บทที่ 224 นกสองหัว (อ่านฟรี 17 ต.ค. 68)
บทที่ 224 นกสองหัว (อ่านฟรี 17 ต.ค. 68)
บทที่ 224 นกสองหัว
ประธานจางวันนี้มีเวลามากกว่าทุกครั้ง เขาถึงกับพาซูหยวนไปดูที่เช่าด้วยตัวเอง ทุกแห่งมีบ้านพักให้อยู่แล้ว แบ่งออกเป็นห้องเล็กๆหลายห้อง ถ้าซูหยวนต้องการจ้างคนมาทำงานเพิ่มก็ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่สะดวกสบาย ถึงต่อให้ไม่จ้างคนมาเพิ่ม ก็ยังแบ่งเป็นห้องเก็บของได้ด้วย
นอกจากด้านหลังที่มีห้องพักสี่ถึงห้าห้องใหญ่แล้ว ด้านหน้าก็ยังมีพื้นที่โล่งให้ทำกิจกรรมได้ ทุกที่จะมีห้องขนาดกลางอยู่ข้างหน้า เหมาะกับการเปลี่ยนเป็นสถานที่ทำการ
เมื่อเห็นลักษณะที่ดินเหล่านั้นแล้ว ซูหยวนเกือบจะคิดไปเองว่าประธานจางคนนี้เลือกเฉพาะพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับประกอบกิจการขนาดเล็กเพื่อเธอโดยเฉพาะเสียแล้ว แต่ก็นั่นแหละ...คิดย้อนกลับไป ที่ดินพวกนี้อาจจะซื้อมาไว้เกร็งกำไรตั้งแต่แรกก็ได้ ไม่ใช่ว่าคนของตระกูลจาง หรือแม้แต่คนขององค์กรนักล่าเป็นพวกมีความสามารถหลากหลายหรือ? อาจจะมีใครที่คิดทำธุรกิจส่วนตัวเช่นเธอ แล้วก็ต้องการเช่าพื้นที่ก็ได้
ดูเอาเถอะ ขนาดเธอที่เพิ่งเริ่มต้นก็ยังได้รับการลงทุนจากเขาเช่นนี้ แม้เธอจะมั่นใจว่าอนาคตคงทำกำไรได้มาก ทว่า...ประธานจางคนนี้กลับกล้าได้กล้าเสียมากกว่าใคร
หากซูหยวนจะมั่นใจในตัวเองก็ไม่แปลก แต่ประธานจางกลับมั่นใจในผลตอบแทนที่เธอจะสร้างให้ในอนาคตด้วย นับว่าเขาเป็นพวกที่ชอบมองการณ์ไกลจริงๆ นอกจากนี้...ต่อให้เธอล้มเหลว ประธานจางก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร อย่างมากก็แค่ไม่ได้รับค่าเช่าตามที่สัญญาเอาไว้ก็เท่านั้น ในขณะที่ถ้าเธอประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ ผลตอบแทนที่เขาจะได้รับนั้นเป็นรายได้มั่นคงไปอีกหลายปี
หญิงสาวเดินเลือกพื้นที่กว่าสิบแห่ง ได้ยินจากเขาว่ายังมีอีกสองสามแห่งถ้าเธอยังไม่ถูกใจ ทำเอาซูหยวนได้แต่ลอบคำนวนทรัพย์สินของเขาคร่าวๆ เธอยิ่งพบว่าประธานของเธอนั้นร่ำรวยอย่างแท้จริง
โชคดีที่ไม่ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้ เพราะหลังจากที่ซูหยวนเลือกดูมาจนครบ 10 แห่งแล้ว ที่ดินแห่งที่ 10 นี้ถูกใจเธอมากจริงๆ ยิ่งเทียบกับ 9 แห่งที่ผ่านมาแล้ว เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าจะต้องเป็นที่นี่
เนื่องจากมันอยู่ไม่ไกลจากเขตชั้นนอกมากนัก ดังนั้นเธอสามารถให้พนักงานจากเขตชั้นนอกมารวมกันที่ทำการนี้ได้ หลังจากนั้นคนของเธอจะเป็นคนนำทางพวกเขาไปยังแปลงเพาะปลูกอีกที หากเธอเลือกพื้นที่ที่อยู่ติดกับเขตชั้นในมากเกินไป กว่าพวกเขาจะทยอยไปถึงที่นั่น อาจมีบางคนสร้างปัญหาขึ้นมาแล้วก็ได้
พื้นที่ติดต่อระหว่างเขตชั้นกลางและเขตชั้นในนั้นมีคนเข้าออกมาก บางครั้งเป็นพวกทหาร บางครั้งก็ตระกูลใหญ่ ถ้าเผลอทำเรื่องผิดพลาดไป เกษตรกรตัวเล็กๆอย่างเธอจะทำอะไรได้ แม้ประธานจางจะดันหลังอยู่ ทว่า...อาจจะทำให้เธอไม่ต้องชดใช้ด้วยชีวิตก็เท่านั้น
เพื่อไม่ให้ต้องเสี่ยงเกินไป เธอจึงคิดว่าการหาคนมาจัดการพวกเขาตั้งแต่เข้าเขตชั้นกลางน่าจะดีที่สุด นอกจากนี้...พื้นที่นี้ก็กว้างขวางมากด้วย
