บทที่ 209 ยุติ (อ่านฟรี 2 ต.ค. 68)
บทที่ 209 ยุติ (อ่านฟรี 2 ต.ค. 68)
บทที่ 209 ยุติ
เนื่องจากการเปิดเผยตัวของอันซูหยวน พวกทหารที่ทำภารกิจต่างก็เหมือนได้กินยาชูกำลัง พวกเขาตื่นเต้นกันมากที่จะทำภารกิจหลังจากนี้ หลายคนยังแอบมองซูหยวนอยู่ตลอดเวลา พวกเขาอยากเห็นว่าอัจฉริยะตัวน้อยเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองอย่างไรบ้าง ยิ่งได้เห็นความสามารถของเธอเป็นประจักษ์แก่สายตา ก็สามารถเอาไปพูดให้ครอบครัวฟังได้เป็นสิบๆรอบ
เห็นการแสดงออกนี้ พวกนักเรียนต่างก็อึดอัด โชคดีที่ซูหยวนไม่เป็นแบบนั้น เพราะเธอเคยชินกับการถูกจ้องมองโดยเพื่อนร่วมงานหรือรุ่นน้องในบริษัทหลายปีแล้ว บางคนก็มองด้วยสายตายกย่อง บางคนมองด้วยความเกลียดชัง สารพัดความคิดของพวกเขา หากเธอใส่ใจไปหมดทุกการแสดงออก จะต้องทำให้เป็นโรคประสาทก่อนแน่
การแสดงออกที่สงบของเด็กสาวยิ่งทำให้ได้รับความชื่นชมมากขึ้น อีกทั้งซูหยวนก็สามารถทำภารกิจนี้ได้ดี เธอสังหารพวกกลายพันธุ์โดยที่พวกมันยังไม่ทันเข้าใกล้ด้วยซ้ำ จากเดิมที่มีความเสี่ยงในการทำภารกิจมาก ครานี้พวกทหารกลับทำงานกันอย่างสบายใจ มีคนกระทั่งจับกลุ่มพูดคุยเล่นกันด้วยซ้ำ
ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกับความคุกกรุ่นของสถานการณ์ที่ปรากฏขึ้นจริงๆ....
หลังจากที่เหตุการณ์เรื่องการแตกฮือของพวกแมลงปีกแดงกลายพันธุ์แล้ว เขต A ก็ไม่ได้มีปัญหาอื่นๆอีก กำลังหลักของพวกอิทธิพลมืดวนเวียนอยู่รอบๆพื้นที่ล่า พวกมันไม่ออกมาให้ทหารจับตัว ดังนั้นนักเรียนจึงทำภารกิจกันอย่างปลอดภัย
จนกระทั่งผ่านไปเกือบ 1 สัปดาห์ ในที่สุดก็มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการผลลัพธ์ของการต่อสู้ระหว่างพวกกลุ่มอิทธิพลมืดแพร่กระจายออกมา
ปรากฏว่าทั้งสองกลุ่มสะบักสะบอมไปไม่น้อย เดิมทีพวกเขาจะฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม...ความรุนแรงของการต่อสู้นี้กระทบเป็นวงกว้าง สุดท้ายแล้วมีกลุ่มอิทธิพลมืดกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหว มาเป็นตัวกลางเพื่อหยุดพวกเขาท่ามกลางความเสียดายของทุกคน
ไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มอิทธิพลมืดที่เคลื่อนไหวนั้นคือกลุ่มอิทธิพลไหน รู้แค่ว่าเมื่อพวกเขาส่งเสียงออกมา การต่อสู้ทั้งหมดก็จบลงอย่างง่ายดาย เพราะแบบนี้...ตัวตนของพวกเขาก็กลายเป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้าง
เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากการต่อสู้ของพวกเขาจะหยุดลงแล้ว พวกเขาทั้งสองกลุ่มใหญ่อย่างกลุ่มราชาเสือและกลุ่มความหวังสุดท้ายยังต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับกลุ่มอื่นๆที่ได้รับความเดือดร้อนจากความขัดแย้งของกลุ่มแขนเสื้อราชาและกลุ่มสีหมอกซึ่งเป็นกลุ่มลูกได้ก่อขึ้นด้วย
เรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้ทุกคนสนใจ การที่ใครก็ไม่รู้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วมีอำนาจเหนือกลุ่มใหญ่ทั้งสอง ถึงกับตัดสินให้พวกเขาจ่ายค่าชดเชยก็ยังทำได้ จำเป็นต้องเป็นคนใหญ่คนโตขนาดไหน....ตัวตนของเขาจึงกลายเป็นภารกิจลับพิเศษที่กองทัพต้องการตรวจสอบ แม้แต่ซูหยวนก็ยังเคยเห็นภารกิจนี้ผ่านตาในภายหลังเลย
สถานการณ์นี้จบลงไปง่ายๆแบบนั้นเลย ซึ่งทำให้ภารกิจที่พวกนักเรียนได้รับมาต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย เดิมทีแล้วพวกเขาต้องทำภารกิจปกป้องเขตปลอดภัยเป็นเวลา 10 วัน แต่เนื่องจากทำภารกิจมาแล้ว 6 วัน การต่อสู้ก็จบลง ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นภารกิจฟื้นฟูเขตพื้นที่ล่าแทน
ด้วยการให้พวกนักเรียนติดตามไปกับทหาร ทำหน้าที่จัดการเก็บกวาดซากสัตว์และพืชกลายพันธุ์ รวมทั้งร่างของมนุษย์ที่ตกตาย เพื่อไม่ให้พื้นที่ล่าดึงดูดสัตว์กลายพันธุ์จากเขตอื่นๆเข้ามาเพื่อกินซาก หรือแม้แต่พวกสัตว์กลายพันธุ์ในพื้นที่ได้รับสารอาหารมากเกินไปจนยกระดับ
ผ่านไป 4 วันก็จัดการพื้นที่ไปได้หลายส่วนแล้ว จำนวนสัตว์กลายพันธุ์เขต A ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นภารกิจที่สถาบันได้รับมาก่อนหน้านี้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง
เพราะปัญหาเรื่องการแพร่พันธุ์และการขยายพันธุ์ของพวกกลายพันธุ์ลดจำนวนลงจนกลายเป็นจำนวนที่พวกเขาไม่ต้องกังวลไปพักใหญ่ๆ ดังนั้นแทนที่จะยุ่งอยู่กับการจัดการพวกกลายพันธุ์ นักเรียนก็ได้รับงานอื่นที่ร้องขอมาเป็นเวลานานเสียที
ภารกิจที่ 4 ของซูหยวนกับพวกเพื่อนๆจึงเป็นภารกิจในการช่วยเหลือองค์กรเกษตรกรเพื่อทำการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากจำนวนของผู้ใช้พลังงานมีน้อย และผู้ใช้พลังงานที่สนใจในการเพาะปลูกมีน้อยยิ่งกว่า ดังนั้นที่ผ่านมาปริมาณของพืชผักที่สามารถเพาะปลูกได้จึงมีจำกัดเนื่องจากแรงงานที่ต้องการไม่เพียงพอ
เพื่อรับแต้มภารกิจ แม้ว่าพวกนักเรียนจะไม่ชอบภารกิจที่ยุ่งอยู่กับการดูแลแปลงเพาะปลูก พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกมากนัก หลายคนเลี่ยงที่จะรับภารกิจจากองค์กรเกษตรกร ก็ต้องหันไปรับภารกิจจากหน่วยวิจัย หน่วยผลิตอาหารสังเคราะห์ หน่วยอาวุธ หน่วยแพทย์ และอื่นๆแทน ซึ่งล้วนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อพอกันทั้งหมด
เพื่อนๆของซูหยวนจึงได้โยนการตัดสินใจนี้มาให้เธอ และซูหยวนก็เลือกภารกิจจากองค์กรเกษตรกรนี้ ไม่ใช่เพราะเธอสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเพาะปลูกเท่านั้น แต่ภารกิจนี้มีผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก
ระยะเวลาทำงาน 10 วันเท่ากันกับภารกิจอื่นๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้ นอกจากจะได้รับคะแนนภารกิจจากสถาบันแล้ว ก็ยังได้รับสารอาหารบำรุงดินให้อีกด้วย ซึ่งของพวกนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำการเพาะปลูกของนักเรียนชั้นปีที่ 2 ดังนั้น...ไหนๆก็ต้องเสียเวลา 10 วันไปอยู่แล้ว สู้เอาภารกิจที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดย่อมดีกว่า
ที่สำคัญไปมากกว่านั้น ระหว่างที่ทำภารกิจนี้ ซูหยวนมีแผนที่จะให้พวกเพื่อนๆได้เรียนรู้วิธีการปรับปรุงคุณภาพดินอย่างง่ายไปด้วย
เนื่องจากภารกิจที่พวกเธอได้รับจากองค์กรเกษตรกรก็คือการพลิกหน้าดินจำนวน 40 แปลง นับเป็นจำนวนมากและน่าเบื่อ มันเป็นภารกิจสำหรับ 10 คน แบ่งให้ทำงานคนละ 4 แปลง แต่เนื่องจากการแยกกันไปทำงานจะทำให้น่าเบื่อ ดังนั้นทั้ง 8 คนจึงทำงานนี้ร่วมกัน
ซูหยวนเป็นตัวแทนในการรับเอาอุปกรณ์สำหรับการพลิกหน้าดินมาแจกจ่าย แปลงเพาะปลูกทั้ง 40 แปลงนี้เป็นแปลงเพาะปลูกที่เร่งการเก็บเกี่ยวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเนื่องจากความต้องการอาหารในช่วงสงครามมีมาก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเก็บเกี่ยวไม่ค่อยถูกต้องบ้าง
มีรากของพืชกลายชนิดหลงเหลืออยู่ ซึ่งมันจะเป็นงานยากของพวกเขา ดังนั้นซูหยวนจึงมอบหมายให้เพื่อนนักเรียน 2 คนทำหน้าที่จัดการรากและตอของผักเหล่านั้น เก็บเศษของพวกมันที่ถูกตัดออกเพื่อเอากลับไปทำปุ๋ยหมักที่จะเป็นประโยชน์ต่อแปลงเพาะปลูกของพวกเขาต่อ
หลังจากนั้นเพื่อนนักเรียนอีก 7 คนก็ทำหน้าที่ในการพลิกหน้าดิน อุปกรณ์ที่พวกเกษตรกรมอบให้เป็นอุปกรณ์พิเศษ จะต้องใช้พลังงานถ่ายเทเข้าไปเพราะนี่เป็นแปลงเพาะปลูกคุณสมบัติพิเศษ องค์กรเกษตรกรเอาไว้ใช้เพาะปลูกผักที่ให้พลังงานระดับสูง ทำให้ทุกขั้นตอนจะต้องใช้พลังงานถ่ายเทไป ไม่น่าแปลกใจเลยที่แปลงเพาะปลูกพวกนี้จะจัดการได้ยาก
เดิมทีแล้วพวกเขามีภารกิจเช่นนี้มอบให้นักเรียนจากสถาบันต่างๆอยู่เสมอ แต่มีแค่นักเรียนจากสถาบันเกษตรกรเท่านั้นที่สนใจรับภารกิจไป อีกทั้งนักเรียนจากสถาบันนี้มีข้อจำกัดในเรื่องพลังงานมาก พวกเขาไม่เหมือนนักล่าที่ยกระดับพลังงานของตนเองอย่างรวดเร็ว ไม่น่าแปลกใจที่การทำงานของพวกเขาจะเชื่องช้ายิ่งกว่า
ครั้งนี้เมื่อนักเรียนจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเข้ารับภารกิจของพวกเขา ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะทำให้ทุกคนตื่นเต้น
