่วมกลุ่มบ้าง? เธอมีความสามารถขนาดนั้น ครั้งก่อนก็พากลุ่มได้คะแนนที่ดีที่สุดไป ทำให้สามารถรับตั๋วทรัพยากรของสถาบันเพิ่มอีกจำนวนมาก ตอนนี้ไม่รู้ว่าเธอมีตั๋วทรัพยากรมากเท่าไรแล้ว ค่าพลังงานล่าสุดของเธอก็ไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมา พวกเขาทำได้แค่มองดูด้วยความอิจฉาเท่านั้น
แต่ถ้าจะให้ไปร้องขอให้เธอเข้าร่วม ไม่ต้องพูดว่าพวกเขามีใบหน้าที่หนาพอหรือไม่ แค่ซูหยวนได้ยินคำขอของพวกเขา คงจะหัวเราะเยาะออกมาอยู่แล้ว
“ซูหยวน เธออย่าไปฟังคำพูดไร้สาระพวกนั้นเลย พวกเราเองก็จะไปรับภารกิจเหมือนกัน มีภารกิจที่สามารถทำด้วยกันได้อยู่นะ อยากจะลองไปทำภารกิจกับพวกเราไหม”
“ถึงแม้ว่าเธอจะมีความสามารถมาก แต่สถานการณ์ในช่วงนี้ยังไม่กลับมาปกติ นับวันก็ยิ่งมีพวกอันตรายเข้ามาในพื้นที่ล่ามากขึ้น ถึงหน่วยรักษาความปลอดภัยจะพยายามลาดตระเวนอยู่เป็นประจำ ก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งขึ้นอยู่ดี แม้แต่อาจารย์ก็ยังแนะนำให้ทำภารกิจร่วมกันเลย”
เพื่อนในกลุ่มจูหลิวหลี่คนหนึ่งพูดขึ้นมา ท่าทางของเธอค่อนข้างเป็นกังวลไม่น้อย แม้ว่ากลุ่มเธอจะมีถึง 5 คน แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ทำให้เธอกลัวไม่น้อย หากมีซูหยวนร่วมเดินทางไปด้วย ก็น่าจะเพิ่มความปลอดภัยให้อีกมาก
ซูหยวนไม่ได้ตอบกลับในทันที เธอมองไปยังเพื่อนนักเรียนทุนอีกสองคนก่อนจะมอบหน้าที่ตัดสินใจให้พวกเขา
“ฉันยังไงก็ได้ ให้เพื่อนซานหยางและถงเฟยตัดสินใจเกี่ยวกับภารกิจได้เลย”
การแสดงออกของซูหยวนทำให้เพื่อนนักเรียนหญิงหันไปมองนักเรียนทุนสองคนที่ปกติแล้วจะไร้ตัวตนมาตลอด แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพื่อนที่ดีของซูหยวน แต่ด้วยคำว่า “นักเรียนทุน” ที่ทำให้พวกเธอมีอคติไปแล้ว ย่อมไม่ต้องการสนิทสนมมากนัก ทว่า...การแสดงออกในครั้งนี้ของซูหยวน ทำให้พวกเธอต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ใหม่
ถ้าอยากจะพึ่งพาเธอ ก็ต้องให้เกียรติเพื่อนของเธอด้วย...
นี่เป็นวิธีการบอกอ้อมๆให้ทุกคนได้รู้เกี่ยวกับสถานะของเพื่อนทั้งสองในใจของซูหยวน ในเมื่อสองคนดีต่อเธอมาก อย่างนั้นซูหยวนก็จะดีตอบพวกเขาเป็นสิบเท่า ซึ่งคนอื่นๆก็เข้าใจเป็นอย่างดี พวกเธอหันไปหานักเรียนทุนสองคนแล้วเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“นักเรียนทุนซาน นักเรียนทุนถง เหมือนกับที่ฉันได้พูดไปก่อนหน้านี้ พวกคุณสองคนคิดยังไงบ้าง มันจะดีกว่าไหมถ้าพวกเราไปทำภารกิจด้วยกัน มีภารกิจหลายอย่างที่รับไปทำร่วมกันได้เกิน 10 คนเสียอีก ฉันคิดว่าในสถานการณ์ความวุ่นวายที่ยังจัดการไม่ได้นี้ พวกเราไปด้วยกันเยอะๆ ก็น่าจะทำให้พวกนักล่าไม่กล้าเข้ามาก่อความวุ่นวาย”
ได้ยินดังนั้น เพื่อนนักเรียนทุนสองคนที่ขี้อายก็รีบพยักหน้าทันที ก่อนหน้านี้เมื่อได้ยินนักเรียนหญิงสอบถามอันซูหยวน ลึกๆแล้วพวกเขาภาวนาให้อันซูหยวนรีบตอบรับจะแย่ คิดไม่ถึงว่าเธอจะให้สิทธินี้เป็นการตัดสินใจของพวกตน
“ได้เลย ฉันก็คิดแบบเดียวกัน”
“ใช่แล้ว ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการบาดเจ็บของเพื่อนนักเรียนกลุ่มอื่นๆ ฉันเองก็ยังไม่กล้าเข้าไปทำภารกิจเหมือนกัน” ทั้งสองคนเปิดเผยความจริงอย่างไม่อาย เมื่อได้รับคำตอบนั้น ทุกคนก็ดีใจมาก
