บทที่ 218 ตระกูลจาง (อ่านฟรี 11 ต.ค. 68)
บทที่ 218 ตระกูลจาง (อ่านฟรี 11 ต.ค. 68)
บทที่ 218 ตระกูลจาง
จางอู่หยางไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกน้องของเขากำลังคิดไปไกลแล้ว ตัวเขาที่อยากจะจัดการแยกเด็กคนนั้นออกจากผู้หญิงของเขาก็ทำได้แค่ข่มใจตัวเองเท่านั้น ถึงเขาจะไม่พอใจมากขนาดไหน แต่อันซูหยวนก็ยังเป็นเด็กอยู่ บางทีเธออาจจะยังไม่คิดเรื่องแบบนั้นก็ได้
ยิ่งนิสัยพื้นฐานที่มักจะไม่ค่อยสนใจอะไรนอกจากการทำงาน จางอู่หยางรู้ดีว่าซูหยวนไม่ใช่คนที่มีเวลาว่างมากพอจะคิดเรื่องไร้สาระพวกนั้น ขนาดตัวเขาที่ทำดีเพื่อเธอเช่นนี้...เด็กสาวยังมองว่าเขาเป็นแค่เจ้านายที่ใจดีเท่านั้นเลย
สำหรับเรื่องของเด็กหนุ่มคนนั้น หากเธอชอบจริงๆเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพียงแค่มองดูสาวน้อยเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเท่านั้น อย่างไรเขากับเธอก็อายุห่างกันไม่น้อยจริงๆ ซูหยวนยังมีเวลาใช้ชีวิตอีกมาก เธออาจจะชอบคนที่อายุน้อยกว่าก็ได้
ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้น หากจริงใจต่อซูหยวนก็ดีไป แต่ถ้าไม่...เช่นนั้นเขาก็จะจัดการไม่ให้เหลือซากเช่นกัน!
เวลานี้ เป็นแค่ช่วงเริ่มต้นรู้จักกัน แม้แต่จางอู่หยางก็ยังไม่รู้ว่าเด็กสาวกำลังวางแผนที่จะทำอะไรต่อไป เขารู้เรื่องที่เธอไปสอบเป็นเกษตรกรทั้งยังผ่านขั้นเริ่มต้นแล้วด้วย เรื่องนี้เขาไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ว่าซูหยวนจะเป็นนักล่าหรือเกษตรกรก็ได้ทั้งนั้น
ที่ผ่านมาเธอได้ทำหน้าที่ของตัวเองคุ้มค่ากับการลงทุนไปแล้ว ดังนั้นต่อให้อยากจะลาออกจากองค์กรนักล่าของเขาก็ไม่ติดเรื่องที่ต้องชดเชยอะไร สัญญาพวกนั้นมีไว้ก็แค่ให้คนในองค์กรต้องคิดดูให้ดีเท่านั้น
จางอู่หยางคิดเล็กน้อยก่อนจะสั่งให้คนของตนเองจัดการเรื่องซื้อบ้านในเขตชั้นกลางเอาไว้สักสองสามแห่ง ด้วยเงินของเขา....ต่อให้ซื้อหลายสิบที่ก็ยังไม่เดือดร้อนอะไร
ที่ผ่านมาจางอู่หยางทำแต่งาน มีเงินเข้าแต่ไม่เคยมีเงินออกจากบัญชี นับเป็นครั้งแรกที่มีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติแบบนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกผู้ใหญ่ตระกูลจางจะเริ่มจับตามองการเคลื่อนไหวของเขา ด้วยกลัวว่าเด็กน้อยคนนี้กำลังจะมีแผนทำอะไรสักอย่างขึ้นมาอีก
เมื่อก่อนเขาเป็นเด็กน้อยมหัศจรรย์ อายุน้อยนิดก็กลายเป็นผู้ใช้พลังงาน เริ่มต้นจากการเข้าร่วมกับกองทัพตั้งแต่อายุน้อยโดยไม่ผ่านการทดสอบ เพราะความสามารถที่เขาแสดงออกมาทำให้พวกผู้นำอยากจะดึงตัวเขาเอาไว้กับรัฐบาลตั้งแต่แรก ผ่านไปไม่นานก็ขึ้นตำแหน่งอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจึงค่อยถอนตัวออกมา
ทว่าระหว่างที่เขาเป็นคนของกองทัพ จางอู่หยางที่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของครอบครัวจางที่หนึ่ง หลังจากเขาสูญเสียแม่ของตัวเองไปตั้งแต่ยังเด็ก พ่อของเขาก็แต่งงานใหม่กับผู้หญิงตระกูลใหญ่อีกคน กำเนิดลูกชายลูกสาวอย่างละคน และเลือกที่จะเมินเฉยลูกติดภรรยาเก่าอย่างเขา
