บทที่ 214 เรื่องน่าปวดหัว (อ่านฟรี 7 ต.ค. 68)
บทที่ 214 เรื่องน่าปวดหัว (อ่านฟรี 7 ต.ค. 68)
บทที่ 214 เรื่องน่าปวดหัว
การล่าที่ราบรื่นนี้ทำให้พวกเด็กๆสนุกสนานกันมากขึ้น จนสุดท้ายก็สามารถยึดพื้นที่ได้ทั้งหมด อาจารย์เติ้งและรุ่นพี่หวังมาจุดนัดพบช้ากว่าเกือบครึ่งชั่วโมง ทำเอาตอนที่พวกเขามาถึง รุ่นน้องเติ้งพูดจาอวดดีใส่ไปหลายประโยคจนอาจารย์อยากจะทุบหัวเด็กสาวสักสองสามที
ซูหยวนและรุ่นน้องทั้งสองได้โอกาสพักผ่อนก่อนหลังจากทำงานหนักมาตลอด 4 ชั่วโมงกว่าๆนี้ ส่วนอาจารย์และรุ่นพี่หวังต้องลาดตระเวนเพื่อให้พวกกลายพันธุ์หลุดเข้าไปน้อยที่สุด ถ้าพวกเขาสามารถจัดการได้ก็จัดการกันเลย แต่ถ้าไม่ได้ก็จะส่งสัญญาณเรียกให้คนที่พักผ่อนอยู่ไปช่วย ซึ่งกรณีแบบนั้นย่อมไม่เกิดขึ้นถ้าไม่เจอพวกกลายพันธุ์มากกว่า 20 ตัวในคราวเดียว...
ผ่านไป 5 วัน กลุ่มของอาจารย์เติ้งก็ทำภารกิจได้เกินครึ่งแล้ว การล่าก็ราบรื่นดี ทุกคนได้กินอิ่มนอนหลับ มันเหมือนว่าเป็นการพาพวกเขามาพักผ่อนเสียมากกว่า ซึ่งพวกเด็กๆปีหนึ่งก็ได้ฝึกซ้อมไปด้วย ฝีมือของพวกเขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่ซูหยวนก็เริ่มฝึกฝนทักษะธนูระดับสูงตัวใหม่แล้วเช่นกัน
การที่พวกเขาไม่พบปัญหาเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าหน่วยอื่นๆไม่พบเจอปัญหาไปด้วย อาจจะต้องบอกว่าความแข็งแกร่งของกลุ่มอาจารย์เติ้งนั้น...แท้จริงแล้วได้สร้างปัญหาให้หน่วยอื่นๆก็เป็นได้
พวกกลายพันธุ์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นกัน เมื่อพวกมันรับรู้ได้ว่าจุดไหนอันตรายย่อมไม่เข้าไปใกล้ แต่การเลี่ยงพื้นที่ส่วนที่อาจารย์เติ้งรับผิดชอบ เท่ากับการเพิ่มจำนวนพวกกลายพันธุ์ของพื้นที่เขตรอบข้างมากกว่าเดิม ไม่น่าแปลกใจที่หลังจากผ่านไปครึ่งทาง กลุ่มของอาจารย์เติ้งก็ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือแล้ว
“พวกเธออยู่ที่นี่ อาจารย์จะไปช่วยทางนั้นเอง” ด้วยความแข็งแกร่งของหวังเป่าเป้ยและอันซูหยวน อาจารย์เติ้งไม่จำเป็นต้องกังวลความปลอดภัยของพวกเธอแล้ว เขาออกคำสั่งแล้วก็ลัดเลาะไปตามเส้นทาง ตั้งใจจะไปช่วยหน่วยที่กำลังเดือดร้อน ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน...สัญญาณขอความช่วยเหลือก็ถูกใช้อีกครั้ง
