LNCrawler

บทที่ 215 ทหารอาสา (อ่านฟรี 8 ต.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 215 ทหารอาสา (อ่านฟรี 8 ต.ค. 68)

บทที่ 215 ทหารอาสา

 

เหมือนกับที่โลกก่อนของเธอ มีการรับสมัครอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ซึ่งเป็นชาวบ้านในชุมชนธรรมดาๆ มีการฝึกฝนและให้ความรู้บ้างเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือดูแลในชุมชนอย่างทั่วถึง ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นทหารจริงๆ มีเงินเดือนประจำอยู่ไม่กี่เหรียญ ถือว่าถูกยิ่งกว่าการรับเข้ามาเป็นทหารจริงๆมาก

 

“ทหารอาสาคืออะไร”

 

“ก็คือการสมัครนักล่ามาเป็นทหารอาสาค่ะ มีเงินเดือนให้พวกเขาเล็กน้อยเพื่อตอบแทน ในขณะที่ให้พวกเขาช่วยดูแลเขต A อย่างต่อเนื่องไปเลย เพราะสุดท้ายแล้ว...ในอนาคตก็ต้องมีการจัดการเขต A ด้วยใช่ไหมคะ แทนที่จะต้องแบ่งกำลังของทหารมาทำงาน สู้ให้พวกเขามาช่วยที่นี่คงจะดีกว่า ประหยัดงบประมาณและแรงงานมากกว่าด้วย”

 

“แล้วพวกนั้นจะยอมหรอ? ค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ต้องมอบให้พวกเขาต้องใช้เท่าไร บางทีอาจจะกลายเป็นปัญหาภายหลังอีกก็ได้”

 

“เรื่องนั้นคงต้องกำหนดให้ชัดเจนค่ะ บางทีแค่ 1000 – 2000 เครดิตต่อเดือน พวกเขาก็เต็มใจที่จะมาทำงานกันแล้ว”

 

“แค่ 1000 เครดิตงั้นหรอ? นั่นจะไม่น้อยเกินไปหรือไง”

 

“ในความคิดของฉัน น่าจะโยนเงินลงไปหนึ่งก้อนแล้วให้พวกเขาตั้งกลุ่มกันเองค่ะ สับเปลี่ยนกันมาทำงานแล้วก็บริหารเงินกันเอง เพียงมอบข้อกำหนดพื้นฐานที่กองทัพอยากได้จากพวกเขา ด้วยการทำแบบนี้...น่าจะทำให้พวกเขาสามารถรับทั้งงานจากกองทัพแล้วก็งานอื่นไปพร้อมๆกันค่ะ”

 

“อืม เป็นความคิดที่ใช้ได้ แต่ว่า....จะมั่นใจได้ยังไงว่าพวกเขาจะไม่ละทิ้งหน้าที่หากเจออันตรายขึ้นมา”

 

“นั่นต้องเป็นมาตรการป้องกันที่ต้องจัดการหลังจากนี้แล้วค่ะ ถ้าคิดว่ามันอาจจะเป็นปัญหามากกว่าประโยชน์...ข้อเสนอนี้ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจก็ได้ค่ะ ฉันแค่เห็นว่าตอนนี้กองทัพต้องการกำลังคนเพิ่มก็เท่านั้น”

            

ซูหยวนไม่ได้มีหน้าที่ต้องวางแผนการนี้ให้พวกเขาอยู่แล้ว การที่เธอเสนอขึ้นมาก็เพื่อให้พวกเขามีทางออกอื่นๆเท่านั้น ทว่าอีกฝ่ายกลับตั้งแง่ไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นให้ต้องปวดหัวอีก

            

อาจารย์เติ้งมองนักเรียนของเขาก่อนจะหัวเราะ

 

“ความคิดของจ่าสิบตรีอันค่อนข้างน่าสนใจนะ” เขาพูดขึ้นมา รู้นิสัยของศิษย์และรู้นิสัยของหัวหน้าภารกิจในครั้งนี้ด้วย ถึงจะดูเหมือนเขาซักไซร้เช่นนี้ แต่ความจริงแล้วเขาเป็นคนที่เข้าใจอะไรยากเท่านั้น เวลาอยากรู้ก็ต้องถามถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในขณะที่อันซูหยวนไม่ใช่พวกที่ชอบทำงานให้คนอื่นโดยไม่ได้อะไรกลับมา

            

ตอนนี้เธอเป็นเพียงจ่าสิบตรี หน้าที่คิดเรื่องใหญ่โตพวกนี้ไม่ใช่เรื่องของเธอ ต่อให้วางแผนเพื่อพวกเขาแล้ว ก็แค่การเพิ่มงานให้ตัวเองเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจที่ซูหยวนจะไม่อยากเสียงพลังงานไปกับเรื่องพวกนี้