แปลงเพาะปลูก 40 แปลงก็ยังมีคนรับภารกิจไปจัดการ ในวันที่พวกเขาเริ่มทำงานวันแรกจึงมีคนมามุงดูเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกนักเรียนจากสถาบันเกษตรกรซึ่งรับภารกิจอยู่รอบๆพื้นที่เพาะปลูกขององค์กรเกษตรกรนั่นเอง
“คนพวกนี้รู้จักรับภารกิจที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติบ้างแล้วหรอ ปกติเห็นแต่ทำเรื่องไร้สาระอย่างการเอาชีวิตไปทิ้งตลอด” เสียงของนักเรียนคนหนึ่งดังขึ้น เขากอดอกมองกลุ่มนักเรียนจากสถาบันนักล่า แสดงท่าทางเย่อหยิ่งและเหนือกว่าออกมา
“เหอะ! พวกนี้ทำภารกิจก็เพราะไม่มีภารกิจล่าให้ทำมากกว่า ฉันได้ยินครอบครัวฉันพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าพื้นที่ล่าเขต A ถูกเก็บกวาดจนแทบจะหมดอยู่แล้ว”
“โอ้ แบบนี้ก็ยิ่งเป็นการยืนยันให้เห็นเลยไม่ใช่หรอว่าที่ทุกคนพูดกันก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง สุดท้ายแล้วโลกนี้จะเปลี่ยนไป และพวกที่มีความสามารถในการต่อสู้ก็ไม่จำเป็นอีก มีเพียงทักษะการเพาะปลูกของพวกเราที่จะทำให้มนุษย์รอดชีวิตและพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งได้”
“ใช่ ฉันเองก็รอวันที่จะได้เห็นวันที่มนุษย์ชาติไม่ได้เป็นแค่พวกบ้าคลั่งการต่อสู้เหมือนกัน ถึงเวลานั้น...คงจะมีคนมากมายต้องอกแตกตายแน่ๆ”
“ฮ่าๆ ตอนนี้ก็แค่เริ่มต้นเท่านั้นแหละ อีกไม่นานการใช้ชีวิตของทุกคนก็จะเปลี่ยนไป ตอนนี้ตระกูลพวกนักล่าได้รับความเคารพมาก แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องมาคุกเข่าให้พวกเราแทน”
เสียงพูดคุยของพวกนักเรียนจากสถาบันเกษตรกรไม่ได้เบาเลย กลับกัน...พวกเขาดูเหมือนอยากจะให้กลุ่มของซูหยวนที่กำลังทำงานได้ยินด้วยซ้ำ
“คนพวกนั้นพูดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ได้ น่ารำคาญจริงๆ”
“ก็นั่นน่ะสิ พวกเกษตรกรนี่จะเป็นศัตรูจองเวรกับนักล่าอย่างพวกเราให้ได้ใช่ไหม! ขนาดพวกที่ทำอาชีพอื่นก็ยังไม่อวดดีขนาดนี้เลย เจ้าพวกนั้นจะรู้ไหมว่าถ้าไม่มีทรัพยากรที่ได้จากการล่าของพวกเรา ตัวเองก็เพาะปลูกพืชพรรณจำนวนมากไม่ได้อยู่ดี ดูเอาเถอะ...แม้แต่สารอาหารบำรุงดินพวกนี้ก็มาจากพวกกลายพันธุ์ทั้งนั้น ยังจะพูดอวดดีกันอยู่ได้”
“ใช่ ที่สำคัญก็คือพวกนั้นอยู่ในเขตปลอดภัยแบบนี้ได้ก็เพราะนักล่าอย่างพวกเรา แล้วโลกนี้จะเปลี่ยนไปจนกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่ว่าจะต้องพึ่งพาพวกเรารึไง”
กลุ่มของจูหลิวหลี่พูดขึ้นมาด้วยความโมโห ซูหยวนเข้าใจทั้งสองฝั่งว่ากำลังคิดอะไรกันอยู่ ความขัดแย้งของพวกเขานี้เกิดจากพวกคนใหญ่คนโตที่ต้องการแย่งอำนาจกันทั้งนั้น หากมองในแง่ความจริงแล้ว...อาชีพของทุกคนก็เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่านั่นแหละ จะขาดฝ่ายไหนไปก็ไม่ได้ทั้งนั้น
น่าเสียดายที่พวกเขาถูกปลูกฝังกันมาแล้ว...
