LNCrawler

บทที่ 210 ยึดพื้นที่เขต A (อ่านฟรี 3 ต.ค.68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 210 ยึดพื้นที่เขต A (อ่านฟรี 3 ต.ค.68)

บทที่ 210 ยึดพื้นที่เขต A

 

“ประธานครับ ตอนนี้ภารกิจของกองทัพทั้งสิบวันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ คุณอันกำลังทำภารกิจที่แปลงเพาะปลูกขององค์กรเกษตรกร” เสียงรายงานของชายหนุ่มดังขึ้น ทำเอาประธานที่กำลังยุ่งอยู่กับกองเอกสารต้องเงยหน้าขึ้นมอง

 

“อืม จัดการขั้นต่อไปเลยก็ได้ ฉันต้องการให้กลุ่มของเรายึดอาณาเขตพยัคฆ์โลกันตร์ให้ได้ภายในสัปดาห์นี้ แล้วก็เอาแกนพลังงานของราชามันมาให้ฉัน ถ้าได้แล้วก็นัดหมายซูหยวนให้ด้วย ฉันจะนำผลึกพลังงานนี้ไปมอบให้เธอด้วยตัวเอง”

            

ได้ยินคำสั่งของคนเป็นหัวหน้า ผู้ติดตามหนุ่มที่ได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่ได้มีปัญหาหากประธานจะปรากฏตัวแล้วเหยียบย่ำกลุ่มอิทธิพลใหญ่ทั้งสองกลุ่มจนจมฝ่าเท้า ยิ่งไม่ได้มีปัญหาที่ประธานอยากให้พวกเขายึดอาณาเขตของพวกพยัคฆ์โลกันตร์ แต่...พอได้ยินว่าอยากจะเอาแกนพลังงานของราชาพยัคฆ์โลกันตร์ไปให้ใคร คิ้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกขึ้นมา

            

ก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนรายงานเองเกี่ยวกับธนูเพลิงที่เด็กสาวได้มาจากตระกูลอี้เนื่องจากเป็นรางวัลที่ชนะการแข่งขัน ดังนั้นเธอจึงใช้มันบ่อยเป็นพิเศษ แต่ระหว่างที่ทำภารกิจ มีหลายครั้งที่แกนพลังงานธาตุไฟที่ติดตั้งไปในธนูเพลิงนั้นหมดลง ทำให้คุณอันซูหยวนผู้นั้นต้องหยุดการต่อสู้เพื่อเติมพลังงาน

            

ทว่า...ตอนที่เขารายงานไปนั้น ไม่ได้คิดว่าจะมีประเด็นวุ่นวายอะไรด้วยซ้ำ ก็แค่เห็นว่าวันหลังๆไม่มีอะไรจะรายงานแล้ว เพราะคุณอันซูหยวนก็ทำภารกิจเดิมๆทุกวัน ต่อสู้กับพวกกลายพันธุ์เขต A จะมีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ผ่านการต่อสู้ใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว กระนั้น...ประธานของเขากลับจับประเด็นขึ้นมาได้

            

คำสั่งยึดอาณาเขตที่มาอย่างฉุกละหุกทำให้พวกระดับสูงรีบเร่งเตรียมความพร้อมกันแทบจะไม่ทัน หลายคนคิดว่ากำลังจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ด้วยซ้ำ ถ้าพวกเขารู้ว่าคำสั่งด่วนนี้แค่เพราะต้องการแกนพลังงานของพยัคฆ์โลกันตร์กลายพันธุ์เพื่อให้เด็กสาวได้ใช้ธนูเพลิงได้อย่างต่อเนื่องล่ะก็...เชื่อได้เลยว่าจะต้องมีคนกระอักเลือดออกมาแน่

 

“มีอะไรจะรายงานอีกไหม”

            

คิ้วของประธานจางขมวดแน่น เห็นผู้ติดตามไม่เร่งดำเนินการก็เริ่มไม่พอใจ ซี่งอีกฝ่ายก็รีบรับคำทันที เรื่องของคุณอันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดแล้ว เขาจะชักช้าอยู่ได้ยังไง