            

ทางหัวหน้าภารกิจที่ถูกซูหยวนลอยแพก็อ้าปากค้าง ดีที่อาจารย์เติ้งมีทางลงให้เขา เพราะแบบนั้นจึงพูดขึ้นมา

 

“ฉันก็คิดว่าเป็นวิธีการที่ดี แต่ยังต้องเอาไปปรึกษากับพวกระดับสูงในกองทัพอีกที” พูดไปก็มองซูหยวนไปด้วย หากเธอช่วยคิดทุกอย่างให้กระจ่าง เรื่องก็น่าจะง่ายกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละ...แค่นี้ก็มีแนวคิดใหม่ๆให้ลองดูแล้ว บางทีอาจจะดีกว่าการยื่นขอกำลังทหารมาช่วยเพิ่มก็ได้

            

เนื่องจากภารกิจยึดเขต A ไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จในเร็ววันนี้ อันซูหยวนและอาจารย์เติ้งถูกส่งไปแยกกันเพื่อสนับสนุนกลุ่มอื่นๆต่อไป ซึ่งหลังจากนั้นเพียง 2 วัน สุดท้ายก็มีคำสั่งเพื่อเรียกตัวทหารทั้งหมดกลับมา เนื่องจากสถานการณ์ของพวกเขาไม่ค่อยดีนัก หากมองขึ้นท้องฟ้า...จะเห็นว่ามีพลุสัญญาณขอการสนับสนุนอยู่เต็มไปหมด หมายความว่าการให้พวกเขาทำภารกิจในระยะความกว้าง 2 กิโลเมตรนั้นหนักเกินไปสำหรับทหาร 5-6 คน แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้...พวกเขาก็จะยึดพื้นที่ทั้งหมดไม่ได้

            

โชคดีที่ข้อเสนอของซูหยวนถูกส่งไปให้พวกระดับสูงได้คิดทบทวนแล้ว ดังนั้นจึงมีคำสั่งออกมาให้หัวหน้าภารกิจจัดตั้งทหารอาสา โดยทุกครั้งที่มีภารกิจใหญ่ในเขต A จะให้เงินเดือนพวกเขา 2,000 เครดิต แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรก็จะให้พวกเขาเพียงเดือนละ 1,000 เครดิต แต่จะรับเพียงเดือนละ 200 คนเท่านั้น ดังนั้นจึงจะมีการเปิดสมัครและแข่งขันกันทุกๆ 1 ปี หากไม่พัฒนาความสามารถ ปีนั้นก็จะถูกคนอื่นแย่งตำแหน่งงานไป

            

นี่แปลว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการโยนเงินลงไปให้บริหารกันเอง อาจจะกลัวเสียงานในอนาคตจึงทำแบบนี้ ซึ่งสุดท้ายจะใช้วิธีไหนก็ได้ ขอแค่ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่พวกเขาต้องการก็พอ

            

เดิมทีแล้วพวกระดับสูงยังกังวลอยู่ว่าจะมีคนมาสมัครหรือไม่ ปกติเงินเดือนทหารที่ทำงานเต็มเวลาก็ควรจะสูงกว่า 10,000 เครดิต ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะยอมเสี่ยงตายกันทำไม แต่เงินรายเดือนที่พวกเขาเสนอมาเพื่อจ้างคนมาดูแลความปลอดภัยที่เขต A แค่ 1,000 เครดิตเท่านั้น หายไป 10 เท่า จึงคิดว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นที่เข้ามาสมัคร

            

แต่แค่วันเดียวที่ประกาศออกไป ไม่คิดเลยว่าจะมีนักล่าท้องถิ่นมากกว่า 500 คนเข้ามาสมัคร พวกเขาหลายคนยังเป็นคนที่ล่าในพื้นที่เขต B แล้วด้วยซ้ำ ทว่าด้วยงานที่เสี่ยงตายก่อนหน้านี้....การที่จู่ๆก็ได้งานที่มีรายได้ประจำ แถมยังทำงานแค่วันละ 7-8 ชั่วโมง พวกเขายังมีเวลาไปล่าพวกกลายพันธุ์ต่อได้อีก งานแบบนี้ใครจะไม่ต้องการบ้าง!

