บทที่ 211 เรื่องที่ทำให้ลุกจากโต๊ะทำงาน (อ่านฟรี 4 ต.ค. 68)
บทที่ 211 เรื่องที่ทำให้ลุกจากโต๊ะทำงาน (อ่านฟรี 4 ต.ค. 68)
บทที่ 211 เรื่องที่ทำให้ลุกจากโต๊ะทำงาน
ในอาคารทำงานขององค์กรสถาบันเกษตรกร เวลานี้ผู้คนเดินเข้าเดินออกวุ่นวายเพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบใหญ่จากการบุกยึดพื้นที่ล่าเขต A ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พวกเขาจะต้องรีบติดต่อกับกองทัพและนักล่าเพื่อที่จะได้เก็บซากสัตว์กลายพันธุ์เอาไว้สำรองให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่ในฐานะที่เป็นคลังอาหารของมนุษย์ชาติ พวกเขาจะต้องเร่งการผลิตสารอาหารเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ
ปัญหาก็คือ พวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบนี้ได้ แต่พื้นที่เพาะปลูกและกำลังคนที่มีจำกัดทำให้พวกเขาเพิ่มปริมาณการผลิตอาหารในอนาคตให้ไม่ได้ตามที่รัฐบาลกลางให้คำสั่งมา
เมื่อสสารจากพวกกลายพันธุ์เขต A หายไปเกือบครึ่ง สิ่งนี้จะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะอาหารของมนุษย์ทั่วไปในเวลานี้ก็คือสารอาหารสังเคราะห์ที่มีวัตถุดิบจากสัตว์กลายพันธุ์เขต A
อีกทั้งพวกเขายังต้องมีแผนรับมือในอนาคต หากกรณีที่เขต A ถูกจัดการได้ทั้งหมด ผู้ที่ต้องการตื่นพลังใหม่จะต้องใช้แกนพลังงานจากเขต B แทน ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาต้องการสารอาหารพลังงานที่มากขึ้นจากพวกพืชผักเหล่านี้ในการใช้ปรับสมดุล
ความวุ่นวายนี้ทำให้พวกผู้บริหารระดับสูงได้แต่นั่งกุมขมับ รองประธานสภาองค์กรนั่งหน้าบูดตลอดทั้งวัน ไม่สิ! ต้องบอกว่าเขาหงุดหงิดมาสักพักแล้ว ตั้งแต่ที่มีการนำเรื่องนี้เข้าในที่ประชุม
พวกทหารฝ่ายปฏิบัติการอยากจะถือโอกาสที่พวกกลายพันธุ์ถูกลดจำนวนเนื่องจากสงครามของพวกกลุ่มอิทธิพลมืด เข้ายึดพื้นที่ล่าพวกนั้นเสียเลย วาระเร่งด่วนเช่นนี้ถกเถียงกันไม่กี่วันก็ได้ข้อสรุป และแน่นอนว่าความคิดเห็นของทหารฝ่ายปฏิบัติการนั้นมีเสียงดังกว่าพวกเขาเสมอ สุดท้ายผลก็ออกมาเป็นเสียแบบนี้
พวกผู้มีอำนาจต่างก็มองว่าตอนนี้มนุษย์ชาติถึงเวลาที่ต้องปรับตัวให้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว ในเมื่อค่อยๆผลักดันไม่ได้ผล อย่างนั้นก็จะถือโอกาสนี้ปรับเปลี่ยนทุกอย่างไปเลย คนที่ตามไม่ทันก็คือคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติอยู่แล้ว ดังนั้นจึงปล่อยให้พวกเขาที่ไม่ดิ้นรนต้องพ่ายแพ้
ตรรกะความคิดที่โหดเหี้ยมนี้ทำเอาทุกคนได้แต่โกรธแค้น น่าเสียดายที่พวกเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรับสนองนโยบายก็เท่านั้น
“ท่านรองฯครับ มีเรื่องที่ต้องให้ท่านไปดูด้วยตัวเองครับ!”