 

“ไม่มีครับ จะรีบถ่ายทอดคำสั่งเดี๋ยวนี้ แล้วก็นัดหมายกับคุณอันให้ด้วยเลยครับ”

 

“อืม” ประธานจางพอใจ เขาโบกมือไล่อีกฝ่ายออกจากห้องทำงาน ในขณะเดียวกันก็นึกถึงภาพเด็กสาวที่น่าจะดีใจเวลาเห็นแกนพลังงานระดับสูงที่เขาจะมอบให้

            

ก่อนหน้านี้เธอแสดงออกว่าผิดหวังอยู่บ้างหลังได้รับคำสั่งไม่ให้ออกพื้นที่ล่าจากเขา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว...ซูหยวนยังคงทำภารกิจฉุกเฉิน และเข้าพื้นที่ล่าเขต A อยู่เสมอ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ตำหนิอะไร เนื่องด้วยจุดประสงค์ที่สั่งห้ามก็แค่เพราะห่วงความปลอดภัยของเธอเท่านั้น ตอนที่ได้จดหมายรายงานความผิด...เขาก็รู้สึกว่าตัวเองทำพลาดไปแล้ว

            

หากไม่ใช่เพราะช่วงนี้เธอกำลังยุ่งกับการเก็บคะแนนของสถาบัน เขาคงจะนัดให้มาพบกันบ่อยๆเพื่อปรับความเข้าใจไปแล้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้รบกวนเธอมากเกินไป เขาจึงทำได้แค่รอเวลา...

            

ทางด้านเด็กสาวไม่ได้รู้ว่ากำลังมีใครกังวลเกี่ยวกับความรู้สึกของตนเองอยู่เลย เธอเพียงแค่ยุ่งอยู่กับการพลิกหน้าดินอย่างตั้งใจ พร้อมกันนั้นก็ให้คำแนะนำกับพวกเพื่อนๆไปด้วย ชีวิตประจำวันของซูหยวนค่อนข้างสงบสุขเลยในช่วงนี้ 

            

ระหว่างไม่กี่วันที่อยู่เขตปลอดภัย ซูหยวนเริ่มการเพาะปลูกบรอกโคลี่ของเธออีกครั้งแล้ว ต้นอ่อนของพวกมันเติบโตอย่างรวดเร็วและเห็นเป็นสีเขียวอ่อนอีกครั้งท่ามกลางความอิจฉาของเพื่อนๆคนอื่น

            

แปลงเพาะปลูกของซานหยางและแปลงเพาะปลูกของถงเฟยเองก็เห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ตอนนี้แปลงเพาะปลูกของซานหยางดีกว่า เพราะเขาสามารถใช้เมล็ดพันธุ์ครั้งแรกได้เลย พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากที่แตกหน่อออกมาแล้ว ในขณะที่ถงเฟยต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนแปลงเพาะปลูกอยู่หลายวันก่อนลงเมล็ดพันธุ์ใหม่ ถึงอย่างนั้น...การเติบโตของต้นอ่อนในแปลงเพาะปลูกก็ทำให้เขามีความหวังขึ้นมาแล้ว

            

นอกจากสามคนนี้ก็ไม่มีนักเรียนคนไหนเลยที่คาดว่าน่าจะเพาะปลูกได้สำเร็จ จูหลิวหลี่ที่ทำภารกิจร่วมกับซูหยวนมาหลายครั้งจึงได้ขอความช่วยเหลือจากเธอบ้าง ซูหยวนใช้เวลาไม่นานก็บอกวิธีแก้ไขให้ครบทุกคน 

            

เนื่องจากเป็นผักที่เติบโตได้ไม่ยากนัก มันก็แค่พืชพื้นฐานที่ทางรัฐบาลกลางจัดเตรียมไว้ให้ พวกเขาแค่อยากให้นักเรียนได้เรียนรู้การเพาะปลูกบ้าง แต่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนทุกคนให้กลายเป็นเกษตรกรจึงไม่ได้เข้มงวดเกินไป สุดท้ายเมื่อครบ 15 วัน กลุ่มนักเรียนทั้ง 8 คนก็ทำภารกิจครบ 5 ครั้ง และต้นอ่อนในแปลงเพาะปลูกของพวกเขาก็เริ่มเติบโตให้ได้เห็นแล้ว