หากมองไปถึงอนาคต เธออาจจะได้เช่าแปลงเพาะปลูกมากขึ้น พนักงานก็อาจจะต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เช่นนั้นการมีห้องพักให้พวกเขาถึง 5 ห้อง แล้วห้องหนึ่งยังนอนพักได้ถึง 5-7 คน ก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ที่สำคัญ...ที่นั่นยังมีห้องขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง ซูหยวนวางแผนที่จะเอาไว้เป็นห้องเก็บอุปกรณ์ของคนงานได้ด้วย
รวมๆแล้วซูหยวนชอบที่นี่มากที่สุด เธอจึงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องไปดูสถานที่ที่เหลือ
จางอู่หยางพยักหน้าก่อนจะส่งสัญญาที่ดินให้เธอ เขาจัดการเปลี่ยนเป็นชื่อของซูหยวน มอบสิทธิในการจัดการให้เธอโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีระยะสัญญาอยู่ที่ 10 ปี โดย 5 ปีแรกจะยกเว้นการเก็บค่าเช่า หลังจากนั้นจะเก็บเอารายได้ร้อยละ 5 จากทั้งหมดที่ซูหยวนทำได้เข้าบัญชีของจางอู่หยางจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
ความใจกว้างของจางอู่หยางครั้งนี้ หญิงสาวจดจำเอาไว้แล้ว วันหนึ่งที่เธอประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกสมุนไพรราคาสูง ตอนนั้นจะทำให้เขาพอใจและรู้สึกว่าคุ้มค่าที่ได้ลงทุนกับเธออย่างแน่นอน
เจ้านายคนนี้...ทำให้เธอประทับใจเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นแล้ว...
เมื่อตกลงกันแล้วเสร็จ จางอู่หยางและผู้ช่วยส่วนตัวก็พากันจากไป ปล่อยให้ซูหยวนได้ใช้เวลาจัดการสิ่งต่างๆด้วยตัวเองโดยที่เขาไม่เข้ามายุ่ง ความเชื่อใจนี้ทำให้ซูหยวนเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมาโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว
หลังจากจัดการเรื่องเช่าที่เสร็จ เธอก็กลับไปจัดการแปลงเพาะปลูกในสถาบันอีกเล็กน้อย ระหว่างที่เธอกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการแปลงเพาะปลูกของตนเอง เพื่อนๆทั้ง 7 คนก็ไปรับภารกิจเพิ่ม และยังใจดีใส่ชื่อซูหยวนเข้าเป็นผู้ทำภารกิจด้วย ดังนั้นเธอจึงมีคะแนนภารกิจถึง 7 คะแนนแล้ว เหลืออีกแค่ 3 คะแนนเท่านั้นก็ไม่มีปัญหาใดๆในการจบชั้นปีที่ 2 แล้ว
ความเร็วระดับนี้มากพอที่จะทำให้ทุกคนอิจฉากันได้ เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆทำภารกิจกันได้ประมาณ 4-5 ภารกิจ แน่นอนว่าถ้าดูแค่คะแนนภารกิจเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกมากก่อนที่จะหมดชั้นปีที่ 2 ปัญหาสำคัญกลับเป็นเรื่องการเพาะปลูกเสียมากกว่า
อันซูหยวนถือว่าผ่านเกือบสมบูรณ์แล้ว ติดแค่ทำภารกิจอีก 3 ภารกิจเท่านั้น ในขณะที่เพื่อนๆทั้ง 7 คนก็เกือบจะผ่านสมบูรณ์แล้วเหมือนกัน สาเหตุที่พูดแบบนั้นได้ก็เป็นเพราะแปลงเพาะปลูกของทั้ง 7 ซึ่งได้รับการแนะนำจากซูหยวนเวลานี้ มีพืชผักสีเขียวเติบโตขึ้นเต็มทุ่ง ขอเพียงเก็บเกี่ยวรอบนี้ พวกเขาก็ถือว่าผ่านเงื่อนไขวิชาเกษตรแล้ว
“ฉันได้ยินว่านักเรียนทุนอันคนนั้น...เธอสอบเป็นเกษตรกรผ่านด้วยนะ มิน่า...เธอถึงได้มีความสามารถในการเพาะปลูกแบบนี้”
“เรื่องจริงหรอ? เป็นนักล่าแต่สอบเป็นเกษตรกรได้เนี่ยนะ? อีกอย่าง...ฉันไม่เคยได้ยินว่าจะมีคนสอบเป็นเกษตรกรได้ตั้งแต่อายุเท่านี้มาก่อนเลย ไม่ใช่ว่าพวกนั้นจะต้องเป็นพวกอายุมากๆแล้วหรอกหรอ?”