ในขณะที่เขากำลังวางแผนสำหรับการผลิตพืชผักต่อไป รวมทั้งรับแนวทางขยายเขตพื้นที่เพาะปลูกให้มากขึ้น จู่ๆประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ร่างของเกษตรกรวัยกลางคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีเดินเข้ามาเหมือนกับว่ากำลังจะบินได้
“เกิดอะไรขึ้น เลขาประธาน” ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนอื่น เขาคงจะตวาดสักคำสองคำ แต่นี่เป็นเพราะอีกฝ่ายทำงานในองค์กรมานานแล้ว ปกติทำงานได้ราบรื่นและไม่มีปัญหามาก่อน ถือว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่รักษามารยาทได้ดี ทว่าครั้งนี้จู่ๆก็ทำการหุนหันพลันแล่น ทำเอาเขาสงสัยไปด้วย
“เรื่องนี้...ถ้ารองประธานฯไปดูเองน่าจะดีที่สุด ตอนนี้ประธานก็ไปที่นั่นแล้ว”
“หืม? ประธานก็ไปแล้วหรอ”
“ใช่ครับ นี่เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ บางทีอาจจะพลิกหน้าวงการเกษตรของพวกเราไปเลยก็ได้”
“.................” ยิ่งอีกฝ่ายพูด ก็ยิ่งทำให้คนตื่นเต้นตามไปด้วย อะไรคือการที่จะพลิกหน้าวงการเกษตร มันเป็นเรื่องดีขนาดนั้นเลยหรอ?
สุดท้ายแล้วเขาก็เดินตามชายวัยกลางคนผู้กระตือรือร้นไปเช่นนั้น อยากไปให้เห็นกับตาว่าอะไรกันที่ทำให้ประธานผู้เอื่อยเฉื่อยยอมลุกจากโต๊ะทำงานซึ่งมีเอกสารกองท่วมหัวไปได้
พวกเขาเดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ ก่อนที่เป้าหมายจะหยุดอยู่ด้านหน้าห้องตรวจสอบคุณภาพ รองประธานฯเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ตอนที่เดินตามอีกฝ่ายมา...เขาก็คาดเดาสถานการณ์เอาไว้อยู่บ้าง ในใจเอนเอียงไปที่การวิจัยของเกษตรกรสักคนประสบความสำเร็จ บางทีอาจจะวิจัยเกี่ยวกับการขยายพันธุ์พืชผักได้ หรืออะไรทำนองนั้น ทว่า...เขาไม่ได้คิดถึงความสำเร็จในเรื่องคุณภาพของพืชผักเลย
ถ้าที่นี่คือเครื่องตรวจสอบสมุนไพร เขาก็อาจจะเข้าใจได้บ้างว่าคงจะมีสมุนไพรสักอย่างที่ถูกยกระดับขึ้น แต่มันก็ไม่ใช่
“เชิญข้างในเถอะครับ ตอนนี้ทุกคนน่าจะมาถึงแล้ว”
“อืม” รองประธานฯเดินผ่านหน้าของอีกฝ่ายไป เขาได้เห็นแล้วว่าคนในห้องมีพวกคนใหญ่คนโตขององค์กรทั้งนั้น ราวกับว่ากำลังนัดประท้วงคำสั่งของรัฐบาลกลางด้วยการหยุดงานเลย
“รองประธานมาแล้วหรือ?” คนเป็นประธานสภาที่ปกติแล้วจะมีสายตาเหมือนปลาตาย เวลานี้กลับมีร่องรอยของความยินดีอยู่เล็กน้อย ทำเอาคนเป็นรองประธานฯต้องเลิกคิ้วขึ้น
“มีเรื่องอะไรดีๆรึไง ทุกคนถึงได้แตกตื่นกันขนาดนี้”
“อืม ดูเอาเองสิ” ประธานไม่อธิบายแต่พยักเพยิดให้เขามองไปที่เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพแทน
“ค่าพลังงานเป็น 0 ค่าสารอาหาร 230 หน่วยต่อ 100 กรัม?” ถึงจะเห็นแบบนั้นแล้ว แต่รองประธานสภาฯก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเรื่องนี้มีปัญหาที่ตรงไหน ก่อนจะไล่สายตาขึ้นไปยังผักที่วางอยู่ในเครื่องตรวจสอบ และนั่นถึงจะทำให้เขาอ้าปากค้างได้
ในที่สุดเขาก็รู้เสียทีว่าปัญหามันอยู่ที่ตรงไหน!
