LNCrawler

บทที่ 203 ประธานสภาฯผู้มอดไหม้ (อ่านฟรี 26 ก.ย. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 203 ประธานสภาฯผู้มอดไหม้ (อ่านฟรี 26 ก.ย. 68)

บทที่ 203 ประธานสภาฯผู้มอดไหม้

 

“เฮ้อ ฉันไม่อยากทะเลาะกับนายหรอกนะท่านประธานสภาฯ ดูให้ดีอีกครั้ง รายชื่อของนักเรียนที่ได้อันดับหนึ่งนั่นน่ะ ดูว่าเธอมาจากไหน แล้วทำคะแนนได้เท่าไรใน 2 เดือนที่ผ่านมา” คนเป็นรองประธานสภาฯเก็บมือของตนเองกลับไป แม้จะอยากทุบตีคนมากแค่ไหน แต่อีกฝ่ายก็เป็นแบบนี้เพราะเขาด้วยส่วนหนึ่ง

            

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ มีการเลือกคนเข้ารับตำแหน่งประธานสภาเกษตรกร ตัวเขาถูกเสนอชื่อพร้อมกับเพื่อนคนนี้ แต่ตัวเองไม่อยากเป็นตำแหน่งประธาน ดังนั้นจึงขอให้เพื่อนรับตำแหน่งแทน ตอนนั้นยังบอกว่าถ้าอีกฝ่ายเป็นประธานสภาล่ะก็...คงจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาวงการเกษตรกรไปได้อีกหลายขั้น ทั้งยังรับปากว่าจะช่วยเหลือเต็มที่

            

คิดไม่ถึงเลยว่างานของประธานสภาจะไม่เหมือนกับรองประธานสภาฯ ปรากฏว่างานของประธานกลับเต็มไปด้วยเอกสาร ไม่ใช่แค่นั้น....แต่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรและเหล่าเกษตรกรนั้นทำได้ยากมาก ท้ายที่สุด...ปัญหาที่รุมเร้าก็ค่อยๆเปลี่ยนให้ประธานสภาฯกลายเป็นคนสิ้นหวังกับการใช้ชีวิต

            

ตัวเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะดูแลแปลงเพาะปลูกของตนเอง ต้องฝากฝังให้รองประธานสภาฯซึ่งเป็นเพื่อนสนิทอย่างเขาช่วยจัดการให้ ซึ่งเมื่อไรที่เกษตรกรผู้รักการเพาะปลูกไม่ได้เข้าแปลงเพาะปลูกของตนเอง วันนั้นก็คือวันที่พวกเขาไม่ถือว่าเป็นเกษตรกรที่ดีอีกต่อไปแล้ว

            

ลึกๆในใจของประธานสภาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ตัวเขาอยากลาออกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็พบว่างานที่พยายามทำมาทั้งหมดอาจจะเสียเปล่าไปด้วย ดังนั้นจึงยื้อเวลาเอาไว้ และแน่นอนว่าผลลัพธ์ก็เหมือนทุกวันนี้ เขาได้ลืมไปแล้วว่าที่จริงตัวเองมาทำงานในฐานะประธานสภาฯเพื่ออะไร

 

“นักเรียนอันดับหนึ่งงั้นหรอ...” คนมองดูรายละเอียดอีกครั้ง ตอนแรกไม่ได้คิดว่ากระดานจัดอันดับนี้จะมีอะไรเป็นพิเศษ ก็คงจะเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา รอจนกว่าจะครบปี เขาถึงจะมีหน้าที่ไปมอบรางวัลให้ผู้ได้อันดับหนึ่งของชั้นปีที่ 2 และถือโอกาสนั้นเชิญชวนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานกับสภาเกษตรกรด้วย

            

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกรองประธานผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและสหายของตนเองพูดย้ำถึงความสำคัญของมันอีกครั้ง เขาก็ได้ไล่ตรวจสอบรายละเอียดใหม่ จากดวงตาเฉยเมยค่อยๆเปลี่ยนเป็นดวงตาประหลาดใจ

 

“เป็นไง...”

