บทที่ 223 เจ้านายที่ดี (อ่านฟรี 16 ต.ค. 68)
บทที่ 223 เจ้านายที่ดี (อ่านฟรี 16 ต.ค. 68)
บทที่ 223 เจ้านายที่ดี
แม้ว่าซูหยวนจะไม่ได้คาดหวังกับการเพาะปลูกครั้งแรกมากนัก ถึงอย่างนั้นเธอก็คาดหวังว่ามันจะไม่ขาดทุนมากเกินไป ดังนั้นขั้นตอนเริ่มต้นทั้งหมดเธอจึงคอยดูด้วยตัวเอง แน่นอนว่านักล่าเหล่านี้มีความขยันอย่างที่พวกเขาอวดอ้างสรรพคุณจริงๆ พอได้เริ่มทำงาน ต่อให้ไม่มีพลังงานที่ช่วยให้การพลิกหน้าดินง่ายขึ้น พวกเขาก็ยังสามารถทำงานนี้เสร็จใน 2 วัน ตามที่ซูหยวนกำหนดไว้
เด็กสาวพอใจมาก เธอดำเนินการหยอดเมล็ดพันธุ์ที่งอกรากเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้พวกเขา การหยอดเมล็ดอัลเลี่ยมค่อนข้างยุ่งยากกว่าเมล็ดพันธุ์อื่นๆ พวกมันต้องการการดูแลอย่างดี หนึ่งต้นห่างกัน 1 คืบได้ แต่ต้องใช้นิ้วกดในดินนำไปก่อน เมื่อหยอดเมล็ดลงไปแล้วค่อยกลบสักเล็กน้อยให้แสงสว่างไม่แรงเกินไปสำหรับตอนแรกเกิด
เพราะความพิถีพิถันเช่นนี้ ซูหยวนจึงทำให้ทุกคนดูจนเสร็จไป 1 ส่วน 5 ของทุกแปลง ดังนั้นกว่าจะเสร็จก็หมดไปแล้ว 1 วัน ดีที่นักล่าพวกนี้ทำงานเก่ง พวกเขาสามารถทำต่อจากที่ซูหยวนค้างเอาไว้ได้ใน 1 วันหลังจากนั้น สุดท้ายก็ไม่มีขั้นตอนอะไรที่ต้องระวังอีกแล้ว ซูหยวนเองก็มีนัดหมายกับประธานจางของตนเช่นกัน ดังนั้นจึงปล่อยให้พวกเขาดูแลแปลงเพาะปลูกกันเอง
ที่ร้านอาหารหรูร้านเดิม ประธานจางยังคงเป็นคนมาทำงานรอซูหยวนมาถึงเหมือนทุกครั้ง แม้ว่าเธอจะมาก่อนเวลานัดหมายเกือบครึ่งชั่วโมงก็ตาม ซูหยวนจึงอดคิดไม่ได้ว่านอกจากเธอแล้ว บางทีประธานอาจจะนัดหมายคนอื่นมาก่อนก็ได้ ไม่อย่างนั้นจะบอกว่าเขามานั่งทำงานรอเธอที่นี่ตั้งแต่เช้างั้นหรือ?
