บทที่ 221 คนไร้มารยาท (อ่านฟรี 14 ต.ค. 68)
บทที่ 221 คนไร้มารยาท (อ่านฟรี 14 ต.ค. 68)
บทที่ 221 คนไร้มารยาท
“ได้ยินว่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกนี้ถูกเช่าแล้ว 20 แปลง ก็อุตส่าห์คาดหวังว่าจะมีเกษตรกรคนไหนที่ต้องการช่วยเหลือองค์กรเพื่อทำภารกิจที่รัฐบาลกลางมอบให้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นแค่พวกที่อยากให้ลูกหลานของตัวเองได้ฝึกฝน เฮ้อ”
ในขณะที่ซูหยวนกำลังลงทะเบียนและตั้งค่าอนุญาตเข้าออกในแปลงเพาะปลูกของตนเองอยู่นั้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เข้ามา น้ำเสียงของเขาฟังแล้วไม่ค่อยดีนัก ดูก็รู้ว่ามีอคติอย่างเต็มที่กับเธอ
ตอนนี้เขากำลังเข้าใจผิด คิดว่าซูหยวนและหลิ่วโปเป็นเด็กจากตระกูลเกษตรกรระดับสูงสักคนซึ่งอยากได้รับประสบการณ์ในการเพาะปลูก ดังนั้นครอบครัวเกษตรกรที่มีเงินจำนวนมากจึงได้เช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกพวกนี้ให้พวกเขาเอาไว้เรียนรู้
ถึงแม้จะไม่ได้มีความผิดอะไร แต่สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นฐานทั่วไปอย่างพวกเขาแล้ว ย่อมรู้สึกไม่พอใจกับความอยุติธรรมพวกนี้
ตัวเขานั้นกว่าจะสามารถสอบเป็นเกษตรกรระดับเริ่มต้นได้ก็ใช้เวลาไปหลายปี พื้นฐานครอบครัวเป็นเพียงเกษตรกรระดับทั่วไปเท่านั้น สืบต่อรุ่นต่อรุ่นมาก็เป็นแค่เกษตรกรที่สามารถเช่าพื้นที่เพาะปลูกได้แค่เขตปลอดภัยระดับ 1 หรือก็คือ....มีความสามารถสูงสุดแค่การเป็นเกษตรกรที่แท้จริง ไม่เคยเลื่อนไปถึงขั้นเกษตรกรระดับสูงเลย
ไม่น่าแปลกใจที่จะมีข้อจำกัดมาก การเช่าพื้นที่ของเกษตรกรที่แท้จริงนั้นมากสุดก็แค่ 20 แปลงเท่านั้น หนึ่งคนต้องทำเกษตรเพื่อเลี้ยงทั้งครอบครัว ไหนจะต้องลงทุนอีกมาก ดังนั้นย่อมไม่สามารถใช้เงินเพื่อเช่าแปลงเพาะปลูกเพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้ได้ ถ้าพวกเขาต้องการที่จะศึกษา...เช่นนั้นก็ต้องไปพยายามเอาที่สถาบัน
เพราะแบบนี้....ทันทีที่เข้าสถาบันศึกษา พวกนักเรียนก็จะค้นพบว่าระดับของตัวเองอยู่ห่างจากพวกมีประสบการณ์มากขนาดไหน ครอบครัวที่มีพื้นฐานดี เด็กๆสามารถเรียนรู้การเพาะปลูกได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าสถาบัน เมื่อต้องลงมือทดสอบ ความรู้และประสบการณ์มากมายยิ่งทำให้พวกเขาทิ้งห่างมากขึ้นไปอีกระดับ เท่ากับว่า...ทั้งชีวิตนี้ พวกเขาไม่สามารถไล่ตามคนเหล่านั้นได้ทันแล้ว
ตอนนี้ตัวเขาก็มีบุตรชายคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนสถาบัน จากความเก็บกดของตัวเองส่งต่อรุ่นลูกหลาน บุตรชายของเขาก็ได้รับความเจ็บช้ำจากเรื่องนี้เหมือนกัน ทุกวันกลับมาก็บอกว่าเพื่อนๆทิ้งห่างตัวเองไปมากเท่าไรแล้ว มีคำถามว่าทำไมถึงไม่เช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกให้พวกเขาลองศึกษาบ้าง....เห้อ ตัวเขาจะทำอะไรได้ แม้อยากจะให้บุตรชายได้ลองทำงานด้วยตัวเอง สุดท้ายก็ต้องเลือกตระกูลมาก่อน
ความหงุดหงิดใจที่เก็บสะสมเอาไว้ วันนี้ได้เห็นเด็กน้อยสองคนเข้ามาในพื้นที่แปลงเพาะปลูกอย่างสนุกสนานก็อดที่จะระบายออกมาไม่ได้