            

พวกจูหลิวหลี่กำลังติดใจกับการทำงานหนักที่แปลงเพาะปลูก เนื่องจากพวกเธอได้แต้มภารกิจพร้อมๆกับได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้ไปด้วย ดังนั้นจึงรับภารกิจทำร่วมกันอีกครั้ง แม้ซูหยวนจะบอกว่าตัวเองมีงานที่ต้องแยกตัวออกไป แต่พวกเขาก็ไม่ติดปัญหาอะไรในเรื่องนี้

            

ซูหยวนได้ทำภารกิจล่าตัวหนืดสามแขนกลายพันธุ์คนเดียวจนภารกิจของพวกเขาเสร็จสมบูรณ์ หากพวกตนตอบแทนเธอบ้างจะเป็นอะไรไป

            

อีกอย่าง คำแนะนำในการเพาะปลูกและดูแลผักจากซูหยวนมีค่ามาก พวกเธอจึงต้องการตอบแทนอันซูหยวนด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งการใส่ชื่อของเธอเข้าไปในภารกิจนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายดายที่สุดที่พวกเขาทำได้

            

อันซูหยวนไม่อยากเอาเปรียบคนอื่น แต่อาจารย์เติ้งเรียกเธอไปพบหลังจากที่เขากลับมาจากการพักฟื้น นักเรียนของอาจารย์มารวมกันอีกครั้ง ซูหยวนพยักหน้าให้รุ่นพี่หวังที่ไม่ได้ทำภารกิจร่วมกันมานาน รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของรุ่นพี่และอาจารย์มีบางอย่างเปลี่ยนไป ซึ่งมันเป็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวล

            

ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์ดูไม่ค่อยถูกต้องก็จริง แต่อีกไม่นานหวังเป่าเป้ยก็จะเรียนจบแล้ว ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นปัญหาอะไรนัก ถึงอย่างนั้นซูหยวนก็ไม่มั่นใจอยู่ดีว่าพวกเขายกระดับความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนแล้ว แค่สารภาพความรู้สึก เปิดโอกาสให้ทำความรู้จักกันในอีกแง่มุม หรือกลายเป็นคนรักกันไปแล้ว...

 

“เตรียมตัวทำภารกิจในอีก 1 สัปดาห์” อาจารย์เติ้งก็ยังคงเป็นอาจารย์เติ้ง เมื่อเห็นทุกคนมารวมกันแล้ว เขาก็บอกจุดประสงค์ที่เรียกทุกคนมารวมกันอย่างเร่งด่วนทันที

 

“ภารกิจอะไรหรอคะอาจารย์” สาวน้อยสกุลเติ้งกระตือรือร้นมาก เธอเพิ่งจะได้เรียนรู้ทักษะระดับสูง กำลังอยู่ในขั้นทำความเข้าใจ ดังนั้นการที่ได้ลงภารกิจจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้อย่างมาก

            

แน่นอนว่าที่จริงแล้ว เธอก็แค่ตื่นเต้นที่จะได้ทำภารกิจร่วมกับรุ่นพี่อันของเธอก็เท่านั้น

 

“ถ้าต้องแยกกลุ่มทำภารกิจ ครั้งนี้ฉันก็ขอติดตามรุ่นพี่อันนะคะ ฉันเชื่อใจก็แค่รุ่นพี่เท่านั้น” แม้ว่าเธอจะดีขึ้นเกี่ยวกับการเลือกใช้คำพูด แต่รุ่นน้องเติ้งก็ยังเป็นคนที่พูดจาอย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม           เมื่อเธออยากอยู่ร่วมกับซูหยวน เธอย่อมต้องแสดงความต้องการของตนเองออกไปโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองยังไง 

 