โชคดีที่เธอไม่ถามออกไป ไม่อย่างนั้นคำตอบที่ได้รับอาจจะทำให้เธอตกใจก็เป็นได้
ชายหนุ่มผายมือเชิญให้เธอนั่งรอ ในขณะที่เขายังมีงานติดพันอีกเล็กน้อย ไม่ถึง 5 นาทีก็วางมือลงแล้วหันมาคุยกับซูหยวน เขาไม่บังคับให้เธอกินข้าวต้มผักข้างหน้าอีกแล้ว หลังจากที่รู้ว่าเธอน่าจะได้รับอาหารชั้นยอดมากมายในช่วงนี้ ไม่ใช่ว่าเธอเองก็เป็นเกษตรกรผู้หนึ่งหรือ? ถ้าแม้แต่ผักของตัวเองยังไม่ได้กินก็คงจะแปลกแล้ว
ความสำเร็จในการปลูกบรอกโคลี่ของเธอ เขาเองก็ได้ยินรายงานมาหมดแล้ว กระทั่งทำให้พวกผู้อาวุโสขององค์กรแตกตื่นกันไม่น้อยเลยนี่ ข่าวดังขนาดนี้จะหลุดไปจากการรับรู้ของเขาได้อย่างไร
“ได้ยินว่ารับเลี้ยงเด็กงั้นหรอ” เมื่อประโยคแรกของจางอู่หยางคือการถามถึงเด็กหนุ่มคนนั้น ผู้ช่วยคนสนิทก็ตากระตุก
ก่อนหน้านี้เขาเกือบจะไปจัดการให้เด็กคนนั้นหายไปจากโลกใบนี้แล้ว ดีที่ถามย้ำประธานจางใหม่อีกรอบ ซึ่งได้รับคำตอบว่า “ไม่ต้อง” ก็คือ “ไม่ต้องจัดการอะไร” เพราะแบบนั้นเขาจึงปล่อยให้เด็กคนนั้นอยู่ข้างกายของคุณหนูอัน คอยช่วยงานตามที่เธอต้องการแบบนั้น
ประธานของเขายังพูดอีกว่าจะสนับสนุนการตัดสินใจของเธอ กระทั่งกว้านซื้อที่ดินมากมายเพื่อเอามาเป็นตัวเลือกให้คุณหนูอัน ดูว่าที่ดินไหนเหมาะที่จะใช้เป็นสถานที่ในการทำงานของเธอต่อไป เพื่อที่จะได้แยกครอบครัวออกจากงานให้ได้ หรือให้พูดตรงๆก็คือการแยกเด็กหลิ่วโปคนนั้นออกมาจากพื้นที่ส่วนตัวของเธอนั่นเอง
ทว่า...เขาไม่ได้คิดเลยว่าประธานที่คิดอะไรรอบคอบขนาดนั้นแล้ว พอเอาเข้าจริงกลับไม่อ้อมค้อม ตรงเข้าประเด็นจนน่าสงสัยแบบนี้ หากรู้ก่อน...เขาจะได้เกริ่นเนื้อหาอะไรให้บ้าง ทำแบบนี้แล้วคุณหนูอันจะไม่ระแวงหรือ?
แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ อันซูหยวนได้ยินประธานจางพูดถึงการรับเด็กน้อยหลิ่วโปเข้ามาดูแล ในหัวของเธอหมุนไปหลายรอบเพื่อทำความเข้าใจว่าประธานกำลังต้องการรู้เกี่ยวกับอะไร ก่อนจะสรุปออกมาได้ด้วยตัวเองว่าประธานอาจจะกำลังดูท่าทีของเธออยู่
ถึงเขาจะบอกว่า เธอสามารถใช้เวลาส่วนตัวทำอะไรก็ได้ กระนั้น...การที่เธอทำให้เป็นเรื่องใหญ่จนจ้างวานผู้คนมากมายเช่นนี้ อาจถูกมองว่ากระด้างกระเดื่อง หรือเอาเวลางานไปทำเรื่องของตัวเองอย่างเดียวก็ได้
“ขออภัยค่ะประธาน ช่วงนี้ฉันไม่ได้ลงพื้นที่ล่าแต่ก็ยังพยายามเรียนรู้อยู่เสมอ เรื่องการเพาะปลูกนั้นต้องการใช้เป็นอาชีพหลักให้ครอบครัวเท่านั้นค่ะ เนื่องจากการเป็นนักล่าไม่มีความมั่นคงมากนัก ทุกอย่างต้องพึ่งพาฉันเพียงคนเดียว ดังนั้นเพื่อให้ครอบครัวสามารถอยู่ต่อไปได้ในอนาคต ฉันจึงต้องการทิ้งงานเอาไว้ให้พวกเขาค่ะ”
ซูหยวนอธิบายอย่างจริงใจ แน่นอนว่าประธานจางเองก็ชื่นชมความคิดของเธอมาก เพียงแต่...เขาไม่ได้พูดเรื่องการรับหลิ่วโปขึ้นมาเพื่อให้เธออธิบายอย่างเป็นทางการเช่นนี้
คนสองคนพูดคุยกันดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องเสียแล้ว ผู้ช่วยของจางอู่หยางคันปากยิบ อยากจะแทรกขึ้นมาเพื่ออธิบายทั้งหมด แต่ประธานของเขาก็พูดขึ้นมาก่อนแล้ว
“เป็นแผนการที่ดี แต่เธอควรจะแยกเรื่องงานกับเรื่องครอบครัวออกจากกัน จะมั่นใจได้ยังไงว่าหลิ่วโปไว้ใจได้ขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าเคยมีประสบการณ์ที่ขโมยเข้าบ้านมาก่อนหรอ?”