           

 ปกติเมื่อพวกเขาออกล่า หากต้องการเงินจำนวนมากก็ต้องล่าตลอดตั้งแต่ไฟยังไม่สว่างจนกระทั่งไฟดับลง คิดเป็น 12 ชั่วโมงเต็ม บางวันตัดพันการต่อสู้ทำให้ต้องอยู่ข้ามวันข้ามคืนด้วยซ้ำ นี่ไม่เท่ากับว่า...ถ้าพวกเขาทำงานเวลาเท่าเดิม ก็ยังเหลืออีก 4-5 ชั่วโมงที่ไปเดินเล่นล่าพวกกลายพันธุ์หาเงินเพิ่มได้ไม่ใช่หรอ?

            

หลายคนอยากทำงานร่วมกับกองทัพอยู่แล้ว พอเห็นว่านี่อาจจะเป็นโอกาสให้พวกเขาปีนป่ายกลายเป็นทหารในที่สุด จึงรีบมาสมัครกันเป็นแถว

            

โดยไม่คาดคิด ปัญหาทั้งหมดที่พวกเขากังวลก็หมดไปด้วยเงินไม่กี่เครดิตนี้ หากเทียบกับทหารของพวกเขาแล้ว...เงินเดือนที่มากกว่า 10 เท่า ก็ควรจะทำประโยชน์ได้มากกว่ามาเสียเวลาอยู่ที่เขต A นี้จริงๆ

           

 ที่สำคัญที่สุด เมื่อมีการเปิดสมัครแบบนี้ นักล่ามากมายก็ไม่คิดมาประท้วงอีกแล้ว กลับเป็นโอกาสของพวกเขาเสียอีกที่เขต A ถูกยึดไป เพราะถ้าเขต A ไม่ถูกยึด พวกเขาจะมีโอกาสเป็นทหารอาสาหรือ?

            

ดังนั้นภารกิจแรกที่กองทัพมอบให้พวกเขาก็คือการช่วยเหลือทหารจัดการเขต A โดยจะให้เงินสำหรับการสังหารพวกกลายพันธุ์เท่ากับราคาซื้อขายที่กำลังเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง พวกโรงงานผลิตมากมายพยายามกว้านซื้อพวกมันให้ได้มากที่สุด เพราะรู้ว่าอีกไม่นาน...ทรัพยากรจากเขต A ก็จะลดลงแล้ว

            

พวกนักล่าต้องการแสดงฝีมือให้ทหารได้เห็น พวกเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ ในที่สุดก็สามารถพากันยึดอาณาเขตตามที่พวกทหารต้องการได้ จากนั้นการแข่งขันเพื่อเป็นทหารอาสาก็ได้เริ่มต้นขึ้น

            

ซูหยวนยืนกับกลุ่มนักล่าที่ติดตามพ่อของเธออีก 24 คน มองดูการแข่งขันของพวกเขาโดยไม่คิดเข้าร่วม ก็นะ...ในเมื่อการได้ทำงานกับซูหยวนจะทำให้พวกเขามีรายได้ 3,000 เครดิตต่อเดือน อย่างนั้นพวกเขาจะต้องอยากเป็นทหารอาสาที่เงินเดือน 1,000 เครดิตไปทำไม

            

แถมการเป็นผู้ช่วยงานเกษตรกร ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยมากกว่าเดิมหรือ?

            

การแข่งขันของพวกนักล่านั้นค่อนข้างสนุก แต่ละคนก็มีวิธีการต่อสู้ของตนเองที่ได้รับมาจากประสบการณ์ทำงานมากมายหลายปี ไม่เหมือนกับนักเรียนที่ผ่านการฝึกจากสถาบัน วิธีการของพวกเขาจะคล้ายคลึงกันทั้งหมด พอได้เปิดหูเปิดตาแบบนี้ก็ทำให้ซูหยวนได้แนวคิดในการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นมาอีกไม่น้อยเลย

            

การแข่งขันของพวกเขาไม่ยากเย็นอะไร เพียงแค่ให้จับคู่แล้วก็ต่อสู้กัน ใครชนะก็เข้ารอบต่อไป คัดจนเหลือ 150 คน ในขณะที่คนแพ้ที่เหลือยังมีโอกาสมาแข่งกันอีกรอบจนเหลืออีก 50 คน รวมแล้วจะได้ทหารอาสา 200 คนตามจำนวนที่ต้องการ

            

ซูหยวนเดินดูคนที่น่าสนใจ ก่อนที่จะหยุดตรงคู่ต่อสู้คู่หนึ่ง

            