“ไม่ต้องสนใจหรอก รีบทำภารกิจกันเถอะ ฉันลองสอบถามผู้มอบภารกิจแล้ว ถ้าพวกเราจัดการ 40 แปลงเพาะปลูกนี้ได้เร็วก็ยังรับภารกิจต่อไปได้เลย ยังมีพื้นที่ที่ต้องการให้พวกเราพลิกดินอีกมาก บางทีในสิบกว่าวันนี้อาจจะได้คะแนนภารกิจ 2 คะแนน”
“โอ้ นั่นมันเยี่ยมไปเลย”
“ใช่ ไม่ต้องสนใจคำพูดไร้สาระแล้วรีบทำรีบส่งภารกิจกันเถอะ”
พวกนักเรียนต่างก็กระตือรือร้นเมื่อได้ยินคำพูดของซูหยวน การตั้งเป้า 10 วันเพื่อให้พลิกหน้าดินนั้นเป็นการคำนวณจากความสามารถพื้นฐานของนักเรียนที่เคยทำภารกิจมาก่อน ทว่า...ซูหยวนมั่นใจ สำหรับนักล่าอย่างพวกเธอที่มีค่าพลังงานมากกว่าปกติ อาจจะใช้เวลา 7 วันเท่านั้นในการพลิกหน้าดินทั้ง 40 แปลงนี้
“ทุกคนพยายามใส่พลังงานไปที่อุปกรณ์อย่างต่อเนื่องนะ จนกว่าพลังงานจะหมดแล้วค่อยหยุดพัก” ซูหยวนแนะนำ
ปกติแล้วการใช้พลังงานในพื้นที่ล่าของพวกเขา กฎอย่างหนึ่งก็คือการห้ามปล่อยให้ตัวเองพลังงานเหลือน้อยเกินไป อย่างน้อยๆต้องสำรองเอาไว้ 30 ส่วนเผื่อกรณีฉุกเฉิน ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องมียาฟื้นฟูระดับสูงเตรียมพร้อมเอาไว้ ทว่า...ในพื้นที่แปลงเพาะปลูกที่ปลอดภัย พวกเขาไม่ต้องทำแบบนั้นเลย
สาเหตุที่หญิงสาวมอบคำแนะนำแบบนี้ ก็เพราะเธอคุ้นเคยกับการฝึกฝนในฟาร์มของตน ซูหยวนพบว่าการที่ใช้พลังงานทั้งหมดไปแล้วฟื้นฟูอย่างเงียบสงบนั้นจะทำให้การเติมพลังงานเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ
ยกตัวอย่างเช่น ซูหยวนที่เพิ่มพลังงานอย่างรวดเร็ววันละ 0.25 หน่วย ครบ 1 เดือนเธอจะมีพลังงานเพิ่มขึ้นมา 7.5 หน่วย และ 1 ปีจะเป็น 90 หน่วย พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้จะทำให้การควบคุมมันค่อนข้างยาก แม้จะเป็นพลังงานบริสุทธิ์และค่อนข้างดี แต่หลังจากที่เปรียบเทียบกับพลังงานที่ผ่านการเพิ่มเสถียรภาพแล้ว ความแตกต่างของมันกลับเหมือนท้องฟ้ากับหุบเหว
ตอนที่รีดเร้นพลังงานออกมาเพื่อใช้ทักษะ พลังงานที่สมดุลนี้จะจัดการได้ง่ายมากเหมือนกับลมหายใจหนึ่ง แม้แต่การยกระดับพลังของตนเองไปเรื่อยๆก็ไม่มีปัญหา เวลาที่รับเอาพลังงานเพิ่มเข้ามาเธอจะไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนคนอื่นๆ ดังนั้น...เพื่อนนักเรียนทั้ง 7 ที่ดีต่อเธอ ซูหยวนจึงไม่ปิดบังวิธีการนี้แก่พวกเขา