ปกติแล้วเขาไม่กล้าที่จะสร้างความไม่พอใจให้พวกคนจากครอบครัวเกษตรกรระดับสูงเช่นนี้หรอก ถึงอย่างนั้น...กลิ่นอายสกปรกจากอีกฝ่ายนั้นทำให้เขารับไม่ได้จริงๆ
ถ้าแม้แต่ครอบครัวนักล่าก็ยังเช่าแปลงเพาะปลูกให้ลูกหลานของพวกเขามาเล่นสนุกได้ เช่นนั้น...ครอบครัวเกษตรกรที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต ไม่สิ! ทั้งตระกูลต่างหากล่ะ พวกเขาที่ทำงานหนักมาทั้งตระกูล ไม่ใช่เป็นการทำงานหนักไปอย่างเสียเปล่าหรอกหรือ?!!
“พวกเธอคงจะไม่รู้ว่าแปลงเพาะปลูกพวกนี้เป็นทรัพยากรที่สำคัญของมนุษย์ชาติใช่ไหม? คงจะเรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 ไม่สิ! ดูจากอายุแล้วอาจจะยังไม่เข้าเรียนด้วยซ้ำใช่ไหม? กลัวว่าชั้นปีที่ 2 จะไม่สามารถสอบผ่านได้ก็เลยเอาเวลามาเล่นสนุกกับแปลงเพาะปลูกพวกนี้หรือ? ครอบครัวมีเงินทองมากมายจนถึงกับขอเช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูก 20 แปลงให้ลองเล่นเลย? แบบนี้ไม่รู้สึกว่าเป็นการเอาเปรียบคนอื่นไปหน่อยรึไง”
ถึงแม้ว่าแปลงเพาะปลูกเหล่านี้จะต้องใช้ตำแหน่งของเกษตรกรเป็นตัวระบุว่าจะเช่าได้เท่าไร ทว่าก็มีเกษตรกรระดับสูงมากมายที่ไม่สามารถดูแลแปลงเพาะปลูกได้ทั่วถึง พวกเขาจึงเลือกที่จะเช่าแปลงเพาะปลูกเท่าที่ตัวเองสามารถดูแลได้ หลังจากนั้นก็ขายสิทธิเช่าเช่นนี้ให้คนอื่นบ้าง
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นว่ามีคนยอมขายสิทธิการเพาะปลูกให้มากถึง 20 แปลงแบบนี้เลย
“ฉันไม่คิดจะตำหนิอะไรหรอกนะ ตราบเท่าที่ครอบครัวของพวกเธอสามารถจ่ายเงินได้ แต่ว่า...ถ้ามีสำนึกสักนิดล่ะก็ มันจะดีกว่านะถ้าไม่เอาแปลงเพาะปลูกพวกนี้มาเล่นเสียๆหายๆ ตัวฉันเป็นเกษตรกร ครอบครัวเป็นเกษตรกร ถ้าเห็นแปลงเพาะปลูกได้รับการดูแลไม่เหมาะสมก็คงจะเจ็บใจมาก”
ซูหยวนฟังอีกฝ่ายพูดมานานแล้ว เดิมทีเธอไม่อยากจะเสวนากับคนเช่นนี้ ทว่า...ดูเหมือนถ้าเธอไม่โต้ตอบอะไร คนก็คงจะคิดว่ารังแกกันได้ง่ายๆ ความไม่พอใจที่มีต่อคนอื่น กลับคิดจะเอามาลงต่อเธอทั้งหมด เป็นแบบนี้แล้ว...ซูหยวนก็ไม่คิดจะปล่อยให้เขาเข้าใจว่าเธอเป็นถังขยะที่จะโยนอะไรทิ้งมาก็ได้
“ขอโทษนะคะ” หญิงสาวยกมือขึ้น หยุดไม่ให้เขาพูดอีกต่อไป
ชายวัยกลางคนชะงักเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดจะพูดต่ออีกสักหลายๆประโยค ระบายความขุ่นเคืองทั้งหมดออกไป เด็กๆสองคนตรงหน้าดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่ครอบครัวเกษตรกรระดับสูง กลิ่นอายของดินและพืชพรรณไม่ได้มากเท่าไรนัก กลับกัน...กลิ่นของพวกกลายพันธุ์และสารพิษรุนแรงนี้ ยิ่งทำให้มั่นใจว่าพวกเขาเป็นครอบครัวของนักล่า ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเกรงใจ
อย่างไร อาชีพทั้งสองนี้ก็เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว หากเขาทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองไม่พอใจ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนักต่ออาชีพเกษตรกร ทว่า...ความสุขุมของอันซูหยวนทำให้เขาต้องเงียบไป
“คุณรู้จักฉันหรือเปล่าคะ”
“อะไร? ฉันจำเป็นต้องรู้จักเด็กอย่างพวกเธอด้วยรึไง? หรือว่าเป็นลูกหลานคนใหญ่คนโตที่ไหน ถึงอย่างนั้น...”