“รุ่นน้อง....ฉันจะไปทางด้านนั้นเอง เธออยู่กับพวกรุ่นน้องไปนะ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้รีบขอความช่วยเหลือทันที ฉันจะรีบมา” รุ่นพี่หวังเป็นคนเสียสละบ้าง ถ้าเทียบกันแล้ว...เธอก็ยังมีการฝึกฝนทักษะที่ก้าวหน้ายิ่งกว่ารุ่นน้องอัน อีกอย่าง...รุ่นน้องเติ้งและรุ่นน้องอี้ก็ไม่ได้อยากจะเสี่ยงชีวิตอยู่กับเธอ มันจะดีกว่าถ้าปล่อยให้ทั้งสามอยู่ด้วยกัน
รุ่นพี่หวังวิ่งจากไป อันซูหยวนไม่ได้กังวลว่าเธอจะเจอกับอันตราย เพราะรุ่นพี่หวังไม่ใช่พวกระดับต่ำ เธอเป็นถึงรุ่นพี่ปีสี่ การเข้าไปล่าในเขต B นั้นยังเป็นเรื่องพื้นฐานเลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม...ที่เป็นปัญหามากกว่าก็คือพวกทหารที่ทำภารกิจอยู่ต่างหาก
ซูหยวนลองตรวจสอบสถานการณ์ของเขตทหารคนอื่นๆ เธอพบว่าพวกเขามีปัญหาคล้ายคลึงกัน เนื่องจากทหารที่รับภารกิจยึดเขต A นั้นเป็นทหารระดับทั่วไป บางคนก็ไม่ใช่ผู้ใช้พลังงาน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความแตกต่างของระดับจะทำให้พวกเขาทิ้งห่างจากกลุ่มของอันซูหยวนไปมาก
ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขายังปลอดภัยดีหรือเปล่าเลย บางกลุ่มเริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมาต่อเนื่องแล้ว หากเป็นแบบนี้ต่อไป...ภารกิจคงจะต้องล่าช้าไปด้วยแน่
“รุ่นพี่?” รุ่นน้องเติ้งเลิกคิ้วด้วยความสนใจ เธอรู้สึกว่ารุ่นพี่กำลังใช้ความคิดกับอะไรบางอย่าง และนั่นก็คงจะเป็นเรื่องน่าสนุกด้วย
“อืม มีอะไร”
“ฉันก็แค่สงสัยว่ารุ่นพี่กำลังคิดอะไรอยู่เท่านั้นค่ะ”
“......ไม่มีอะไร ฉันก็แค่กำลังคิดว่าภารกิจครั้งนี้จะสำเร็จตามเวลาหรือเปล่า บางที...มันอาจจะกินเวลานานกว่าครึ่งเดือนก็ได้”
“จะเป็นแบบนั้นหรอคะ พวกกลายพันธุ์เขต A ไม่นับเป็นอะไรเลย ขนาดพวกเราก็จัดการพวกมันได้ง่ายๆ ฉันยังคิดว่าอีกไม่กี่วันนี้พวกเราก็น่าจะได้กลับแล้วเสียอีก” ถ้ามีคนมาได้ยินคำพูดของรุ่นน้องเติ้ง บางทีหน้าของพวกเขาคงจะกระตุกด้วยความโกรธไปแล้ว
เธอพูดออกมาแบบนี้ ทำเหมือนการล่าพวกกลายพันธุ์เขต A เป็นเรื่องง่ายดายได้อย่างไร .... ขนาดพวกนักเรียนที่ใช้พลังงานก็ยังต้องต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง แล้วทหารที่ไม่ได้ใช้พลังงานจะต่อสู้อย่างราบรื่นได้หรือ?
นี่ไม่ใช่การดูแคลนพวกเขาหรือไง?