“บรอกโคลี่หรือ?!! เป็นไปได้ยังไง บรอกโคลี่จะให้พลังงานมากขนาดนี้ได้ยังไง!!” เสียงของรองประธานฯดังยิ่งกว่าใครๆในห้องนี้ ทำเอาผู้ที่มาถึงก่อนแล้วได้แสดงออกอย่างน่าขบขันถอนหายใจออกมา เพราะดูเหมือนตนเองจะไม่ได้น่าขบขันที่สุดในบรรดาเหล่าผู้ใหญ่ขององค์กรนี้
ดวงตาของรองประธานมีประกายบางอย่างไหววูบ หากเป็นผักชนิดอื่นที่เติบโตยากและมีน้ำหนักน้อย หนึ่งปีเก็บเกี่ยวได้ 10 กิโลกรัม เช่นนั้นการที่ค่าสารอาหารของมันมี 200 หน่วย ต่อ 100 กรัมขึ้นไปก็เป็นเรื่องปกติ ทว่า...บรอกโคลี่นี่มันยังไง!
ปกติแล้วบรอกโคลี่จะเพาะปลูกได้ 3 ครั้งต่อปี โดย 1 ครั้งเก็บเกี่ยวได้หลายกิโลกรัมมากๆ อาจจะถึง 40 กิโลกรัมต่อการเพาะปลูกหนึ่งรอบ หมายความว่า 1 ปีการเพาะปลูก พวกมันสามารถเก็บเกี่ยวได้ถึง 120 กิโลกรัม ซึ่งด้วยปริมาณมากมายของมันนี้ ย่อมต้องแลกมากับค่าสารอาหารที่ไม่สูงนัก
โดยทั่วไปแล้วบรอกโคลี่นี้จะให้ค่าสารอาหารอยู่ที่ 50 – 70 หน่วยเท่านั้น เมื่อเฉลี่ยกับน้ำหนักที่ค่อนข้างมากของมัน จึงจะดูสมเหตุสมผล ทว่า....ค่าสารอาหาร 230 เนี่ยนะ! นี่มันไม่แปลกไปหน่อยหรือไง!
ไม่สิ นอกจากนั้น...
“บรอกโคลี่นี้ได้มาจากไหน” นี่ต่างหากที่น่าสนใจยิ่งกว่า ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงฤดูกาลในการเพาะปลูกบรอกโคลี่ แล้วทำไมจึงมีบรอกโคลี่ที่สดใหม่อยู่ตรงนี้ได้
หากคิดให้ดี เขาก็รู้จักอยู่หนึ่งคนที่สามารถเพาะปลูกบรอกโคลี่ที่งดงามนอกฤดูกาลได้ คำนวณจากอายุของมันแล้ว น่าจะเป็นรอบนี้ที่เก็บเกี่ยวได้ ซึ่งถ้าข้อสันนิษฐานของเขาถูกต้อง ก็หมายความว่าบรอกโคลี่ที่เต็มไปด้วยพลังงานนี้...แท้จริงแล้วมาจากเด็กสาวตัวน้อยคนนั้นงั้นหรือ?