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ ฉันเองก็พยายามจับตามอง...”
“จับตามองตลอดเวลาได้รึ?” จางอู่หยางได้ยินคำของซูหยวน เขากลับขมวดคิ้วแล้วแทรกขึ้นมาอย่างไม่พอใจทันที ใครจะรู้ว่าหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาขนาดไหน เมื่อรู้ว่าซูหยวนของเขากำลังใช้สายตามองผู้ชายคนอื่นอยู่
“ขออภัยค่ะ แต่นอกจากจับตามองแล้ว ฉันก็ป้องกันทรัพย์สินในบ้านไว้ด้วยตลอดค่ะ” ซูหยวนรีบอธิบาย
วิธีการของเธอดูสะเพร่าอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นก็มีแค่วิธีแบบนี้ไม่ใช่หรือ? นอกจากนี้...บ้านของเธอจะมีทรัพย์สินมากมายอะไร? เงินเครดิตทั้งหมดก็อยู่ในบัญชี อาหารก็ใช้ได้แค่ 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งต่อให้ถูกขโมยไปก็ไม่ได้นับว่ามากมายอะไร หากหลิ่วโปต้องการแค่ของพวกนั้น ก็ถือว่าเธอเลือกคนผิด การได้ตัดเขาออกจากชีวิตเร็วขึ้นก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ทั้งหมดนี้ซูหยวนคิดเอาไว้หมดแล้ว ทว่า....ปัญหาของเธอกับจางอู่หยางไม่ใช่ปัญหาเดียวกันสักหน่อย
จางอู่หยางเองก็เข้าใจว่าเขารีบร้อนเกินไป เด็กคนนี้เข้าใจทุกอย่างว่าเกี่ยวข้องกับงานเท่านั้น และเขานัดหมายเธอมาที่นี่ก็ในฐานะประธานจาง ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าซูหยวนจะคิดว่าเขากำลังตำหนิอยู่
เมื่อรู้ว่าการไม่อธิบายให้ครบถ้วนจะทำให้เธอไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเขา ดังนั้นชายหนุ่มผู้ที่ไม่เคยต้องพูดอะไรเป็นครั้งที่สุด กลับค่อยๆพูดมันออกมา เพื่อให้ทุกอย่างกระจ่างชัดมากขึ้น
“ฉันเป็นห่วงว่าเธอจะไว้ใจคนผิด ถ้าเด็กนั่นเป็นคนของกลุ่มอันธพาลที่ส่งมาเพื่อหวังทำร้ายเธอขึ้นมาก็คงจะแย่ วันนี้มีเด็กคนหนึ่งเข้ามาทำงานด้วย เธอใช้เวลาจับตามองเขาได้ เพราะเป็นแค่เด็กคนเดียวเท่านั้น แต่ในอนาคตนั้นไม่ดีแน่ ฉันไม่คิดว่าธุรกิจนี้ของเธอจะไม่ก้าวหน้าไปอีกขั้น”