“ถ้าเลือกได้ ผมก็อยากเรียนรู้จากรุ่นพี่อันเหมือนกันครับ” ทุกคนไม่แปลกใจที่รุ่นน้องเติ้งพูดแบบนั้น ทว่าก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร รุ่นน้องอี้ผู้เงียบขรึมกลับพูดขึ้นมาบ้าง

            

ราวกับกลัวว่าคนที่กล้าพูดจะเป็นคนเดียวที่ได้ติดตามรุ่นพี่อัน เขาที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาจึงแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา ทำเอาทุกคนถึงกับประหลาดใจ

 

“ภารกิจครั้งนี้พวกเราจะอยู่กลุ่มเดียวกันทั้งหมด เป็นภารกิจง่ายๆที่เขต A และ B เท่านั้น แต่อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย ดังนั้นขอให้ทุกคนเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม” อาจารย์เติ้งโบกมือ เด็กๆพวกนี้จะเอาแต่ใจกันเกินไปแล้ว

 

“เยี่ยมเลยค่ะ ขอแค่ติดตามรุ่นพี่อัน ฉันก็จะสามารถทำภารกิจได้อย่างสบายใจแล้ว อย่างน้อย ครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บหนักเหมือนอาจารย์และรุ่นพี่หวัง” รุ่นน้องเติ้งเป่าปากโล่งใจ แต่คำพูดที่ไม่ได้ระวังของเธอเหมือนเป็นฝ่ามือใหญ่ ตบเข้าที่ใบหน้าของอาจารย์เติ้งอย่างจัง

            

เด็กคนนี้!! ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนที่มีสายเลือดเดียวกับเขา เขาคงจะคิดว่าเธอมาจากตระกูลไป๋แล้ว!

            

แม้จะถูกอาจารย์เติ้งมองด้วยสายตาเอือมระอา แต่รุ่นน้องเติ้งมีทักษะในการเมินเฉยสายตาของผู้อื่นมาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว ดังนั้นเธอย่อมไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองอย่างไร ขอเพียงรุ่นพี่อันของเธอรู้ว่าเธอบูชาอีกฝ่ายมากแค่ไหนก็พอ

            

ชั่วขณะหนึ่งในห้องทำงานของอาจารย์เติ้งจึงเต็มไปด้วยความเงียบ หากไม่ใช่เพราะอาจารย์เติ้งยังมีสิ่งที่ต้องอธิบายกับพวกนักเรียน เขาคงจะโบกมือไล่ให้ทุกคนออกไป ไม่ปล่อยให้อยู่รบกวนเวลาทำงานของเขาไปแล้ว

 

“หน้าที่ของพวกเราในการทำภารกิจนี้เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะรวมกลุ่มกับหน่วยไหนหรือไม่ก็ต้องทำเหมือนกัน นั่นก็คือสังหารสัตว์กลายพันธุ์ในพื้นที่ล่าเขต A ทั้งหมดที่เจอ หลังจากนี้ไป...เขต A จะกลายเป็นพื้นที่เขตชั้นนอกสุดของมนุษย์ชาติ ส่วนเขต B จะเป็นเขตล่าเริ่มต้นแทน”

            

เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์เติ้ง ซูหยวนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่ได้ไม่เข้าใจว่าพวกทหารกำลังคิดอะไรอยู่ จากสถานการณ์การต่อสู้ที่ผ่านมา พวกสัตว์กลายพันธุ์ในเขต A ถูกล่าไปค่อนข้างมาก จำนวนของพวกมันที่เหลืออยู่คงทำให้พวกเขาเข้าใจว่าสามารถเคลียร์พื้นที่นั้นแล้วทำให้กลายเป็นเขตปลอดภัยได้เลย ทว่า...ก่อนหน้านี้ซูหยวนเคยได้ยินเกี่ยวกับการคงไว้ของเขต A ไม่ใช่ว่าพวกมันมีประโยชน์สำหรับการฝึกฝนให้กับมนุษย์ชาติรุ่นเยาว์หรอกหรอ?