“แสดงว่าไม่รู้จักกันสินะคะ” ซูหยวนคลี่ยิ้มเย็น หยุดไม่ให้อีกฝ่ายได้พูดตามใจ
“.....ใช่ ไม่ได้รู้จักเธอ”
“ดีค่ะ ในเมื่อไม่รู้จักกัน...ก็อย่ามาพูดเหมือนรู้จักกันได้ไหมคะ ถ้ามีคำแนะนำหรืออะไรที่อยากจะพูด ช่วยเอาไปพูดกับคนอื่นด้วยค่ะ ทำแบบนี้แล้วไม่รู้หรอคะว่าเสียมารยาท” ซูหยวนยังคงรักษารอยยิ้มบนใบหน้า ท่าทางสูงส่งเย็นชาและทิ้งระยะห่างทำให้ชายวัยกลางคนเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง
สิ่งที่ซูหยวนทำในตอนนี้ ก็เป็นความถนัดของเธออีกอย่างหนึ่ง เธอเป็นคนประเภทที่ถ้าใครดีมาก็ดีตอบ แต่ถ้าคิดจะทำอะไรเธอก็ต้องรับผลที่ย้อนกลับด้วย และในครั้งนี้...เขาพูดจาไม่ดีใส่เธอ ทำตัวเหมือนว่าสูงค่านัก เช่นนั้น...เธอก็จะแสดงให้ดูว่าแบบไหนที่เรียกว่าสูงค่า แล้วแบบไหนที่เรียกว่าการกระทำอันไร้มารยาท!!
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้มีเวลามากพอที่จะมาฟังเรื่องไร้สาระจากคนที่ไม่แม้แต่จะรู้จักกัน ช่วยอย่ามาพูดคุยกับฉันอีกถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ”
ซูหยวนโบกมือ ก่อนจะพาหลิ่วโปเข้าไปในแปลงเพาะปลูกของตน ทิ้งให้ชายวัยกลางคนยืนอ้าปากค้างอยู่ด้านหลัง ดวงตาของเขาแทบจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดเพราะความโกรธอยู่แล้ว
“เธอ เธอ เธอ!!”
ไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดอะไร แต่พอจะพูดออกมาก็นึกถึงคำของซูหยวนได้ ถ้าเขายังพูดออกไปทั้งๆที่เด็กนั่นเพิ่งบอกให้เขารักษามารยาท ไม่ใช่ว่าเขาก็คือคนที่ไม่รู้จักอับอายหรือ?
“นังเด็กสารเลว!!”