“หากเธอต้องรับคนเพิ่ม ต้องมีคนงานเพิ่มมาอีก ความสามารถในการตรวจสอบก็จะลดลงแล้ว ดังนั้นอาจจะมีใครต้องการสร้างปัญหาให้เธอก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อให้เธอรู้”
“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา การแยกพื้นที่ส่วนตัวออกจากพื้นที่ทำงานนั้นดีที่สุด ฉันเองก็แยกพื้นที่ขององค์กรกับพื้นที่ครอบครองของตัวเอง แม้จะมีสัญญาผูกมัดตามกฎหมาย ก็ยังไว้ใจใครไม่ได้อยู่ดี อำนาจน่ะมันซับซ้อนกว่าที่คิดนะ”
จางอู่หยางอธิบายอย่างใจเย็น เพื่อที่จะได้พูดคุยกับเด็กสาว เขาจัดการงานสำคัญทั้งหมดไปแล้ว ถึงกับทำงานตลอดทั้งคืนก็เพื่อให้มีเวลากับเธอมากขึ้นอีกหน่อยด้วยซ้ำ ดังนั้น...จะให้เขาอธิบายมากกว่านี้ เขาก็ยังมีเวลา
“ค่ะ ในอนาคตฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้ดีค่ะ”
ซูหยวนเข้าใจเจตนาของเจ้านายจริงๆเสียที ไม่คิดเลยว่าเขาจะคิดแทนตัวเองขนาดนี้ หากเป็นเจ้านายคนอื่น เธอเริ่มทำธุรกิจของตนเองแบบนี้ พวกเขาจะกังวลกันทั้งนั้นว่าจะไม่มีเวลาใส่ใจงานของตน ซึ่งอาจจะกระทบกับผลประกอบการ ดังนั้นจึงพยายามให้เธอหยุดทำงานส่วนตัว บางคนถึงกับบอกจะเพิ่มเงินเดือนให้เธอด้วยซ้ำ แน่นอนว่าบริษัทเช่นนั้น ซูหยวนย่อมต้องขอลาออกแล้วไปหางานอื่นที่ให้สิทธิในการใช้ชีวิตของตนเองมากกว่านี้
ในชีวิตก่อน เพื่อที่จะมีรายได้สำรองและมั่นคง ซูหยวนได้ศึกษาวิธีการเล่นหุ้น หรือแม้แต่เก็งกำไรจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยใช้เวลาวันหยุดไปจัดการ ทว่า...เมื่อเรื่องนี้ถึงหูของเจ้านาย พวกเขากลับบอกให้เธอเลิกทำซะ เพราะจะทำให้ความคิดของเธอยุ่งอยู่กับเรื่องเงินของตัวเอง ไม่ใส่ใจงานของบริษัท ทั้งๆที่เธอก็ไม่ได้ทำงานผิดพลาดใดๆ
หลังจากรู้ทัศนคติของเจ้านายเป็นแบบนั้น ซูหยวนก็ลาออกจากงานแล้วสมัครเข้าที่ใหม่ทันที ด้วยผลงานที่เธอเคยทำ บริษัทคู่สัญญาหลายบริษัทถึงกับติดต่อมาเพื่อดึงตัวเธอไปทำงานด้วยกันและยังให้เงินเดือนสูงกว่า ซูหยวนตัดสินใจเลือกหนึ่งในพวกเขา ด้วยคำถามที่ว่า...