“เธอเป็นผู้ใช้พลังงาน จะพูดแบบนี้ก็ได้ แต่มีคนอีกมากที่ไม่ได้เป็นผู้ใช้พลังงานและกำลังทำภารกิจอยู่” ดีที่รุ่นน้องอี้เข้าใจสถานการณ์ เนื่องจากทั้งสองคนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ดังนั้นจึงค่อนข้างสนิทสนมกันมากขึ้นแล้ว อย่างน้อยๆรุ่นน้องเติ้งก็ทำให้หนุ่มเย็นชาคนนี้พูดออกมาได้หลายประโยคในหนึ่งวัน
“อ๋อ เข้าใจแล้ว แต่ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับพวกเราใช่ไหม? ตราบเท่าที่พวกเราทำภารกิจสำเร็จ คนอื่นๆไม่เสร็จก็อยู่ทำกันต่อไป”
“แล้วเธอคิดว่าสถานการณ์ขอความช่วยเหลือแบบนี้จะไม่มีอีกหรอ”
“หืม? หมายความว่าพวกเราเองก็อาจจะไม่ได้ทำภารกิจตัวเอง แต่จะต้องไปช่วยคนอื่นใช่ไหม! นั่นสินะ คนพวกนั้นขอความช่วยเหลือเป็นว่าเล่น ถ้าพวกเราเรียกไปอีกคนสองคน ทีนี้พื้นที่ของพวกเราก็ไม่ต้องมีคนป้องกันแล้ว สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปเริ่มใหม่อีก”
รุ่นน้องเติ้งพูดขึ้นมา คำพูดของเธอฟังเผินๆแล้วเหมือนจะเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง ทว่า...กลับเป็นคำพูดที่ถูกต้องจนทั้งสองคนก็ไม่คิดแก้คำให้
พูดไม่ทันขาดคำ สัญญาณขอความช่วยเหลือก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ซูหยวนมองหน้าเด็กๆก่อนจะถอนหายใจ ครั้งนี้ทำได้แค่ต้องส่งเด็กๆไปช่วยเหลือพวกเขาแล้ว ถ้าเธอปล่อยให้เด็กๆอยู่กันตามลำพังเพื่อปกป้องพื้นที่ แบบนั้นจะอันตรายมากกว่า อย่างน้อยๆให้พวกเธอไปช่วยทหารคนอื่นๆ ก็ยังมีคนอยู่ที่นั่นด้วย
“รุ่นน้องเติ้ง รุ่นน้องอี้ ทั้งสองคนไปเถอะ”
“แล้วรุ่นพี่อันจะอยู่ที่นี่คนเดียวหรอคะ แม้ว่ารุ่นพี่จะแข็งแกร่งมาก แต่...มันก็ยังอันตรายอยู่ดี ถ้ารุ่นพี่ถูกลอบโจมตี...” ตราบเท่าที่เป็นอันซูหยวน รุ่นน้องเติ้งไม่มีทางไม่ใส่ใจ
สำหรับเธอแล้ว รุ่นพี่อันก็คือต้นแบบของเธอ เป็นรุ่นพี่ที่เธอเชื่อใจมากที่สุด และเป็นห่วงมากที่สุดด้วย ... ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะได้รับความห่วงใยแบบนี้จากเด็กสาว ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่ารู้สึกไม่ดีที่ได้รับความห่วงใยเช่นนี้หรอกนะ...
“ฉันไม่มีอะไรให้ต้องกังวล อย่างที่เห็น...ฉันตรวจสอบพวกกลายพันธุ์ได้ล่วงหน้าหลายกิโลเมตร ดังนั้นพวกเธออาจจะต้องตามไปเจอจากข้างหน้า”
“โอ้ รุ่นพี่อันสุดยอดจริงๆ” รุ่นน้องเติ้งอ้าปากค้างก่อนจะหัวเราะออกมา เธอยิ่งประทับใจอันซูหยวนมากกว่าเดิมเสียอีก
หลังจากที่ตกลงกันได้ ซูหยวนก็คอยมองตามหลังของเด็กทั้งสอง จนกว่าพวกเธอจะไปเจอกับกลุ่มที่กำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เมื่อมีผู้ใช้พลังงานสองคนเข้าร่วม แม้จะไม่ได้มีทักษะระดับสูงเหมือนอาจารย์เติ้ง หวังเป่าเป้ยและอันซูหยวน ทว่าความแข็งแกร่งของพวกเขาก็เพียงพอที่จะทำให้การช่วยเหลือนี้เป็นไปอย่างดี
ในขณะเดียวกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาทำภารกิจ ซูหยวนยังใช้เวลาว่างเพื่อเดินไปข้างหน้าต่อ เธอตรวจสอบแผนที่ทั้งหมด ใช้ธนูเพียงคันเดียวก็โจมตีได้เป็นวงกว้าง ธนูพลังงานที่ได้มาจากจูหลิวหลี่ช่วยได้มากจริงๆ ทำให้เธอไม่ต้องเสียเวลาเก็บลูกศรจำนวนมากกลับมา เธอสะพายลูกธนูมาเพียง 200 ศร ในขณะที่ถ้าไม่จวนตัวเกินไปก็จะใช้ธนูของจูหลิวหลี่ที่มีเวลาหน่วงในการดึงกลับสลับกันไปมา
ร่างเล็กเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ในเขต A นี้ไม่เหลือพวกนักล่าคนอื่นแล้ว พวกเขารู้ว่ากองกำลังต้องการเก็บกวาดเขต A ทำให้ต้องถอนตัวกันทั้งหมดเพราะกลัวว่าจะถูกลูกหลง อีกอย่าง...สถานการณ์ได้ประกาศออกไปทั่วแล้ว คนที่ยังอยู่ในเขต A และขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่จะมีโทษหนัก ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกนักล่าซึ่งไม่พอใจก็ยังไม่กล้าเข้ามาก่อเรื่องในเขตพื้นที่ล่าเช่นนี้
ผ่านไปเกือบห้าชั่วโมงกว่าที่อาจารย์เติ้งจะกลับมา เขารู้ว่าเด็กๆแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางแล้ว เมื่อกลับมาจุดนัดพบครั้งแรกก็พบร่องรอยของซากพวกกลายพันธุ์จำนวนมาก จึงเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือซูหยวนไล่เก็บกวาดพวกกลายพันธุ์มาจนได้ 1 กิโลเมตรกว่าแล้ว ด้วยความเร็วนี้...เกือบจะเทียบเท่ากับตอนที่ทำภารกิจด้วยกัน 5 คนเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าอาจารย์เติ้งไม่ได้ถามอะไรมากนัก ซูหยวนเป็นทหารพิเศษของกองทัพ เธอย่อมมีวิธีในการจัดการสัตว์กลายพันธุ์ที่เขต A อยู่แล้ว
การทำงานหนักของอาจารย์และศิษย์ทำให้ความคืบหน้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแทบจะเป็นสองเท่าของทหารกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นสุดท้ายแล้วพวกเขาจึงถูกเรียกตัวกลับมา หากจะนำไปข้างหน้าแค่กลุ่มเดียว สุดท้ายแล้วก็จะไม่มีผลอะไรเลยเนื่องจากสัตว์กลายพันธุ์อาจจะใช้ช่องโหว่โดยการลัดเลาะจากพื้นที่รับผิดชอบของคนอื่นแล้วเข้ามาในพื้นที่ของพวกเขาได้
ดังนั้นแทนที่จะให้ทั้งสองเร่งทำภารกิจ จึงได้เรียกกลับมาแล้วเตรียมมอบหมายงานให้พวกเขาใหม่แทน
สถานการณ์ที่เขต A ตึงมือสำหรับกองกำลังเพียงน้อยนิดนี้มาก พวกระดับสูงก็ไม่เต็มใจจะมาช่วยจัดการเพราะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ซูหยวนกลับมาที่พื้นที่ล่าก็พบว่าพวกผู้นำกำลังบ่นเกี่ยวกับปัญหานี้กันยกใหญ่
“สองคนมาแล้วหรอ มานั่งก่อนสิ” ระดับของอาจารย์เติ้งไม่ถือว่าน้อย เรียกว่าแทบจะเท่ากับผู้นำกลุ่มภารกิจนี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาย่อมให้เกียรติอาจารย์เติ้งมาก
ด้วยระดับของอาจารย์เติ้ง หากไม่ใช่เพราะอยากให้พวกนักเรียนได้ทำภารกิจ เขาคงจะไม่เสียเวลามาเข้าร่วมทำภารกิจที่น่าเบื่อนี้ด้วยหรอก
“สถานการณ์วุ่นวายอยู่หรอ”
“ใช่แล้วพันเอกเติ้ง วุ่นวายจริงๆนั่นแหละ พวกทหารที่ไม่มีค่าพลังงานพวกนั้นไปต่อกันไม่ไหวแล้ว บางทีอาจจะต้องถอนตัวกลับมาพักกันก่อนก็ได้”
“แล้ว...คิดว่าภารกิจนี้จะต้องเพิ่มเวลาอีกกี่วัน”