            

แม้พื้นที่เขต A จะเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคนธรรมดา แต่สำหรับผู้ฝึกพลังมือใหม่ การใช้พวกมันเป็นภารกิจในการต่อสู้กลับจะลดความเสี่ยงอันตรายไปมาก ถ้าทำแบบนี้แล้ว...ไม่ใช่ว่าแผนการเรียนการสอนจะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดหรือ?

            

ราวกับเข้าใจว่าอันซูหยวนกำลังสงสัยอะไร อาจารย์เติ้งจึงอธิบายขึ้น

 

“การเรียนการสอนทั้งหมดจะถูกยกระดับขึ้นหลังจากนี้ ความเข้มงวดของผู้ฝึกฝนจะต้องมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว พวกทหารระดับสูงคิดเห็นตรงกันว่าที่ผ่านมาเป็นการปล่อยปละละเลยเกินไป ถ้ายังคงไว้แบบนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาถอยหลัง” เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น รุ่นพี่หวังก็ถามขึ้นมาบ้าง

 

“แล้วทหารระดับสูงมีแผนยกระดับการฝึกทั้งหมดอย่างไรคะ”

 

“ด้วยหุ่นรบอินทรีย์”

 

“............” ซูหยวนได้ยินอาจารย์เติ้งกล่าวแบบนั้นก็ยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้น ชื่อของหุ่นรบอินทรีย์ปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้ว ซูหยวนใช้เวลาในช่วงปิดภาคเรียนของตนเองเพื่อช่วยงานวิจัยที่กองทัพจนสามารถใช้ข้ออ้างนี้ในการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว แต่เธอก็ไม่ได้คิดว่าการสร้างหุ่นรบอินทรีย์จะมีประโยชน์มากกว่าโทษ

            

คิดไม่ถึงเลยว่ากองทัพจะรีบร้อนขนาดนี้...

 

“หุ่นรบอินทรีย์นี้คืออะไรคะ เหมือนกับหุ่นซ้อมอินทรีย์หรือเปล่า” รุ่นน้องเติ้งอยากรู้ขึ้นมา 

 

ก่อนหน้านี้เธอเองก็สนใจหุ่นซ้อมอินทรีย์ไม่น้อย ได้ยินว่ารุ่นพี่อันเลือกใช้ตั๋วทรัพยากรกับหุ่นซ้อมอินทรีย์พวกนี้เมื่อเริ่มต้นที่สถาบันนักล่า ดังนั้นรุ่นน้องเติ้งจึงวางแผนว่าหลังจากขึ้นปีสอง เธอก็อาจจะใช้ตั๋วเพื่อแลกกับมันบ้าง บางทีเธออาจจะแข็งแกร่งได้เท่ากับรุ่นพี่อันในอนาคต

 

“ตอนนี้พวกมันยังไม่ถูกผลิต แต่หลังจากนี้ไม่นานก็จะถูกเอามาใช้ทั่วกันแล้ว พวกมันจะถูกตั้งค่าให้เป็นคู่ซ้อมสำหรับพวกนักเรียนก่อน ด้วยการฝึกที่เป็นระบบแบบแผนมากขึ้น นักเรียนจะเรียนรู้ได้ในรูปแบบที่ต่างกัน หลังจากนั้นภารกิจแรกที่พวกนักเรียนจะได้ทำก็คือภารกิจในเขต B แทน”

 

“อาจารย์ แล้วทรัพยากรที่ต้องใช้จากเขต A ล่ะคะ” ซูหยวนยังถามต่อไป 

            

คนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีแค่คนสองคนเท่านั้น ยังมีธุรกิจอีกมากมายที่จะต้องปรับตัว รวมทั้งพ่อที่เป็นนักล่าของเธอด้วย ซูหยวนเข้าใจว่าครอบครัวนักล่าเขต A จะต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงแน่ แล้วรัฐบาลมีมาตรการอะไรรองรับให้พวกเขาก่อนจะตัดสินใจทำเรื่องใหญ่เช่นนี้

 