“ถ้าฉันทำงานกับพวกคุณ ฉันสามารถทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วยได้ไหมคะ”
หากพวกเขามีปัญหาเกี่ยวกับแผนการของเธอ ซูหยวนก็จะไม่เลือกบริษัทของพวกเขา เธอรู้ว่าตัวเองมีความสามารถขนาดไหน จึงไม่ยอมเป็นตัวเลือกของผู้อื่นฝ่ายเดียว หากพวกเขามีปัญหานัก...อย่างนั้นก็ใช้คนอื่นทำงานให้ ไม่ต้องเป็นเธอก็ได้
สุดท้ายก็ได้งานบริษัทหนึ่ง พวกเขาบอกแค่ว่า ถ้าไม่กระทบกับงานที่มอบหมายก็ไม่เป็นปัญหา นับว่าเป็นโชคดีของพวกเขา เพราะหลังจากนั้นซูหยวนก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอทำกำไรให้บริษัทขนาดไหน แม้ว่าเธอจะไม่ได้ทำงานวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม
มาชีวิตนี้ ประธานจางของเธอกลับเป็นคนใจกว้าง ไม่เพียงแค่ไม่ตำหนิเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งยังมอบความรู้จากประสบการณ์ให้เธอด้วย หากซูหยวนยังเป็นเด็กสาวอายุสิบกว่าปี คำแนะนำของเขาจะต้องช่วยได้มาก เพราะเธอยังไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำธุรกิจของตนเองมาก่อน ดังนั้นซูหยวนจึงรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง
“เพื่อให้เธอไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ฉันจะจัดการเรื่องนี้ให้ แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆอยู่ด้วย สนใจจะทำธุรกิจกับฉันไหม” จางอู่หยางคิดมาก่อนแล้ว เขารู้ว่าซูหยวนไม่มีทางยอมรับความช่วยเหลือง่ายๆ ดังนั้นจึงทำทีเป็นการแสวงหากำไรจากเธอแทน
เด็กสาวเลิกคิ้วเล็กน้อย มองเขาด้วยความสนใจ
“ท่านประธานอยากจะทำธุรกิจอะไรกับฉันหรอคะ”
“ฮ่าๆ ก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ฉันมีที่ดินอยู่หลายที่แต่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ปล่อยทิ้งร้างไว้ก็เสียดาย ก็เลยอยากจะถามเธอว่าสนใจเช่าที่ของฉันไหม...” จางอู่หยางพูดเหมือนไม่ใส่ใจ แต่พอผู้ช่วยของเขาได้ยิน คิ้วกลับกระตุกถี่ขึ้นเสียแล้ว
อะไรคือที่ดินปล่อยทิ้งร้าง? ถ้าการปล่อยเอาไว้ 4-5 วันเรียกว่าการปล่อยทิ้งร้าง เช่นนั้นมันก็คงเป็นการทิ้งร้างจริงๆนั่นแหละ!
ตอนที่สั่งให้เขาไปกว้านซื้อที่ดินมาไม่เห็นพูดแบบนี้เลย กลับบอกว่าจะต้องซื้อมาให้ได้เร็วที่สุด ไหนจะต้องจัดการสภาพบ้านให้โล่งเตียน อย่าให้มีปัญหาวุ่นวายต้องเข้าไปจัดการอีก แล้วยังจะบอกว่าเป็นที่ทิ้งร้างงั้นหรือ?
“ประธานจะคิดราคาเช่ายังไงคะ” ซูหยวนชะงักไปเล็กน้อย เธอคิดแล้วก็รู้สึกว่าการได้เช่าที่ดินเพิ่มก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน แต่ปัญหาก็คือ...ค่าเช่าที่ประธานต้องการจากเธอต่างหาก
ถ้ามันไม่มากเกินไป เธอก็คงจะเช่าได้ แต่ที่ดินในเขตชั้นกลางราคาเท่าไร เขาจะปล่อยเธอเช่าในราคาถูกๆได้หรือ?