“บรอกโคลี่พวกนี้ส่งมาจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง เป็นนักเรียนของพวกเขาที่เก็บเกี่ยวได้” ประธานสภาฯจ้องตากับอีกฝ่าย สื่อความหมายให้รู้กันโดยไม่ต้องพูดออกมา
ปรากฏว่าเด็กสาวที่รองประธานสภาฯต้องการแนะนำให้เขารู้จัก เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ
“หลังจากที่ตรวจสอบ พวกเราพบว่านักเรียนเจ้าของผลผลิตนี้เพิ่งผ่านการทดสอบเป็นเกษตรกรระดับเริ่มต้นขององค์กรพวกเราครับ เธอเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ที่สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งอย่างน่าเสียดาย ด้วยพรสวรรค์การเพาะปลูกนี้...บางทีการให้ทุนการศึกษาแก่เธอเพื่อมาเรียนที่สถาบันเกษตรกรจะช่วยมนุษย์ชาติได้อีกมาก”
“แต่เรื่องนี้อาจจะยุ่งยากไปหน่อยเพราะว่าสถานะของเธอตอนนี้ก็คือการเป็นนักเรียนทุนของประธานจางเจ้าขององค์กรนักล่าสกุลจางคนนั้น หากเธอผิดสัญญา...จะต้องชดเชยเงินเป็นจำนวนมหาศาล”
“แน่นอนว่าถ้าประธานสภาฯเห็นว่าเด็กคนนี้มีค่ามากเกินจะปล่อยไป ก็ควรที่จะติดต่อประธานจางคนนั้นเพื่อเจรจาพูดคุย อย่างน้อยๆเขาก็ต้องให้หน้าองค์กรเกษตรกรของพวกเราบ้าง”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ได้ตรวจสอบประวัติของซูหยวนมาแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น เขาต้องการให้เด็กคนนี้ออกมาจากวงการนักล่าที่ป่าเถื่อน เธอใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงแบบนั้น แล้วถ้าเป็นอะไรขึ้นมา ... ไม่ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการเกษตรกรของพวกเราหรือ?
“เด็กคนนี้...ถ้าบอกว่าชื่ออันซูหยวน ดูเหมือนเธอจะเป็นคนของกองทัพด้วยไม่ใช่หรอ? ตอนที่เธอเข้าร่วมการทดสอบ ฉันก็สนใจเกี่ยวกับเธอแล้ว ดังนั้นจึงได้ตรวจสอบข้อมูลมาบ้างเหมือนกัน เพราะเป็นศิษย์ของพันเอกเติ้งหน่วยพลธนูของกองทัพ เธอจึงได้รับสิทธิเป็นทหารโดยตรง หากจะดึงเธอมาจากฝ่ายนักล่า ก็ต้องติดต่อกองทัพดูด้วย พวกเขาจะยอมปล่อยเด็กมีพรสวรรค์ขนาดนี้หรอ”
“ทำไมถึงมีเด็กที่แสดงพรสวรรค์ออกมาได้มากมายขนาดนี้กันเนี่ย ถ้าเธอแบ่งความสามารถของตนเองให้ผู้อื่นไปบ้างจะไม่ได้เลยรึไง”
“เหอะ พูดเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้ขึ้นมากันทำไม เวลานี้สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือการรีบติดต่อไปที่สถาบันนักล่าเพื่อขอตัวเด็กสาวคนนี้มาอธิบายเกี่ยวกับบรอกโคลี่ของเธอต่างหาก ไม่ใช่แค่สามารถเพาะปลูกนอกฤดูกาลได้ แต่ยังสามารถเพิ่มค่าสารอาหารได้ด้วย ถ้าเธอยอมบอกเทคนิคลับพวกนี้ให้เรา อย่างนั้นเรื่องการเพิ่มปริมาณสารอาหารก็ไม่ใช่หมดหวังสถานเดียวอีกแล้ว”
“อืม ฉันเห็นด้วยว่าต้องรีบดำเนินการ แต่ให้พูดตามตรง...เรื่องนี้ฉันติดต่อไปแล้ว”
“หืม แล้วได้ผลอย่างไร”
“ผลก็คือ....สถาบันบอกว่านักเรียนอันกำลังอยู่ในช่วงการเตรียมตัวทำภารกิจกับอาจารย์เติ้งที่รับมาจากกองทัพเพื่อจัดการพื้นที่ล่าเขต A ดังนั้นจึงไม่สามารถเรียกตัวเธอมาที่องค์กรเกษตรกรของพวกเราได้”
“อะไรนะ! ให้เด็กสาวไปทำงานแบบนั้นได้ยังไง ไม่ใช่ว่าบอกว่าเธอมีศักยภาพมากหรอกหรอ ทำไมยังส่งไปที่พื้นที่ล่าเขต A อีก! บอกพวกกองทัพไปว่าองค์กรของพวกเราจะจ่ายค่าจ้างให้นักล่า 10 คนเพื่อแลกกับเธอ 1 คนมาทำงานที่องค์กรของพวกเรา!!”