“กองทัพไม่ได้จะทำลายพวกมันทั้งหมด พวกเราต้องการยึดพื้นที่ 1 ในสามของพื้นที่ล่าเขต A ดังนั้นจึงยังมีพวกมันอยู่ เพียงแต่...ด้วยพื้นที่ที่ถอยร่นไป พวกมันจะถูกล่าจนหมดเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น”

            

การกระทำเช่นนี้ก็เหมือนการยืดเวลาให้ทุกคนได้ปรับตัวนั่นแหละ ถ้าพวกเขาไม่พัฒนาความแข็งแกร่งของตนเอง ต่อไปก็ไม่สามารถเป็นนักล่าได้แล้ว หรือแม้แต่คนที่ทำธุรกิจ ถ้าไม่ยอมปรับเปลี่ยนก็มีแต่จะต้องยกเลิกกิจการของตนเอง

            

ดูเหมือนโหดร้าย แต่ก็ไม่มีอะไรควรจะขวางหนทางในการพัฒนาของมนุษย์ชาติจริงๆ ถ้าพวกเขาไม่มีมาตรการบังคับปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติก็จะไม่เปลี่ยน ยิ่งนานเข้าการพัฒนาก็จะถดถอย ผู้คนรู้เกี่ยวกับวิธีการล่าพวกระดับต่ำมากขึ้น พวกเขาก็จะเรียนรู้วิธีการล่าที่ง่ายที่สุด จนเมื่อไปถึงเขตระดับสูง พอสู้ไม่ได้ก็แค่ถอยหลังกลับมา ชีวิตที่ไร้ความท้าทายแบบนั้น...มันทำให้ระดับสูงทั้งหลายเป็นห่วงเกี่ยวกับอนาคต

            

แน่นอนว่าแม้แต่ในกองทัพก็ยังมีการประท้วงเกี่ยวกับคำสั่งนี้ หลายคนไม่เห็นด้วยกับแผนการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ก็เหมือนกับที่ผ่านๆมา พวกเขาเชื่อว่าการให้มนุษย์ค่อยๆพัฒนาไปจะดีที่สุด อีกอย่าง...ความสูญเสียจากการบังคับให้ปรับเปลี่ยนนี้มันจำเป็นจะต้องเกิดจริงๆหรือ? แทนที่บางคนจะเติบโตเป็นกำลังให้กับมนุษย์ชาติต่อไป พวกเขาอาจจะต้องตายจากไปเนื่องจากกระบวนการปรับตัวก็ได้

            

ถึงจะโต้เถียงกันมากแค่ไหน สุดท้ายคำสั่งก็ออกมาแล้ว พวกเขาเป็นทหารระดับต่ำกว่า ไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรมากนักในการออกความเห็น ดังนั้นอาจารย์เติ้งจึงไม่อยากถกประเด็นนี้กับนักเรียนของเขา คนเป็นอาจารย์จึงกล่าวตัดบท

 

“อย่าลืมว่าต้องมารวมกันหลังจากนี้ 1 สัปดาห์ มีอะไรก็ไปทำได้แล้ว ฉันเองก็ต้องเข้าศูนย์บัญชาการในช่วงนี้ อ้อ แล้วก็นักเรียนอัน...แม้ว่าเธอจะมีปฏิเสธภารกิจ แต่ฉันอยากให้เธอเข้าร่วมภารกิจนี้กับพวกเรา มันไม่ได้ท้าทายเธอในเวลานี้ ก็แค่อยากให้ลงไปดูสถานการณ์การยึดพื้นที่ล่าครั้งแรก เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ” 

 

บางทีในอนาคต...เธออาจจะต้องเป็นผู้นำเพื่อยึดพื้นที่บ้างก็ได้ อนาคตอย่างไรก็ต้องฝากไว้กับคนรุ่นหลังที่มีพรสวรรค์อยู่แล้ว

            

ประโยคสุดท้ายนี้ อาจารย์เติ้งไม่ได้พูดออกมา ทว่า...สายตาของเขาก็บอกทุกอย่างแล้ว

 

…………………………………………..