“ขอเป็นผลผลิตร้อยละ 5 ก็แล้วกัน เธอคิดว่ายังไง” ซูหยวนคำนวณดู หากเธอเพาะปลูกทั้งหมด 20 แปลง เขาขอร้อยละ 5 ดังนั้นหมายความว่า 1 แปลงจะต้องยกให้เขาเพื่อจ่ายเป็นค่าเช่า
ลองคำนวณดู เทียบกับการปลูกบรอกโคลี่แล้ว เธอจะต้องจ่ายค่าเช่า 5,400,000 เครดิต ดูเหมือนจะมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว...ราคานี้ไม่แพงเลย
ถ้าต้องจ่ายเงินซื้อที่ดินเอง เธอจะต้องมีเงินขั้นต่ำ 100 ล้านเครดิต การลงทุนเป็นเงินก้อนใหญ่แบบนี้ตั้งแต่แรกไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ดังนั้นเธอจึงสนใจข้อเสนอนี้มาก
“ท่านประธานคะ เนื่องจากฉันทำการเพาะปลูกพืชผัก ดังนั้นบางครั้งอาจจะไม่ได้เก็บเกี่ยวภายใน 1 เดือน ประธานจะคิดค่าเช่ายังไงคะ”
“ฉันไม่รีบร้อนอยู่แล้ว เธอเก็บเกี่ยวได้เมื่อไรก็ค่อยคิดค่าเช่า” จางอู่หยางโบกมือ ที่จริงเขาไม่ต้องการเงินจากเธอด้วยซ้ำ แต่ถ้าไม่คิดค่าเช่าแบบนี้ ซูหยวนคงจะไม่ยอมเลือกที่ดินดีๆจากเขาแน่
“ขอบคุณท่านประธานที่ใจกว้างค่ะ”
“อืม เพื่อสนับสนุนเกษตรกรตัวน้อยอย่างเธอ ฉันจะไม่เก็บค่าเช่าจนกว่าเธอจะเรียนจบจากสถาบัน ถือว่านี่เป็นทรัพยากรที่ฉันสนับสนุนเธอก็แล้วกัน หลังจากที่เธอไม่กังวลเกี่ยวกับอาชีพของครอบครัวแล้ว ฉันก็หวังว่าเธอจะตั้งใจทำงานส่วนขององค์กรให้ดี”
จางอู่หยางดื่มน้ำเข้าไป 1 อึกก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ฟังดูแล้วเหมือนเขามีแผนการในใจ ทั้งยังเป็นเจ้านายที่กล้าลงทุนมาก ทว่า...ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรแบบนั้นเลย
ก็แค่ไม่อยากเก็บเงินจากอันซูหยวน จะบอกให้เธอใช้ที่ดินไปเลยก็คิดว่าเธอไม่มีทางยอมรับน้ำใจนี้ ดังนั้นจึงได้สรรหาคำอธิบายมากมายมาให้
เห็นประธานทำตัวแบบนี้แล้ว ผู้ช่วยคนสนิทก็ได้แต่กลั้นหัวเราะ ถ้าคนอื่นที่เรียกเขาว่ามือทองคำ ผู้ยิ่งใหญ่ของวงการธุรกิจ หยิบจับอะไรจะต้องได้ผลประโยชน์ก่อนเป็นอันดับแรก ได้มาเห็นวิธีการจีบสาวของเขาที่ลงทุนมากมายมหาศาลเช่นนี้ คงจะต้องอ้าปากค้างกันเป็นแถว
ใครจะไปคิดว่าเพิ่งเคยจีบผู้หญิงครั้งแรก ก็ทุ่มเทมากมายขนาดนี้แล้วล่ะ ไม่ใช่บอกว่าประธานจางคนนี้เก่งกาจไปเสียทุกเรื่องยกเว้นเรื่องการหาหญิงสาวมาไว้ข้างกายหรอกหรือ? บางคนถึงกับเล่าลือไปเรื่อยว่าเขาไม่มีหัวใจ หากมีคนรักก็ต้องแบ่งทรัพย์สินให้ใช้ ซึ่งประธานจางคงไม่ยอมขาดทุนเช่นนั้นแน่ เหอ เหอ เหอ คำเล่าลือก็เป็นได้แค่คำเล่าลือจริงๆ
สำหรับเขาแล้ว คงจะไม่มีผู้ชายคนไหนที่ทุ่มเทเงินทองมากมายเช่นนี้เท่ากับประธานจางอีกแล้ว ถึงแม้ว่าการจีบผู้หญิงจะยังไม่ค่อยได้เรื่องนัก แต่ความใจกว้างก็ไม่แพ้ใคร ถ้าสาวเจ้าเป็นคนเห็นแก่ตัวหน่อย เรียกร้องเอาทรัพย์สินไปหมดตัว เขาก็คงจะยอมยกให้แต่โดยดีนั่นแหละ
……………………………