ร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งค่อนข้างโดดเด่นท่ามกลางเหล่านักล่ามืออาชีพ เนื่องจากอายุของเขาที่ไม่น่าจะมากไปกว่าซูหยวน รวมทั้งร่างกายที่ผอมแห้งของเขาราวกับไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอนั้น มองผิวเผินแล้วช่างน่าสมเพชมากกว่าน่ามอง ขนาดคู่ต่อสู้ของเขายังไม่ยอมลงมือ หากแต่บอกให้เขารีบยอมแพ้ก่อนจะเริ่มการแข่งขันเสียอีก

            

แน่นอนว่าเด็กหนุ่มที่มีจิตใจกล้าแข็ง ถึงกับลงสมัครด้วยตัวเองจะยอมถอยได้อย่างไร ดวงตาของเขามุ่งมั่นที่จะเอาชนะมาก ไม่ได้สนใจว่าคู่ต่อสู้จะเป็นชายร่างใหญ่โตกว่าสองถึงสามเท่า 

            

แม้ว่าสภาพที่เขาเป็นจะทำให้คนมองกันมาก ทว่าซูหยวนกลับไม่ได้ถูกดึงดูดโดยสภาพที่ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงของเขา กลับกัน...เธอที่บังเอิญได้เห็นสายตาของเขากลับได้นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมา

            

ดวงตาแบบนี้....คล้ายกับเด็กคนหนึ่งที่ซูหยวนเคยมอบทุนการศึกษาให้เขาตลอด 4 ปี จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ เวลานั้นซูหยวนก็ถูกดึงดูดโดยสายตานักสู้ของเขาเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม...ทุนการศึกษาที่ให้ไปนั้น เธอไม่ได้สนใจที่จะรับมันคืน ดังนั้นจึงเลิกติดต่ออีกฝ่ายเมื่อเรียนจบ 

            

ก็นะ เธอมันคนไม่มีครอบครัวและไม่คิดจะมีลูกเป็นของตัวเอง เงินที่หามาได้จากการทำงานก็แค่ผลพลอยได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือเธอมีบ้านอยู่ มีเงินให้กินให้ใช้ แถมเงินเดือนก็สูงพอที่จะไม่ต้องอดยากในอนาคต ทั้งยังได้แบ่งส่วนลงทุนเอาไว้แล้ว ต่อให้ถูกไล่ออกก็ยังมีเงินปันผลใช้ไม่อดตาย แม้เธอจะไม่คิดว่าตัวเองจะถูกไล่ออกก็ตาม...

            

เพราะแบบนั้น เมื่อเธอถูกใจก็ย่อมไม่คิดเสียดายภายหลัง เหมือนกับตอนที่เล่นเกม ทุกครั้งที่มีโอกาส ซูหยวนก็จะเติมเงินเข้าไปเพื่อซื้อของขวัญตามเทศกาล เพื่อสนับสนุนเกมที่เธอชอบ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็คิดไม่ถึงว่าจะได้รับผลตอบแทนเช่นนี้

            

เด็กน้อยนักศึกษาในวันนั้น หลังผ่านไปเพียง 5 ปีก็กลับมาเจอเธออีกครั้งในฐาน CEO ของบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง เขากลายเป็นหัวหน้าของบริษัทคู่ค้าที่ช่วยทำให้ซูหยวนทำงานได้ง่ายขึ้น ตอนนั้นเธอจำได้ว่าเขาทำให้ประธานบริษัทชื่นชมเธอหลายครั้งจนถึงกับเพิ่มโบนัสให้เธอเป็นกรณีพิเศษ

            

ถึงซูหยวนจะไม่ต้องการ แต่เด็กน้อยก็ตอบแทนเธอ ทำเหมือนเธอเป็นญาติผู้ใหญ่ของเขา 

            

ทั้งหมดนั้นแม้จะเป็นเรื่องในอดีต ทว่า....ซูหยวนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสัญชาติญาณของเธอก็ไม่ผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนี้....

            

ถึงเธอจะไม่ได้ร่ำรวยมากนัก แต่ในมือของเธอยังมีโอกาสอยู่ เห็นสายตาที่ต้องการต่อสู้ดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายของเขา อดไม่ได้ที่จะมีภาพซ้อนทับกับเด็กหนุ่มที่เคยยื่นมือเข้าช่วยมาก่อน

            

แน่นอนว่าซูหยวนไม่ได้ใจดีเกินไป ทุนการศึกษาที่เคยให้ก็ให้ตามกระบวนการทางกฎหมาย แถมเอาไปลดหย่อนภาษีได้สูงมาก เปลี่ยนจากที่เธอต้องจ่ายภาษีส่วนบุคคล 30% เหลือเพียง 20% เท่านั้น หักลบกลบหนี้แล้ว...ก็เหมือนเธอแค่เปลี่ยนที่จ่ายเงิน จากที่ต้องจ่ายให้รัฐบาลก็เปลี่ยนไปจ่ายให้เด็กน้อยคนหนึ่งได้มีชีวิตใหม่ขึ้นมาก็เท่านั้น