ดังนั้นสองกลุ่มจึงได้รวมตัวกันกลายเป็นกลุ่ม 8 คน แล้วไปรับภารกิจที่สถาบันติดประกาศเอาไว้ให้ มี 2 ภารกิจในตอนนี้ที่สามารถรับได้ในจำนวนสมาชิกไม่เกิน 10 คน ภารกิจแรกเป็นภารกิจในการรวบรวมแกนพลังงานของตัวหนืดกลายพันธุ์ 4 แกน และอีกภารกิจก็เป็นการล่าโคเขาแหลมกลายพันธุ์เพื่อเอาเขากลับมา 20 ชิ้น หรือก็คือการที่ต้องล่าโคเขาแหลมกลายพันธุ์ 10 ตัวนั่นเอง
ส่วนแกนพลังงานของมันนั้น นักเรียนสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้เลย เพราะไม่อยู่ในภารกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นปีที่ 2 ภารกิจที่ให้รับนั้นจะเป็นภารกิจในเขต A ทั้งหมด แล้วก็จะเป็นภารกิจที่มีค่าเฉลี่ยยากง่ายพอๆกันทั้งหมด เนื่องจากเป็นภารกิจที่นับจำนวน ไม่ใช่การสะสมแต้มความยากง่าย ดังนั้นไม่ว่าจะรับภารกิจไหน ก็จะถูกนับเป็น 1 ภารกิจนั่นเอง
ในชั้นปีที่ 2 นี้ จะต้องรับภารกิจอย่างน้อย 10 ภารกิจ ไม่ถือว่ายากเกินไปและก็ไม่ถือว่าง่ายเกินไปในสถานการณ์ปกติ อย่างไรก็ตาม...เมื่อเป็นสถานการณ์อย่างทุกวันนี้ที่มีพวกกลุ่มอิทธิพลมากมายเข้ามาสร้างความยุ่งยากด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถาบันจะเป็นกังวลเกี่ยวกับมันอยู่บ้าง ถึงกับเพิ่มจำนวนของผู้เข้าร่วมภารกิจให้มากขึ้นกว่าเดิม
ยกตัวอย่างสองภารกิจนี้ แต่เดิมแล้วเป็นภารกิจที่ให้นักเรียนรวมกลุ่มกันไม่เกิน 5 คนเท่านั้น เวลานี้ยังปรับเป็นให้นักเรียนรวมกลุ่มได้ถึง 10 คน ถือเป็นการอะลุ่มอล่วยให้ไม่น้อยแล้ว
ไม่ใช่แค่นักเรียนชั้นปีที่ 2 ที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ เพราะนักเรียนชั้นปีอื่นๆเองก็เหมือนกัน ถึงอย่างนั้น...การเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมภารกิจให้ก็ยังไม่ได้หมายความว่านักเรียนจะปลอดภัยเสมอไป ยังมีข่าวออกมาเรื่อยๆว่าพวกรุ่นพี่ที่รับภารกิจไปเผชิญหน้ากับคนบางกลุ่มแล้วได้รับบาดเจ็บหนักกลับมา ทำเอาผู้รับภารกิจจะต้องคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนกันหลายรอบกว่าจะยอมออกไปทำภารกิจข้างนอกนั่น
“ภารกิจทั้งสองนี้พวกเราจะไปทำพร้อมกันเลย ให้ทุกคนเตรียมพร้อมในอีก 3 วันข้างหน้า พยายามเอาอุปกรณ์ป้องกันตัวเองไปให้ได้มากที่สุดนะ ฉันได้ยินมาจากรุ่นพี่ว่ามีพวกไม่ดีรอซุ่มโจมตีเพื่อแย่งทรัพยากรจากพวกเรา บางกลุ่มก็ขับไล่พวกเราออกจากพื้นที่ล่าด้วย”
เมื่อตัดสินใจว่าจะออกไปทำภารกิจวันไหนแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเตรียมความพร้อมทันที ซูหยวนเป็นหนึ่งในนั้น เธอหาซื้อยาที่หลากหลายมากขึ้น อยากจะรู้เหมือนกันว่าสถานการณ์เขต A ตอนนี้เป็นยังไงบ้างแล้ว นี่ก็นานแล้วที่เธอไม่ได้ติดตามสถานการณ์ของพ่อตัวเอง
ระหว่างสามวันนี้เธอยังคงช่วยเหลือนักเรียนทุนทั้งสองเพื่อดูแลแปลงเพาะปลูกของพวกเขา แน่นอนว่าแค่ 2 วัน ซานหยางก็มองเห็นความหวังใหม่ เนื่องจากแปลงเพาะปลูกของเขาเริ่มมีใบอ่อนของต้นผักงอกขึ้นมา หลังจากที่มันไม่เคยมีวี่แววมาก่อน ส่วนนักเรียนถงเฟยก็ยังใช้เวลาไปกับการปรับสภาพดินตามที่ซูหยวนแนะนำ