 

“คนที่ทำคะแนนได้ 54 คะแนนใน 2 เดือนคือนักเรียนจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง? ผลคะแนนนี้ไม่มีข้อผิดพลาดใช่ไหม”

 

“แน่นอน ฉันเป็นคนไปตรวจสอบด้วยตัวเอง”

 

“หืม...ชื่อนี้คุ้นๆอยู่บ้างนะ” 

 

“ฮ่าๆ ใช่แล้ว เป็นชื่อของนักเรียนชั้นปีที่ 2 ที่ผ่านเป็นเกษตรกรระดับเริ่มต้นคนนั้นไง ที่ทำลายประวัติศาสตร์อัจฉริยะของทุกๆปีน่ะ ที่ฉันเล่าให้ฟังครั้งก่อนว่าสามารถยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของแปลงเพาะปลูกได้ง่ายๆ”

 

“อืม ก็คิดอยู่ว่าชื่อคุ้นแปลกๆ เด็กคนนี้ด้วยใช่ไหมที่เพาะปลูกบรอกโคลี่นอกฤดูกาลได้คนนั้น”

 

“ใช่แล้ว เด็กคนนี้นี่แหละ” รองประธานสภาฯกล่าวยืนยัน รอยยิ้มภาคภูมิใจของเขาปรากฏเต็มใบหน้า ทำราวกับว่าซูหยวนก็คือลูกนอกสมรสของเขาเสียเอง

 

“อืม เป็นเด็กที่น่าสนใจจริงๆ แล้วเอาเรื่องนี้มาบอกฉันทำไม เด็กที่มีพรสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นได้ตลอด ปีนี้มีหนึ่งคน ปีหน้าก็อาจจะมีอีกก็ได้ ฉันไม่ได้มีเวลามากขนาดที่จะสนใจเด็กมีพรสวรรค์จากทุกๆปีหรอกนะ งานที่ฉันพยายามทำอยู่ตอนนี้ยังไม่คืบหน้าไปไหนเลย มีเรื่องอีกมากที่ยังปวดหัวอยู่”

 

“ก็เพราะรู้แบบนั้นไง ถึงได้มาหานาย”

 

“หมายความว่ายังไง?”

 

“งานที่กำลังทำอยู่ ต่อให้คิดยังไงก็คิดไม่ออกใช่ไหม? ทำไมไม่ลองไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างล่ะ บางทีอาจจะได้แนวคิดแบบใหม่ที่นายไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายจะได้อะไรกลับมาบ้างไหม แต่การที่นายยังอยู่ที่นี่เหมือนซากศพ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

 

“...............” เห็นเพื่อนของตนเองวิพากษ์วิจารณ์การทำงานหนักที่ผ่านมา เขาก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมายืดยาว เพราะอีกฝ่ายก็พูดได้ถูกต้องจริงๆ

            

เขาคิดหาทางแก้ไขไม่ได้ ต่อให้อยากจะโยนเงินลงไปก็ยังคิดว่าผลลัพธ์ที่ออกมามันคงจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ทุกๆปีรัฐบาลกลางออกคำสั่งให้องค์กรเกษตรกรเพิ่มความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์เกษตรให้มากขึ้น ผ่านมาแล้ว 5 ปีที่เขาได้ตำแหน่งประธานสภาฯ ผลลัพธ์ก็ยังตกเกณฑ์เหมือนเดิม ยิ่งเทียบกับเป้าหมาย นับวันๆก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ....

 

“มาเถอะ ก็แค่วันเดียว ฉันนัดกับนักเรียนอันซูหยวนเอาไว้ คุยกันว่าจะพาเธอไปที่แปลงเพาะปลูกขององค์กรส่วนที่ฉันรับผิดชอบ เวลานั้นนายก็ไปด้วยกันเลยสิ ถือว่าไปตรวจสอบผลผลิตของปีนี้ด้วยเป็นไง”

 

“เอางั้นก็ได้” ถึงจะคิดอยู่พักใหญ่ๆ แต่สุดท้ายคนก็ยังพยักหน้ายอมรับอยู่ดี ดังนั้นในตอนที่ซูหยวนไม่รู้ตัว อีกไม่กี่วันหลังจากนี้ เมื่อเธอได้นัดพบกับรองประธานสภาฯ จะมีคนที่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรติดตามมาพูดคุยกับเธอด้วย

            

แน่นอนว่าการพูดคุยนี้ ยังต้องรอให้ซูหยวนทำภารกิจทั้ง 2 ของสถาบันเกษตรกรให้ผ่านเสียก่อน ซึ่งวันรุ่งขึ้นก็เป็นเวลานัดหมายแล้ว นักเรียนทั้ง 8 คนรวมตัวกัน ซูหยวนเป็นเหมือนศูนย์กลางของทุกคนไปแล้ว ถ้าเธอไม่บอกให้เคลื่อนไหว เพื่อนๆทุกคนก็ยืนอยู่รอบๆเช่นนั้น

            