ชีวิตที่น่าอดสูของจางอู่หยางจบลงตั้งแต่ตอนที่เขาสามารถปลุกพลังงานขึ้นมาเองได้ กลายเป็นผู้ใช้พลังงานตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนนั้นบิดาของเขาต้องการจะสนับสนุนเขาด้วยตัวเอง แต่จางอู่หยางก็หนีไป...เขาไม่เลือกคนในครอบครัว แต่เลือกให้กองทัพเป็นผู้สนับสนุน แล้วก็ทำผลงานออกข่าวอย่างต่อเนื่อง
เรียกได้ว่าตอนอายุน้อย จางอู่หยางก็ใช้ชีวิตในเขตพื้นที่ล่ามาตลอด ถ้าไม่ใช่เพราะต้องเข้าสถาบันศึกษาตามเกณฑ์ เขาก็คงจะไม่กลับมาที่เขตปลอดภัยแน่
ซึ่งทันทีที่เขากลับมา จางอู่หยางก็รวบรวมคนของตนเอง ก่อตั้งเป็นองค์กรนักล่าที่เริ่มต้นด้วยกลุ่มนักล่าเพียง 3-4 คนเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มขยายตัวขึ้น แล้วก็มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นจนสุดท้าย...ตระกูลจางที่มีดีเป็นแค่เชื้อสายของตระกูลชั้นสูงเก่าจนต้องหาแต่งภรรยาที่มีฐานะตระกูลดีเพื่อทำให้ตัวตระกูลยังไม่ถูกลดเกียรติ โดนจางอู่หยางแซงหน้าไปง่ายๆอย่างนั้นเลย
ว่ากันว่าตั้งแต่ที่จางอู่หยางยังเรียนไม่จบจากสถาบันนักล่า เขาก็มีทรัพย์สินของตัวเองมากกว่าที่ตระกูลจางครอบครองเอาไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งเส้นสายกับกองทัพ หรือแม้แต่เรื่องการประกอบกิจการขององค์กรนักล่าที่ไม่เคยทำภารกิจพลาดแม้เพียงครั้งเดียว
ความน่าเชื่อถือขององค์กรนักล่าที่จางอู่หยางก่อตั้งขึ้นยิ่งทำให้เงินเครดิตมากมายไหลเข้ามาในกระเป๋าจางอู่หยางเหมือนน้ำป่าไหลหลาก เขารับคนเข้ามาผ่านเครือข่ายพวกที่ทำงานในองค์กรอยู่แล้ว มีการคัดเลือกอย่างเข้มงวด กระนั้นก็ยังขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กลายเป็นองค์กรนักล่าที่เก่งกาจที่สุดในปัจจุบัน ดังนั้นจากชื่อองค์กรนักล่าของจางอู่หยาง ก็ถูกเปลี่ยนเป็นองค์กรนักล่าสกุลจาง โดยบิดาของเขาต้องแลกกับอะไรมากมายเพื่อให้จางอู่หยางใช้ชื่อของตระกูลอยู่ในองค์กรนี้
คนภายนอกต่างก็คิดกันว่าจางอู่หยางนั้นจะต้องเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลจางคนต่อไปแน่ อย่างไรเขาก็ยิ่งใหญ่เสียขนาดนั้น ทว่า...คงมีแค่คนในเท่านั้นที่น้ำตาตก พวกเขารู้ว่าสถานการณ์ในตระกูลจางไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
จางอู่หยางเป็นลูกของภรรยาที่ล่วงลับของหลานชายผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ในขณะที่ผู้นำตระกูลยังมีลูกชายอีก 3 คน และยังมีหลานชายอีกเกือบ 10 คน ถ้านับตามผลงานธรรมดาๆ จางอู่หยางคงจะได้อันดับหนึ่ง เขาคงกลายเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปโดยไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้แนวทางการขึ้นเป็นผู้นำตระกูลที่สืบทอดมาตามธรรมเนียม....บุตรชายคนโต หลานชายคนโต ดังนั้นจางอู่หยางจึงไม่มีสิทธิเช่นนั้น