ซูหยวนรู้ว่าตัวเองได้สร้างศัตรูเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว แต่เธอก็คร้านที่จะสนใจ คนแบบนี้...ต่อให้เธอยอมรับและไม่โต้ตอบอะไร เขาก็ยังจะเป็นศัตรูกับเธออยู่ดี ดังนั้นการเปลี่ยนให้ศัตรูในคราบผู้หวังดีเป็นศัตรูที่ใจแคบ มันย่อมสะดวกกว่าเธอมาก
ในเมื่อตอนนี้ไม่ถูกกันแล้ว วันข้างหน้าถ้าเขาคิดจะลงมืออะไร ก็สอบสวนได้ไม่ยาก เธอจะใช้ข้ออ้างนี้ในการสงสัยเขา จนทำให้เขาไม่กล้าลงมืออย่างโจ่งแจ้ง
การเช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกสาธารณะก็เป็นแบบนี้ ต้องรอจนกว่าผลตอบแทนจากการเพาะปลูกได้ตามที่คาดหวังไว้ เธอถึงจะขอเช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกที่ราคาสูงขึ้นได้ ดังนั้นในช่วงเวลานี้...มีแต่ต้องอดทนเท่านั้น
“เจ้านาย ทำแบบนี้แล้วจะไม่เกิดปัญหาภายหลังหรอครับ ดูแล้วผู้ชายคนนั้นโกรธไม่น้อยเลย” หลิ่วโปไม่มีประสบการณ์มากนักในเรื่องนี้ แต่เขารู้ว่าชายวัยกลางคนผู้นั้นดูจะเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทำเกษตรมาก่อน ถ้าเจ้านายของเขาเป็นมือใหม่ เช่นนั้นก็ไม่ควรทำให้เขาพอใจไม่ใช่หรือ?
ก็เหมือนกับพ่อของเขาที่เป็นผู้เก็บขยะ ตอนนั้นพ่อของเขาก็สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าเจอพวกผู้เก็บขยะที่มีประสบการณ์มากกว่า อย่าได้สร้างความไม่พอใจให้พวกเขา เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะถูกพวกเขาวางแผนลวงแล้วทำให้ต้องเดือดร้อนได้ แม้ว่าจะเป็นผู้เก็บขยะเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายเคยมีประสบการณ์มาก่อน ย่อมรู้ว่าจุดไหนอันตราย จุดไหนปลอดภัย วันข้างหน้าถ้าดีต่อกันก็ยังพึ่งพากันได้
ซูหยวนมองดูเด็กหนุ่ม บางครั้งสิ่งที่เขาพูดมาก็ถูกต้อง แต่นั่นต้องรู้ด้วยว่าจะใช้มันกับใคร เธอไม่ได้ต่อต้านหรือเข้าสู้กับทุกคน กลับกัน...ถ้าสามารถไกล่เกลี่ยได้ เธอย่อมไม่ต้องการสร้างปัญหาให้ตัวเอง ทว่า...กับคนบางคน ประสบการณ์จะสอนให้รู้ว่า ต่อให้พยายามดีกับเขาอย่างไร ลับหลังแล้วพวกเขาก็สามารถหันมีดเข้ามาแทงได้อยู่ดี ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาไปกับคนแบบนั้น สู้ตัดปัญหาไปตั้งแต่แรกจะดีกว่า
“แล้วนายคิดว่าควรจะทำยังไงกับสถานการณ์แบบนี้”
“เอ่อ ผม....พ่อบอกว่าถ้าเลี่ยงการสร้างปัญหาได้ก็ควรจะเลี่ยงครับ”
“ใช่ ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน” อันซูหยวนปล่อยให้เด็กน้อยค่อยๆคิดและทำความเข้าใจ เรื่องนี้เธอรู้ว่ารีบร้อนไม่ได้ สุดท้ายกว่าเธอจะรู้วิธีก็ยังต้องมีประสบการณ์ผิดพลาดมาก่อน
“ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้านาย....” หลิ่วโปเหลือบมองชายวัยกลางคนที่กำลังโกรธจัด ถ้าหัวหน้าบอกว่าควรจะเลี่ยงปัญหา เช่นนั้นทำไมจึงทำให้อีกฝ่ายโกรธจัดแบบนั้นได้