ครั้งนี้ซูหยวนแบกพลั่วสีดำของตนเองและธนูเพลิงไปด้วย อาจารย์เติ้งเพิ่งจะกลับมาที่สถาบันพร้อมกับรุ่นพี่หวังเป่าเป้ย เมื่อเช้าวันนี้ ซูหยวนเข้าไปทักทายพวกเขาทั้งสองคนแล้ว ซึ่งอาจารย์เติ้งก็ได้ให้คำเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลุ่มอิทธิพลมืดกำลังก่อตัวกันคุกกรุ่น เขาได้ข่าวมาจากกองทัพว่าอีกไม่นานก็คงจะมีการต่อสู้กันแล้ว ดังนั้นอยากจะให้ซูหยวนทำภารกิจให้เสร็จแล้วรีบกลับเข้าสถาบันภายใน 7 วันนี้

            

ซูหยวนรับปากเขา เธอมั่นใจว่าตัวเองทำภารกิจสองอย่างนี้ไม่น่าจะใช้เวลามากเกินไป แต่ก็ยังเอาเรื่องนี้ไปบอกกับเพื่อนในกลุ่มด้วย จูหลิวหลี่เองก็พยักหน้า เธอได้รับคำเตือนจากคนที่พ่อส่งมาเช่นกัน บอกว่าสถานการณ์ช่วงนี้ไม่ปกตินัก อยากจะให้เธอซ่อนตัวอยู่ในสถาบันให้ดี

            

แม้ว่าการออกไปทำภารกิจจะเป็นสิ่งจำเป็น ถึงอย่างนั้นชีวิตของพวกเธอก็ยังสำคัญกว่า อีกอย่าง...มีกลุ่มอันธพาลบางกลุ่มที่ตั้งเป้ามายังลูกหลานตระกูลมีชื่อเสียงเพื่อเรียกเงินค่าไถ่ พวกมันกำลังจะเริ่มสงคราม ดังนั้นเพื่อที่จะได้รับทรัพยากรในเวลาอันสั้น มีแค่วิธีนี้เท่านั้นแล้ว

            

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ลูกหลานตระกูลใหญ่จะไม่ยอมออกไปทำภารกิจกัน ไม่ใช่แค่สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเท่านั้น แม้แต่สถาบันอื่นๆก็อยู่ในสถานการณ์นี้ทั้งหมด ดังนั้นในพื้นที่ล่าช่วงนี้จึงไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก

 

“พวกเราจะต้องทำภารกิจทั้งสองให้เสร็จก่อน 3 วัน สำหรับการล่าโคเขาแหลมกลายพันธุ์ ฉันมั่นใจว่าวันเดียวก็จัดการได้แล้ว ถึงอย่างนั้น...ฉันก็อยากให้ทุกคนลองทำมันด้วยตัวเองบ้าง ระหว่างนั้น...ฉันจะลองช่วยปรับวิธีการต่อสู้ให้ด้วย ถ้าพวกเธอไม่รังเกียจ” 

 

ซูหยวนพูดด้วยสายตาเรียบนิ่ง เธอไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการล่าพวกกลายพันธุ์มากนัก ทว่า...การที่เธอต้องล่าเองทั้งหมด จะเป็นการทำร้ายพวกเพื่อนๆทางอ้อมมากกว่าที่จะเป็นผลดี ดังนั้นจึงได้พูดออกไปแบบนี้ และพวกเพื่อนๆทั้ง 7 ก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

            

ถึงทุกคนจะมีอาจารย์ที่ดีของตนเอง แต่พวกเขาก็ไม่ได้ลงพื้นที่ล่าเพื่อมาชี้แนะให้แบบนี้ ดังนั้นถ้าซูหยวนจะช่วยเหลือ ทุกคนก็รู้สึกขอบคุณมาก

            

ส่วนเรื่องภารกิจ มีอันซูหยวนที่ล่าพวกกลายพันธุ์ได้เป็นพันๆตัวในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ย่อมไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร ปัญหาตอนนี้มีแค่พวกเธอต้องรีบทำภารกิจให้เสร็จ ใช้เวลา 3 วันที่ซูหยวนมอบให้เพื่อพัฒนาตัวเองให้มากที่สุดก็เท่านั้น

            

เมื่อรู้ว่างานของตนเองคืออะไร ทั้ง 7 คนก็ติดตามซูหยวนไปลงพื้นที่ พนักงานที่ตรวจสอบการเข้าออกของนักล่ามองพวกเธอด้วยสายตาซับซ้อน เขาอดไม่ได้ที่จะเตือนพวกเธอสักคำสองคำ 