            

ครั้งนี้เองก็เช่นกัน ถึงเธอจะมีเงินมากพอที่จะให้เขาอยู่ได้อย่างเป็นสุข ทว่า...ซูหยวนไม่เคยมอบอะไรให้คนอื่นฟรีๆ เพราะไม่อย่างนั้น พวกเขาจะเคยตัวกับการที่ได้รับอยู่เสมอ และวันที่เธอไม่ให้ ตอนนั้นกลับจะเป็นปัญหาของเธอแทน

 

“เด็กน้อย ไม่ยอมแพ้แน่หรอ? จะเจ็บตัวเอาได้นะ”

 

“จะเจ็บตัวหรืออดตาย ผมมีแค่สองอย่างนี้เท่านั้น”

 

“เห้อ ถึงจะเข้าใจว่าชีวิตลำบาก แต่ก็ช่วยคิดใหม่หน่อยเถอะ ต่อให้เป็นผู้เก็บขยะก็ยังมีรายได้ อดบ้างได้กินบ้างก็น่าพอใจแล้ว รอวันที่โตกว่านี้แล้วค่อยมาสมัครดีไหม”

 

“รองั้นหรอ? กว่าจะโตได้ ผมก็คงตายไประหว่างนั้นแล้ว เหอะ! เก็บขยะงั้นหรอ? คุณคิดว่าผมไม่เข้าใจหรอว่าการเก็บขยะหลังจากนี้จะเป็นยังไงน่ะ แค่ปกติก็อันตรายพอแล้ว หลังจากนี้จะต้องเก็บที่เขต A ชั้นใน หรือไม่ก็ต้องไปที่เขต B นั่นก็เท่ากับฆ่าตัวตายเท่านั้นแหละ”

 

“เด็กน้อย ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะ คนอื่นจะหาว่าฉันรังแกคนได้ เอาอย่างนี้เป็นไง เธอน่ะยอมแพ้จากฉันเถอะ จากนั้นก็รอไปสู้รอบหน้า เผื่อจะได้เจอคู่ต่อสู้ที่อาจจะมีโอกาสชนะ ถ้าเกิดว่าต่อสู้กับฉันแล้วบาดเจ็บขึ้นมา พอไปเจอคนที่อาจจะเอาชนะได้ก็หมดโอกาสแล้วนะ”

 

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่เชื่อว่าชีวิตของผมจะโชคดีขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่เป็นแบบนี้...” เด็กน้อยแค่นหัวเราะ สายตาของเขามีแค่แววตาดูแคลนชีวิตบัดซบของตนเองเท่านั้น

            

เขากัดฟันแน่น ยืนหลังตรงมั่น ไม่ว่ายังไงก็ต้องการต่อสู้กันให้รู้ผล

            

เห็นเขาเป็นแบบนี้ นักล่าก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงขยับมือก่อนจะพุ่งตัวเข้ามา ต้องการฟาดอาวุธของตนเองไปที่ไหล่ของเด็กหนุ่มให้จบในครั้งเดียว เด็กน้อยมีดวงตาคมกร้าว เขาไม่กระพริบตาด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าอันตรายกำลังเข้ามาใกล้ตนเอง จากนั้นก็ขยับเท้า เตรียมจะหลบการโจมตีนี้

            

ปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วทำให้เขารอดจากการโจมตีครั้งแรกได้ อย่างไรก็ตามนักล่าคนนั้นตวัดอาวุธที่ซ่อนอยู่ไปที่เอวของเด็กหนุ่มทันที เขาเบี่ยงตัวหลบอีกเช่นเคย เห็นได้ชัดเลยว่าสายตาของเขาดีแค่ไหน ทว่าน่าเสียดาย...หลังจากที่เขาขยับตัวสองสามครั้งเพื่อหลบการโจมตี ความกดดันที่ร่างกายต้องตอบสนองทั้งๆที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องมาหลายวันทำให้เขาล้มลงไปในที่สุด

            

แขนของเขาถูกฟันเป็นรอยเลือด แม้จะเคลื่อนไหวหลบการโจมตีสุดท้ายไม่ทัน แต่ก็ไม่ใช่การโจมตีที่รุนแรงจนทำให้เขาล้มลงได้ แม้แต่นักล่าก็เข้าใจว่าสถานการณ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะอะไร

 

“เด็กน้อย มันจบแล้ว...”

 

……………………………