“นายเห็นว่าฉันเป็นคนสร้างปัญหาหรือเปล่าล่ะ”
“ก็...ไม่ครับ”
“ใช่ ฉันไม่ได้สร้างปัญหาให้เขา คนที่มองด้วยอคติแบบนั้นตั้งแต่แรกโดยไม่มีเหตุผล จะเป็นคนที่สามารถพูดคุยด้วยได้ยังไง อีกอย่าง...ฉันเป็นพวกที่ไม่ชอบทำงานไปต้องระวังหลังไปด้วย ถ้ารู้ว่าพื้นฐานนิสัยเป็นคนชอบสร้างปัญหา ฉันย่อมไม่ต้องการสนิทสนมด้วย คนแบบนี้....วันข้างหน้าอาจจะพาปัญหามาให้เราด้วยก็ได้ ดูอย่างตอนที่ฉันถามว่าเขารู้จักฉันหรือเปล่า ถ้าเขารู้จักฉัน และรู้ว่าฉันเพิ่งเป็นเกษตรกรไม่นานแล้วจึงตัดสินใจจะมีอคติ แบบนั้นก็ยังพอจะพิสูจน์ให้เห็นว่าฉันไม่ได้ด้อยความสามารถ แต่ปัญหาก็คือ...เขาไม่รู้จักฉัน”
“................” หลิ่วโปเหมือนจะเข้าใจแต่ก็เหมือนไม่เข้าใจด้วย เขาขมวดคิ้วพยายามคิดตาม ซูหยวนเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้เขาตามทัน ก่อนจะอธิบายต่อ
“ขนาดไม่รู้จักก็ยังสร้างปัญหา แสดงว่าเขาเป็นพวกไม่มีหัวคิด ปกติแล้วคนที่จะเช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกจำนวนมากขนาดนี้ได้ย่อมต้องไม่ธรรมดา ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเช่าพื้นที่ได้มากมายขนาดนี้ ดังนั้นหากไม่ต้องการมีปัญหาก็ต้องระวังบ้าง แต่เขากลับไม่เป็นแบบนั้นเลย ถ้าเขาสามารถทำกับเราได้ อย่างนั้นก็สามารถยั่วยุคนอื่นได้เหมือนกัน”
“เข้าใจแล้วครับ ถ้าเกิดว่าคนๆนั้นไม่ใช่เจ้านายแต่เป็นคนใหญ่คนโตจากองค์กรที่พวกเราไปพบวันนี้ จุดจบของชายคนนั้นในวงการเกษตรกรก็ไม่ใช่ดีแล้วใช่ไหมครับ”
“ใช่ ดังนั้นฉันจึงไม่ให้ค่าเขา ไม่มีค่าอะไรให้ต้องเสียเวลาไปด้วย และที่สำคัญ....คนที่คิดไม่ค่อยเป็นแบบนี้ เวลาเอาปัญหามา มักจะเป็นปัญหาใหญ่ ต้องระวังให้ดี”
“เข้าใจแล้วครับเจ้านาย วันข้างหน้าผมจะใส่ใจให้มากขึ้น” หลิ่วโปยิ่งฟังก็ยิ่งชื่นชมเจ้านายของเขามากขึ้น เธอเป็นแค่เด็กสาวที่มีอายุมากกว่าเขาไม่เท่าไร กลับคิดได้ละเอียดถึงขนาดนี้ ช่างแสดงความต่างชั้นได้จริงๆ เขาถือว่าโชคดีจริงๆที่ได้ติดตามเธอ...
“ไม่ต้องรีบร้อน” ซูหยวนโบกมือ เธอพาหลิ่วโปไปยังแปลงเพาะปลูกทั้ง 20 แห่ง ลงทะเบียนให้เขาเป็นผู้จัดการแปลงเพาะปลูกที่ 2 ต่อจากเธอ มีอำนาจในการกำหนดสิทธิและจัดการสิ่งต่างๆในพื้นที่พวกนี้
หลังจากนี้...ก่อนที่หลิ่วโปจะได้เข้าสถาบันศึกษาที่เขาชอบ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันเกษตรกร หรือสถาบันนักล่าอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ช่วงนี้งานของเขาก็คือการควบคุมการเพาะปลูกให้เธอ
อันซูหยวนจัดการเรื่องแปลงเพาะปลูกเสร็จ ต่อไปก็มีแค่ต้องเริ่มการว่าจ้างและมอบหมายงานให้พวกนักล่าแล้ว ดังนั้นเธอจึงพาหลิ่วโปกลับบ้าน ขอให้พ่อของเธอติดต่อกับพวกเพื่อนนักล่าทั้ง 24 คน เพื่อที่จะได้ฟังรายละเอียดเกี่ยวกับงานในวันพรุ่งนี้
……………………………………………….