เมื่อเกษตรกรหัวร้อนได้ยินแบบนั้น เขาก็อยากจะไปเปิดดูหัวของพวกทหารจริงๆว่าคิดอะไรกันอยู่ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับปากท้องทำไมมาหลังจากการจัดการพื้นที่ล่าเขต A ที่แม้แต่คนไร้พลังงานก็ยังทำได้กันเล่า!
เห็นสถานการณ์วุ่นวายแบบนี้ รองประธานสภาฯที่ต้องการฟังเงียบๆก็พูดขึ้นมาบ้าง แล้วนั่นก็ทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้าง
“สำหรับเรื่องการนัดหมายเด็กสาวสกุลอัน ฉันได้ติดต่อเธอเป็นการส่วนตัวไว้แล้ว หลังเสร็จภารกิจในพื้นที่เขต A เธอก็จะมาที่องค์กรของเราเพื่อบอกวิธีการเพาะปลูกบรอกโคลี่นอกฤดูกาล”
“ท่านรองฯ นี่หมายความว่าเธอจะเปิดเผยวิธีลับจริงๆหรอ!!”
“เด็กสาวใจกว้างขนาดนั้นเลย?”
“วิธีการเพาะปลูกบรอกโคลี่นอกฤดูกาลเนี่ยนะ ทำไมเธอถึงยอมบอกเรื่องนี้กับพวกเราได้!” เดิมทีพวกเขาก็อยากจะให้เด็กสาวบอกความลับในการเพาะปลูกอยู่แล้ว แต่แค่คิดไม่ถึงว่ามันจะง่ายดายเช่นนี้
จากที่คิดว่าคงต้องบังคับให้พูด หรือการหยิบยื่นข้อแลกเปลี่ยนที่สมเหตุสมผล ไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องพวกนี้...รองประธานสภาได้ติดต่ออีกฝ่ายเอาไว้ก่อนแล้ว แถมยังยอมรับง่ายๆอีกด้วย!
“ใช่ ในวันที่เธอมาที่นี่ ทุกคนจะมาฟังพร้อมกันก็ได้ แต่เรื่องค่าสารอาหารที่มากกว่าปกตินั้น...ฉันยังไม่อยากรบกวนเธอมากเกินไป ไม่อย่างนั้นพวกเราอาวุโสจะถือว่าเป็นการรังแกเด็ก”
“เข้าใจแล้วครับ แค่บอกวิธีการเพาะปลูกนอกฤดูกาลก็ยอดเยี่ยมแล้ว”
“ใช่ เด็กคนนี้ใจกว้างมากแล้ว” ถึงพวกเขาจะอยากได้วิธีการเพาะปลูกบรอกโคลี่ให้มีคุณภาพสูงเช่นนี้ แต่กลับไม่มีใครพูดมันออกมาโดยตรง
เมื่อพวกเขาพบว่าเด็กสาวเป็นคนที่พูดคุยด้วยได้ง่ายๆ ดังนั้น...ใครบ้างที่ไม่อยากจะติดต่อเธอเบื้องหลังแล้วยึดครองวิธีการเพาะปลูกบรอกโคลี่ที่ยอดเยี่ยมเอาไว้เพียงแค่ผู้เดียวน่ะ!
ใช่แล้ว! พวกเขาไม่ได้จะปล่อยวิธีลับในการเพิ่มคุณภาพไปเสียหน่อย แต่เพื่อไม่ให้เธอเปิดเผยมันต่อคนอื่น จึงแสร้งทำเป็นยอมรับโดยง่ายก็เท่านั้น แน่นอนว่าถ้าเรื่องการเพาะปลูกนอกฤดูกาลยังไม่ถูกรองประธานฯรู้ก่อน พวกเขาก็คงจะติดต่อเธอเรื่องนี้เหมือนกัน น่าเสียดาย....
………………………….