อีกทั้งในครอบครัวเล็กๆของเขาเอง ครอบครัวฝั่งมารดาใหม่ย่อมไม่ยอมรับง่ายๆ เพราะพวกเขาก็มีหลานชายเหมือนกัน และตระกูลของพวกเขาก็ไม่ได้อ่อนแอ หากต้องการให้จางอู่หยางรับตำแหน่งสืบทอดจากบิดาของเขา ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไรก็ช่าง...เท่ากับเป็นการตบหน้าของตระกูลมารดาใหม่ด้วย
นอกจากนี้....ถ้าจางอู่หยางต้องการนั่นก็เป็นอีกเรื่อง แต่ใครใช้ให้จางอู่หยางใช้ชีวิตอยู่นอกตระกูลจางมาตลอด เขาไม่เคยเห็นหัวตระกูลจางในสายตามาตั้งแต่ยังเด็ก ทำกระทั่งพูดจาไม่เคารพผู้ใหญ่ รวมถึงผู้นำตระกูลจางด้วย....ไม่น่าแปลกใจเลยที่องค์กรนักล่าสกุลจางจึงมีแค่ “ชื่อ” เท่านั้นที่ทำให้คนนอกเข้าใจว่าพวกเขาดีต่อกัน หารู้ไม่ว่าตระกูลจางไม่ได้มีอำนาจใดๆเลยกับองค์กรนี้
จางอู่หยางไม่ให้เกียรติพวกเขา แต่เป็นพวกเขาเองที่แม้จะทำเย่อหยิ่งใส่จางอู่หยาง ทว่าก็พยายามส่งคนของตระกูลจางมาเข้าร่วมองค์กรอยู่เสมอ จางอู่หยางรู้ว่าสมาชิกตระกูลจางที่อยู่ในองค์กรแอบช่วยกันลับๆเพื่อรับคนจากตระกูลจางเข้ามา เขาเองก็ไม่ได้เข้มงวดขนาดที่จะตัดขาดไปเสียทีเดียว อย่างไรก็ยังเป็นสายเลือดของตน และเขาก็ยังใช้นามสกุลจางอยู่
สุดท้ายจึงหลับตาข้างหนึ่ง การทดสอบของตระกูลจางจึงง่ายกว่าคนอื่นๆ ทว่าก็ยังรักษามาตรฐานพื้นฐานเอาไว้ ในขณะที่คนจากตระกูลอื่นต้องคัดเลือกอย่างเข้มงวดกว่าจะยอมให้เข้ามา
“ประธานจางกว้านซื้อที่ดินที่เขตชั้นกลางจำนวนมากงั้นหรือ?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งในตระกูลจางเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากได้ยินการรายงานข่าว
“ใช่ครับ เขาซื้อที่ดินมากกว่า 10 แห่งที่เขตชั้นกลาง รวมเป็นมูลค่ากว่า 700 – 800 ล้านเครดิต ทั้งยังเป็นเงินส่วนตัวด้วยครับ”
“อืม...น่าแปลกจริงๆ ปกติแล้วถ้าเกี่ยวกับองค์กรนักล่าสกุลจาง เขาจะต้องใช้เงินส่วนกลางขององค์กรเพราะถือว่าเป็นการลงทุน ทว่า...การเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีเขาแบบนี้ หรือว่าเขาวางแผนจะทำอะไรอีก”
“ผมก็กลัวว่าจะเป็นแบบนั้นครับ ประธานจางใช้เงินตัวเองเพื่อซื้อพื้นที่เขตชั้นกลางจำนวนมาก เป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจริงๆ นี่มันก็เหมือนกับตอนนั้นเลยใช่ไหมครับ? เมื่อตอนที่เขายังอายุน้อยแล้วจู่ๆก็ใช้เงินส่วนตัวที่หาได้จากการเข้าร่วมกองทัพกว่าพันล้านเครดิตเพื่อซื้อที่ดินในเขตชั้นใน จากนั้น...องค์กรนักล่าก็ถือกำเนิดขึ้น แล้วก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลจางเลย”
“อืม ฉันจะต้องเอาเรื่องนี้เข้าประชุมของตระกูลซักหน่อยแล้ว ถ้าประธานจางอยากทำอะไร พวกเราตระกูลจางจะได้เข้าร่วมสนับสนุนได้ตั้งแต่แรก จะให้ซ้ำรอยเดิมไม่ได้อีก เด็กคนนั้น...มือของเขาเป็นทองคำ หยิบจับอะไรล้วนแต่ประสบความสำเร็จทั้งหมด”
“ดีเลยครับ ผมจะตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินให้มากกว่านี้เพื่อให้ท่านผู้อาวุโสนำเข้าประชุมนะครับ”