“ก็ยังไม่มั่นใจเลย อาจจะกลายเป็นหนึ่งเดือนเลยก็ได้ พวกระดับสูงก็เร่งให้รีบจัดการเพราะพวกเขามีงานที่ต้องทำหลังพวกเราเก็บกวาดเสร็จอีก แต่พอถามถึงคนกลับบอกว่าไม่มีให้เพิ่มแล้ว ช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ”
ผู้นำภารกิจอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้ ตัวเขาก็อยากทำให้ภารกิจนี้เสร็จเหมือนกัน ทว่าทหารที่ได้รับมาหยิบมือเดียว แถมไม่ได้เป็นผู้ใช้พลังงานด้วยซ้ำจะทำอะไรได้
ต่อให้อยากเร่งรัดพวกเขา ทว่าด้วยขีดจำกัดที่มีก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก
“ปัญหาก็คือกำลังคนงั้นหรอ? ถ้าอย่างนั้นจะเอาภารกิจไปให้สถาบันทำไหม” อาจารย์เติ้งเห็นเป็นโอกาส ดังนั้นจึงเสนอขึ้นมา
“เสนอไปแล้วเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกับครั้งก่อนที่ให้พวกนักเรียนอยู่ใกล้เขตปลอดภัย ครั้งนี้จะต้องส่งพวกเขาเข้าไปในพื้นที่ล่าด้วย ถ้าจะต้องให้ภารกิจจริงๆก็ต้องให้นักเรียนชั้นปี 3 แล้วคิดว่าพวกเขาจะมาทำภารกิจที่เขต A กันไหม”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ยากหน่อย” เพราะเด็กปีสาม การเก็บคะแนนของพวกเขาไม่เหมือนพวกนักเรียนปีสองแล้ว ไม่ใช่แค่รับภารกิจไหนก็ได้แล้วนับเป็น 1 คะแนน แต่ภารกิจที่ต่างกันก็จะนับคะแนนต่างกันด้วย
เช่น หากให้ล่าโคเขาแหลมกลายพันธุ์จะได้รับ 5 คะแนน แต่ถ้าล่าตัวหนืดสามแขนกลายพันธุ์จะได้ 7 คะแนนเป็นต้น หมายความว่าการทำภารกิจนั้น พวกเขาจะต้องเปรียบเทียบกันเอาเองว่าภารกิจไหนทำได้แล้วให้ผลตอบแทนดีที่สุด
ดังนั้นถ้าเอาภารกิจจากเขต A ไปให้ เทียบกับภารกิจเขต B แล้ว ผู้สนใจคงจะมีน้อยมากๆ เพราะต่อให้นี่เป็นภารกิจสำคัญ ทว่า...มันก็แค่การจัดการพวกกลายพันธุ์เขต A เท่านั้นเอง
อันที่จริงสถานการณ์นี้ถือว่ายุ่งยากเพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยว ถ้ารอจนนักเรียนชั้นปีที่ 2 เข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 แล้ว พวกเขาจะสามารถรับภารกิจที่เขต A นี้ได้ดีขึ้น เนื่องจากภาคเรียนแรกนี้จะเน้นให้พวกเขาเริ่มฝึกปฏิบัติแล้ว ช่วงหลังๆของภาคเรียนจะมีการฝึกปฏิบัติในพื้นที่จริงมากขึ้น แล้วก็จะทำให้พวกเขาเคยชินกับการล่ามากขึ้น เมื่อเข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 การล่าด้วยตัวเองก็ทำได้แล้ว
“เดิมทีคิดจะให้ภารกิจกับนักเรียนชั้นปีที่ 2 เหมือนกัน แต่กลัวว่าจะถูกพวกผู้ปกครองเอาเรื่องถ้ามีปัญหาขึ้นมา เหอะ เหอะ” คนมีอำนาจได้แต่ถอนหายใจ หันซ้ายก็มีปัญหา หันขวาก็ยังเจอปัญหาอีก ดังนั้นจึงได้นั่งประชุมกันอยู่อย่างนี้
“แล้วถ้าให้ภารกิจกับนักล่าได้ไหมคะ”
“หืม? สาวน้อย...นักล่าพวกนั้นกำลังประท้วงที่พวกเรายึดพื้นที่ล่าเขต A ถ้าขอให้พวกเขามาช่วยจะไม่เป็นการเพิ่มปัญหาให้หรอกหรือ?” เมื่อได้ยินสิ่งที่ซูหยวนเสนอมา หัวหน้าภารกิจก็ส่ายหน้าให้เธอ
ซูหยวนคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“แล้วถ้ารับนักล่าพวกนี้เป็นทหารอาสาล่ะคะ”
………………………..