พอเข้าวันที่สาม ซูหยวนก็ลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตบรอกโคลี่ในแปลงเพาะปลูกของตนเองแล้ว
เนื่องจากตอนที่เธอพูดคุยกับอาจารย์วิชาเกษตรนั้น ไม่ได้มีความคิดปิดบังเกี่ยวกับวันเก็บเกี่ยวผลผลิตเลย ดังนั้นนักเรียนในชั้นปีที่ 2 จึงรับรู้เกี่ยวกับมันทั้งหมด พวกเขาทำทีว่าไม่ได้อยากรู้อยากเห็น แต่กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ทำเอาซูหยวนต้องลอบยิ้มให้กับสถานการณ์นี้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกกัน ถึงอย่างนั้นก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็นความสำเร็จของศัตรูอยู่ดี นี่คงจะเป็นสัจธรรมของมนุษย์ไปเสียแล้ว เธอคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงรักษาความสงบของตนเองได้เหมือนเดิม
“เร็วเข้า อาจารย์เตรียมกล่องสำหรับใส่บรอกโคลี่ให้เรียบร้อยแล้ว หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จก็รีบเอาใส่กล่องเลยนะ จะได้รักษาคุณค่าทางอาหารเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ถ้าจัดการเร็วล่ะก็...มันจะไม่มีสารพิษแทรกซึมเข้าไปได้”
“อ้อ แล้วนักเรียนอันรู้วิธีเก็บเกี่ยวบรอกโคลี่แล้วใช่ไหม ต้องระวังไม่ให้โดนดอกมันมากเข้าใจไหม เพราะถ้าโดนดอกมันมากเข้าอาจจะทำให้ดอกในร่วงออกมาได้ แล้วก็จะเสียน้ำหนักของมันไป นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายเลยทีเดียว”
“แล้วก็ต้องระวังไม่ให้โดนใบห่อดอกด้วยนะ ถ้าใบห่อดอกเสียไป บรอกโคลี่พวกนี้จะเก็บได้ไม่นานนัก มูลค่าของมันจะลดลงไปด้วย ขั้นตอนนี้ก็สำคัญเหมือนกัน พวกมันอุตส่าห์เติบโตมาอย่างดี อาจารย์ไม่อยากให้เสียไปเพราะเรื่องง่ายๆพวกนี้”
อาจารย์วิชาเกษตรเป็นห่วงมากกว่าใคร ถ้าเขาสามารถเข้าไปจัดการพวกมันได้ด้วยตัวเองก็คงจะทำไปแล้ว บรอกโคลี่ที่งดงามพวกนี้สมควรได้รับการดูแลในขั้นสุดท้ายให้ดีที่สุด
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของคนเป็นอาจารย์ นักเรียนหลายคนก็ลอบเบะปาก พวกเขาแค่ได้เก็บเกี่ยวก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แทนที่อาจารย์จะช่วยแนะนำพวกเขาให้มากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการเพาะปลูก กลับสนใจกับแปลงเพาะปลูกของอันซูหยวนคนเดียวเท่านั้น นี่ไม่เรียกว่ารักลูกลำเอียงหรอกหรือ?
แน่นอนว่าพวกเขาไม่เคยคิดย้อนถึงสิ่งที่ตนเองเคยทำมาก่อนเลย ทุกวันอาจารย์สอนเหมือนกันทั้งหมด แล้วจะคอยเข้าไปดูแปลงเพาะปลูกของนักเรียนทุกคน แต่พวกเขาเคยเอาคำแนะนำตนเองไปใช้หรือเปล่าล่ะ?
บ้างก็บ่นว่าวิธีการแบบนั้นเหนื่อยเกินไป บ้างก็บอกว่าวิชาเกษตรเป็นวิชาที่ต้องใส่ใจขนาดนั้นเลยหรอ? หนักสุดก็บอกว่าการเพาะปลูกไม่ใช่แค่การโยนเมล็ดลงไปหรือไง จากนั้นก็แค่รอมันโต ใส่สารอาหารให้มันก็เสร็จแล้ว ทำเอาอาจารย์ประจำวิชาได้แต่ลอบกำหมัด นึกอยากจะตีเด็กพวกนี้สักสองสามที ถ้าไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ในการสอนนักเรียนของเขาก็คือการมอบโอกาสให้อนาคตให้พวกเด็กๆ บางทีเขาก็คงจะออกจากสถาบันแห่งนี้แล้วไปอยู่ในสถาบันเกษตรกรไปแล้ว
…………………