สำหรับวิธีการนี้ พวกเกษตรกรเองก็ได้เปรียบเช่นกัน แต่ปัญหาของพวกเขาก็คือการสนใจแค่เรื่องการเพาะปลูกและถ่ายเทพลังานออก ไม่สนใจวิธีเพิ่มพลังงานไปด้วย ทุกครั้งที่พวกเขาได้รับแกนพลังงานจากพวกกลายพันธุ์ ของพวกนี้ก็มีความจำเป็นในการเพาะปลูกที่แปลงผักของตน ไม่น่าแปลกใจเลยที่พลังงานของพวกเขาจะค่อยๆเพิ่มทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้น
อีกอย่าง การเคลื่อนไหวร่างกายแค่ตอนอยู่ในแปลงเพาะปลูกเป็นการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า ไม่มีการขัดเกลาสัญชาติญาณรอบด้าน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ประสิทธิภาพในการรับรู้พลังงานของพวกเขาจะต่ำกว่านักล่าทั่วไป
แต่เดิมแล้วพวกนักเรียนไม่รู้ว่าซูหยวนคิดอะไร พวกเขาคิดแค่ว่าเธอต้องการเร่งทำภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น ถึงอย่างนั้นเพราะเชื่อใจซูหยวนเต็มที่ ทุกคนจึงปฏิบัติตามนั้น ใช้พลังงานทั้งหมดเพื่อเร่งการพลิกหน้าดิน หลังจากนั้นก็ล้มลงนอนแผ่หราไปกับพื้นดิน ช่วงเวลานั้นพวกเขาก็เปิดประสาทการดูดซับพลังงานอัตโนมัติของตนเองไปด้วยโดยไม่รู้ตัว แล้วก็พักผ่อนไปกับการฟื้นฟูนั้น
วันแรกไม่รับรู้ วันที่สองก็ยังไม่รับรู้ แต่เมื่อเข้าวันที่สาม...ในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบอะไรบางอย่าง
“รู้สึกเหมือนกันไหมว่าอุปกรณ์การเพาะปลูกพวกนี้ดูดซับพลังงานของพวกเราได้ดีขึ้น”
“อืม ฉันไม่คิดแบบนั้น แต่รู้สึกว่าตัวเองปล่อยพลังงานออกไปได้ดีขึ้นมากกว่า”
“ใช่ รู้สึกเหมือนกัน การทำงานดูจะง่ายขึ้นกว่าวันแรก หรือว่าฉันจะเข้าใจเทคนิคลับในการเพาะปลูกเสียแล้ว ฮ่าๆ”
“ตลกรึไง อย่างนั้นก็ไปเป็นเกษตรกรเหมือนพวกนั้นเลยสิ” เสียงของเพื่อนนักเรียนหยอกล้อกันเอง ทุกคนมีความสุขมาก สีหน้าก็ไม่บึ้งตึงเหมือนกับก่อนหน้านี้แล้ว บางคนถึงกับเริ่มฝึกการเคลื่อนไหวอย่างที่อาจารย์วิชาต่อสู้ได้ให้การบ้านมาด้วย
ซูหยวนมองภาพของเพื่อนนักเรียนทั้ง 7 ที่สนิทสนมกลมเกลียวกันมากขึ้นก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา เธอรู้สึกว่าไม่ใช่แค่พวกเธอเท่านั้นที่เปิดใจกันมากขึ้น แต่กับตัวเอง...ก็มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีเหมือนกัน
ไม่เหมือนกับชีวิตก่อนไปเสียทั้งหมด ชีวิตนี้...อาจจะเพราะได้เอาชีวิตเป็นเดิมพันในงานของตนเอง ดังนั้นทุกคนจึงเปิดใจให้กับคนที่ไม่ทอดทิ้งกันยามลำตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
ความไว้ใจกันก็เริ่มต้นขึ้นได้ที่นี่ ซูหยวนรู้สึกได้แบบนั้น...
……………………