 

“นักเรียน อย่าพยายามเข้าใกล้กลุ่มนักล่าอื่นๆ แล้วก็อย่ามีปัญหากับพวกเขา แม้ว่าพวกเธอจะมั่นใจในฝีมือของตัวเองมาก แต่ที่นี่ไม่ใช่สถาบัน ไม่ใช่การแข่งขันที่ยุติธรรม กลยุทธ์และวิธีการต่อสู้มีมากมาย พวกเธอก็อาจจะตามไม่ทันก็ได้”

 

“เข้าใจแล้วค่ะ” เห็นว่าผู้ตรวจสอบเป็นห่วงจากใจจริง พวกเธอก็ขอบคุณเขากลับไป ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ เพราะหลังจากนี้พวกเธอต้องเพ่งสมาธิไปที่การล่าเท่านั้น

 

“แผล็บๆ ซู้ด...มีนักเรียนตัวน้อยมาอีกแล้วหรอเนี่ย ช่วงนี้เห็นนักเรียนหายไปหมด ก็คิดว่าสถาบันจะสั่งห้ามรับภารกิจแล้วซะอีก จุ๊ จุ๊ จุ๊ หรือว่าพวกเธอเป็นเด็กดื้อกันนะ สถาบันสั่งห้ามแล้วแต่ก็ยังดื้อมาหรือเปล่า” เสียงแหลมของนักล่าคนหนึ่งที่นั่งชิดอยู่กับขอบเขตล่าดังขึ้น ทำเอาพวกนักเรียนขนลุกเกรียว

            

สายตาของเขาเหมือนกับกำลังมองของเล่น ท่าทางข่มขู่แบบนั้นไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าแสดงมันออกมาทั้งๆที่อยู่ในสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้

 

“เด็กดื้อจะโดนลงโทษนะ รู้ไหม...เด็กดื้อต้องถูกลงโทษอย่างหนักเลยนะ ทางที่ดี...เชื่อสถาบันดีกว่า” อีกฝ่ายลุกขึ้นมา ในมือถือมีดสั้นเล่มหนึ่งชี้มาทางกลุ่มนักเรียนด้วย

 

“อย่าเข้ามา!” นักเรียนหญิงถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความกลัว อีกฝ่ายเหมือนกับพวกโรคจิตไม่มีผิด ทั้งหน้าตาและท่าทาง ทำเอาพวกเธอตัวสั่นไปหมดแล้ว

 

“ถ้าเข้ามา...ฉันจะโจมตีแล้วนะ” เพื่อนนักเรียนหญิงอีกคนเอากระบองคู่ของตัวเองขึ้นมา ถ้าอีกฝ่ายก้าวเข้ามาแม้เพียงก้าวเดียว เธอจะโจมตีจริงๆแล้ว

 

“พอได้แล้ว อย่าแกล้งเด็กๆไปมากกว่านี้” 

            

ในตอนที่พวกนักเรียนกำลังสั่นกลัว เสียงทุ้มของบุรุษคนหนึ่งก็ดังขึ้น หยุดไม่ให้ชายที่มีหน้าตาเหมือนคนโรคจิตข่มขู่นักเรียนไปมากกว่านี้

 

“ว้า ทำไมมาเร็วจัง อดเล่นสนุกเลย”

 

“ไปกันได้แล้ว อย่าสร้างความวุ่นวายที่นี่”

 

“อะไรกัน? ฉันสร้างความวุ่นวายที่ไหน ก็แค่เตือนเด็กๆพวกนี้เท่านั้นว่าอย่าดื้อ ถ้าสถาบันห้ามไม่ให้ทำภารกิจแล้วก็ควรจะเก็บตัวอยู่ที่ห้องเรียนสิ ทำไมยังมาที่เขตล่านี่อีก ดูสิ...แค่ฉันพูดไม่กี่คำ พวกเขาก็กลัวกันแล้ว ถ้าเจอไอ้พวกสารเลวพวกนั้นจริงๆ ไม่ขวัญหนีดีฝ่อกันเลยรึไง”

 

“สถาบันไม่ได้ยกเลิกภารกิจ ฉันตรวจสอบแล้ว”

 

“อะไรนะ? สถาบันพวกนี้ดื้อดึงเกินไปแล้วจริงๆ แบบนี้ก็จะมีเหยื่ออีกเยอะเลยน่ะสิ”

 