“ดี รีบไปดำเนินการเลย จับตาคนรอบๆตัวของเขาเอาไว้ด้วย ถ้ามีเรื่องมากกว่านี้ให้รีบรายงานทันที”
“เข้าใจแล้วครับ”
ไม่ใช่แค่ผู้อาวุโสท่านนี้เท่านั้นที่ได้ยินข่าว คนในตระกูลจางต่างก็รับรู้การเคลื่อนไหวนี้กันทั้งนั้น พวกเขาต่างก็คิดไปในแง่มุมเดียวกันว่าจางอู่หยางอาจจะลงมือทำเรื่องใหญ่อีก เพราะทุกคนรู้ดีว่าโครงการไหนจางอู่หยางสนใจ ล้วนแต่จะทำให้ได้กำไรมหาศาล
นอกจากตระกูลจางแล้ว ตระกูลน้อยใหญ่อื่นๆก็เริ่มเคลื่อนไหวเหมือนกัน เห็นจางอู่หยางซื้อที่ดินทันทีหลังจากเขตชั้นนอกสุดอดีตเขต A ถูกยึด พวกเขาก็คาดเดาว่าเขตชั้นกลางอาจจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นจึงซื้อที่ดินตามกันเป็นพรวน สุดท้ายยังไม่ทันได้ทำอะไร...จางอู่หยางก็ได้กำไรจากการเกร็งกำไรแล้ว
หากเขาขายที่ดินที่เพิ่งซื้อมา กำไรจะอยู่ที่ 10% หลังจากนี้แค่ 3 วันเท่านั้น เนื่องจากทุกคนต้องการซื้อที่ดินในเขตชั้นกลางกันหมด ราคาของพวกมันจึงเพิ่มสูงขึ้นเป็นธรรมดา กลายเป็นปาฏิหาริย์ของมือทองคำอีกครั้ง โดยพวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าความจริงนั้น....สิ่งที่พวกเขาคิดกันไปไกล กลับเป็นแค่เรื่องของบุรุษผู้ต้องการเอาใจผู้หญิงของตนก็เท่านั้น
อันซูหยวนไม่ได้คาดคิดว่าเธอจะได้รับการติดต่อโดยคนของประธานจาง พวกเขาเชิญเธอไปพบที่ร้านอาหารเดิมที่เคยนัดหมายกันในอีก 4 วันข้างหน้า ซึ่งเธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ ความจริงแล้วซูหยวนอยากจะนัดพบประธานจางเพื่อบอกแผนการของตนเองต่อไป ทั้งยังต้องขออนุญาตเขาด้วย ในฐานะที่เธอเป็นลูกน้องของเขา บางทีหลังจากนี้เธออาจจะไม่ได้มีเวลาให้องค์กรนักล่าสกุลจางเต็มร้อย หากไม่รีบรายงานเอาไว้ก่อน ต่อไปจะเป็นปัญหาได้
ทั้งหมดนั่นเป็นแผนการที่ซูหยวนวางเอาไว้ ทว่าตอนนี้ที่เธอต้องทำก็คือการเข้าพบรองประธานสภาเกษตรกรเพื่อให้เขาอนุมัติการเข้าสอบเป็นกรณีพิเศษของเธอ อาศัยการมอบข้อมูลในการเพาะปลูกบรอกโคลี่และเคล็ดลับในการเพิ่มค่าสารอาหารของพวกมันเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน และจะเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับการหาเช่าหรือซื้อแปลงเพาะปลูกไปด้วยเลย
ซูหยวนมาถึงแปลงเพาะปลูกขององค์กรเกษตรกรก็เป็นช่วงสายของวันแล้ว ข้างกายมีหลิ่วโปติดตามมาด้วย สายตาของเขามองไปรอบๆด้วยความสนใจ เหมือนกับที่ซูหยวนเข้ามาพื้นที่ชั้นในครั้งแรก มันก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่กันคนละโลก ไม่ว่าจะด้วยบรรยากาศหรือสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ล้วนแตกต่างจากเขตชั้นในและนอกทั้งหมด
ทั้งสองคนได้รับการต้อนรับอย่างดี เห็นได้ชัดว่ารองประธานฯใส่ใจมาก เขาได้เตรียมพนักงานต้อนรับไว้ก่อนแล้ว เมื่อซูหยวนมาถึงก็พาไปเปลี่ยนชุดสำหรับการเข้าแปลงเพาะปลูก เหมือนกับตอนที่ซูหยวนได้เข้าไปชมแปลงเพาะปลูกของอาจารย์วิชาเกษตรที่สถาบัน มีพืชผักบางชนิดที่ไม่สามารถสัมผัสสารพิษได้เลย ยิ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกขององค์กร....ที่นี่ก็ยิ่งต้องควบคุมให้เข้มงวดมากกว่า