“เรื่องนี้โทษสถาบันไม่ได้ ต้องโทษที่สถาบันศึกษากลาง พวกเขายังไม่ยกเลิกหรือเลื่อนข้อกำหนดในการผ่านชั้นปีที่ 2 ให้พวกนักเรียน สถาบันเองก็ไม่กล้าที่จะออกกฎมาโดยไม่มีคำสั่งอยู่ข้างหลัง เพราะถ้านักเรียนไม่ผ่านชั้นปีที่ 2 จำนวนมาก พวกเขาก็รับมือไม่ไหว”

 

“เฮ้อ ไอ้พวกนั้นมันไม่รู้รึไงว่าสถานการณ์ตอนนี้มันอยู่ในระดับไหนแล้ว ยังจะคิดง่ายๆกันอยู่ได้”

 

“ไปได้แล้ว ไม่ใช่เวลามาบ่น”

 

“ก็ได้ แต่ว่า....” ชายคนที่น่ากลัวเมื่อครู่หันมามองยังกลุ่มนักเรียนอีกครั้งก่อนจะแสยะยิ้มที่น่ากลัวเหมือนเดิมออกมา

 

“ระวังตายกันด้วยล่ะ” เขาบอกแบบนั้นแล้วก็โบกมือหายกันไป คำเตือนนี้มีทั้งความเป็นห่วงและการข่มขู่ด้วย พวกนักเรียนที่ได้ฟังไม่รู้สึกยินดีกันเลยสักนิด ทุกคนลอบมองหน้ากัน ปรากฏว่าไอ้คนโรคจิตนั้นเป็นทหารหรอกหรอ? 

            

ตัวเขาไม่สวมเครื่องแบบ แต่เพื่อนที่เข้ามาขวางไว้สวมชุดทหารเต็มยศ ถึงอย่างนั้น...ทหารมีท่าทางโรคจิตแบบนั้นได้ด้วยหรอ? เขาดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าคนร้ายอีก

 

“พะ พวกเราจะยังเข้าไปในพื้นที่ล่าไหม” นักเรียนหญิงคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความกลัว

 

“ฉันได้ทั้งนั้น แล้วแต่พวกเธอเลย” ซูหยวนยักไหล่ ถ้าทุกคนอยากเข้า เธอก็เข้าไปได้ แต่ถ้าอยากยกเลิกก็ไม่ติดปัญหาเช่นกัน ถึงอย่างนั้น...เธอก็ปล่อยให้ทุกคนกลับไปได้ ในขณะที่เธออาจจะรั้งอยู่เขตล่าสักสองสามวันเพื่อพูดคุยกับพ่อของตัวเองเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เขตล่านี้

            

เธอตรวจสอบได้ว่าพ่อของเธอกำลังอยู่ในพื้นที่ล่าใกล้ๆนี้ พวกเขาเองก็คงจะระวังตัวเหมือนกัน ไม่เข้าพื้นที่ลึกเกินไป หากอยู่รอบๆนี้ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น แค่ทำลายลูกแก้วก็จะมีพนักงานและทหารมากมายเข้าถึงตัวในไม่กี่วินาที

 

“ภารกิจสองอย่างที่พวกเรารับมามีเวลาแค่ 10 วันนะ ถ้าไม่รีบทำตอนนี้ ก็ต้องมาทำภายหลังอีกทีอยู่ดี แล้วก็...ถ้าทำไม่สำเร็จ พวกเราก็จะถูกทำให้คะแนนติดลบ แบบนั้นไม่ดีแน่”

 

“นั่นน่ะสิ ใช้โอกาสที่ยังไม่เกิดเรื่องรีบทำภารกิจให้เสร็จดีกว่า”

 

“อืม ลองดูกันไหม อย่างน้อยๆก็ล่าพวกโคเขาแหลมกลายพันธุ์ให้ได้เสียก่อน ถ้ามีปัญหาก็รีบออกมา ทำภารกิจเสร็จไป 1 อีกหนึ่งไม่เสร็จก็จะยังไม่ติดลบนะ”

 

“ใช่ ฉันก็คิดเหมือนกัน” เมื่อทุกคนปรึกษากันแล้ว ผลก็คือพวกเขาจะไม่ล้มเลิกการเข้าพื้นที่ล่าวันนี้ แต่จะอยู่ในเขตล่ารอบนอกแทนเพื่อความปลอดภัย

            

ซูหยวนเห็นทุกคนตัดสินใจแบบนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงเดินตามพวกเขาไปเงียบๆ เข้าพื้นที่ล่าซึ่งมีบรรยากาศกดดันต่างไปจากก่อนหน้านี้เยอะมาก

 

 

………………………………….