ผ่านประตูชั้นแรกที่เขียนว่า “เขตความปลอดภัยระดับ 1” ซูหยวนเห็นพืชผักมากมายกำลังเติบโตอยู่ พวกมันเพิ่งผ่านการเก็บเกี่ยวครั้งแรกไป ดังนั้นจึงยังเพิ่งแตกหน่อออกรากเท่านั้น พูดให้ถูกก็คือ...พื้นที่พวกนี้มีบางแปลงเป็นพื้นที่ที่ซูหยวนกับพวกเพื่อนอีก 7 คนได้มาจัดการพลิกหน้าดินให้ เธอจึงคุ้นเคยกับมันแล้ว
หลิ่วโปเป็นคนที่เพิ่งเคยเข้าพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งได้เห็นการเติบโตของผักสีเขียวจำนวนมากเช่นนี้เป็นครั้งแรก เขาอ้าปากค้างไปตลอดทาง รู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งฝันไป
เนื่องจากซูหยวนพาหลิวโปมาด้วย ค่าสารพิษในร่างกายของเขาสูงมากจนไม่สามารถเข้าไปที่เขตความปลอดภัยระดับ 2 ได้ ดังนั้นจึงต้องมาแลกเปลี่ยนกันที่เขตความปลอดภัยระดับ 1 นี้แทน
กลายเป็นซูหยวนไม่ใช่ฝ่ายที่ต้องเดินเข้าไป แต่เป็นรองประธานฯและพวกที่ต้องเดินออกมาหาเธอ หญิงสาวนั่งรอเงียบๆ ปล่อยให้หลิ่วโปได้มองดูด้วยตาก่อน เธอไม่ได้อธิบายอะไรในตอนนี้ ดังนั้นบรรยากาศระหว่างพวกเขาจึงมีแค่ความเงียบเท่านั้น ดีที่มันไม่น่าอึดอัด คนหนึ่งกำลังใช้ความคิดและเตรียมแผนการของตัวเอง ในขณะที่อีกคนกำลังรับประสบการณ์ครั้งแรกอย่างเต็มที่
ผ่านไปไม่นานก็มีกลุ่มคนเดินออกมา พวกเขากระตือรือร้นกันมาก ถึงซูหยวนจะรู้ว่าไม่น่ามีแค่รองประธานฯเท่านั้นที่ขอมาฟังเธอพูดถึงวิธีการปลูกบรอกโคลี่นอกฤดูกาล แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีคนจำนวนมากถึงขนาดนี้
บรอกโคลี่ก็แค่ผักระดับเริ่มต้นเท่านั้น ต่อให้ไม่สามารถปลูกบรอกโคลี่ได้ เกษตรกรก็ยังเพาะปลูกผักอย่างอื่นได้ในช่วงฤดูกาลอื่นได้อยู่ดี ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยที่ทุกคนจะทิ้งเวลาอันมีค่าของตนเองเพื่อมาฟังเธอแบบนี้
ซึ่งก็ใช่อย่างที่ซูหยวนเข้าใจ พวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังการเพาะปลูกบรอกโคลี่นอกฤดูกาล แต่ที่พวกเขาอยากรู้มากที่สุดก็คือขั้นตอนในการเพิ่มสารอาหารให้บรอกโคลี่ต่างหาก!
ถ้าแม้แต่บรอกโคลี่ก็เพิ่มสารอาหารให้มันได้ อย่างนั้น...พวกเขาก็อาจจะเอาแนวคิดนี้ไปเพิ่มให้กับพืชผักชนิดอื่น หรือแม้แต่พวกผักที่มีคุณสมบัติทางยาด้วยก็ได้ใช่ไหม?
มันอาจจะเป็นการปฏิวัติวงการเกษตรครั้งใหญ่เลยก็ได้ เช่นนั้นพวกเขาจะพลาดกันได้อย่างไร!
“ยินดีต้อนรับนะ เกษตรกรอัน” รองประธานฯเรียกอย่างให้เกียรติ เขาเผยรอยยิ้มจริงใจต่อเธอ ในขณะที่ขยับตัวเพื่อให้ชายชราอีกคนเดินขึ้นหน้ามา
“ยินดีต้อนรับ และยินดีที่ได้รู้จักสาวน้อย” ชายชราผู้ดูมีมืดมนเข้ามาทักทายซูหยวนบ้าง ดูจากการให้เกียรติของทุกคนแล้ว คนๆนี้สมควรจะมีตำแหน่งสูงกว่ารองประธานฯ เช่นนั้น...เขาจะเป็นประธานขององค์กรเกษตรกรหรือไม่?
…………………………