“ก็นั่นน่ะสิ ตอนที่ได้ยินก็สงสัยเหมือนกัน ปรากฏว่าเป็นเรื่องจริงนะ มีคนในสถาบันเห็นว่าเธอเช่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกของตัวเองข้างนอกแล้วด้วย”
“หืม? ไม่ใช่ว่าเธอเป็นนักเรียนทุนของประธานจางหรอ? แล้วทำไมถึงยังอยากจะเป็นเกษตรกรอีก”
“บางทีประธานจางอาจจะไม่รู้...”
“ไม่มีทางหรอกน่า ประธานจางจะไม่รู้ได้ยังไง ไม่เชื่อก็ลองถามพวกคนตระกูลจางนั่นสิ”
“จางเฟย จางลั่ว จางหวานหว่าน พวกเธอรู้เกี่ยวกับการที่นักเรียนทุนอันกลายเป็นเกษตรกรแล้วบ้างไหม” หนึ่งในนักเรียนร้องถามออกไป จางเฟยที่อยู่ในแปลงเพาะปลูกไม่ไกลเป็นคนตอบกลับก่อน
“รู้สิ สุดยอดไปเลยใช่ไหม ถ้าไม่ใช่เพราะคำสั่งของประธานจางที่ว่าอย่าให้พวกเราไปรบกวนเธอมากเกินไป ตอนนี้คงจะไปคุกเข่าขอคำแนะนำแล้ว” เด็กหนุ่มบ่นออกมาด้วยความรู้สึกเสียดาย
พวกเขาคนตระกูลจาง แม้จะรู้สึกว่าถูกอันซูหยวนเอาเปรียบเกี่ยวกับเรื่องทำภารกิจในชั้นปีที่ 1 เนื่องจากกระแสคำพูดของเพื่อนๆในห้องได้กล่อมประสาทของเขาไปด้วย ดังนั้นจึงไม่เข้าไปช่วยเหลืออันซูหยวน อย่างไรก็ตาม...หลังจากที่พวกเขาได้เห็นว่าแท้จริงแล้วอันซูหยวนอยู่คนละระดับกับตัวเอง ใช้เวลาไม่กี่วันก็ผ่านภารกิจ หลังจากนั้นยังล่าได้อีกเป็นพันตัว เช่นนั้นพวกเขาก็รู้แล้วว่าตัวเองแค่อิจฉาที่อีกฝ่ายทำทุกอย่างง่ายดายเกินไป
กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว ประธานจางพูดเป็นนัยๆวันสิ้นปีเกี่ยวกับการกระทำของพวกเขาทั้งสามคน แม้จะไม่เข้าร่วมต่อว่าอันซูหยวน แต่การที่ไม่ช่วยเหลือเธอก็เป็นความผิดเช่นกัน ดังนั้นหลังจากนี้...พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะขอรับความช่วยเหลือใดๆจากอันซูหยวนอีก ถ้ายังไปรบกวนเธอ...ประธานจางบอกว่าจะจัดการทำให้พวกเขารู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด
แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าท้าทายอำนาจของเขา สุดท้ายพอขึ้นปีที่สองก็ยิ่งเสียใจมากขึ้น พวกเขาก็เหมือนกับซานหยางและถงเฟย อยากจะขอคำแนะนำจากอันซูหยวนตั้งแต่ที่เห็นว่าเธอประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกแล้ว แต่ก็ไม่มีความกล้ามากพอ
“ตั้งแต่ตอนนั้นที่นักเรียนอันถูกเข้าใจผิด พวกเราก็ถูกประธานจางตำหนิมา ดังนั้นหลังจากนี้..ก็ไม่มีหน้าจะไปรบกวนเธอแล้ว”
“อ้อ แล้ว....ถ้าพวกเธอรู้ว่านักเรียนอันได้กลายเป็นเกษตรกรแล้ว อย่างนั้นประธานจางก็คงจะรู้ด้วยใช่ไหม?” เพื่อนนักเรียนชะงักไปเล็กน้อย คำพูดของพวกเด็กตระกูลจางทำให้พวกเขารู้สึกถูกตำหนิอยู่กลายๆ ตอนนั้นถ้าไม่ใช่พวกเขาหาเรื่องอันซูหยวน เด็กตระกูลจางคงไม่ถูกเหมารวมไปด้วย
ดังนั้นจึงรีบเข้าประเด็น ไม่กล้าพูดถึงเรื่องอดีตอีก
“แน่นอนสิ ประธานจางจะไม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง ที่เห็นว่าเพื่อนนักเรียนอันไม่ต้องไปทำภารกิจนานๆเหมือนก่อนหน้านี้ก็เพราะประธานจางต้องการสนับสนุนเส้นทางการเป็นเกษตรกรของเธอนี่แหละ” แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยินจากปากของประธานจางโดยตรงเกี่ยวกับการสนับสนุนให้เธอเป็นเกษตรกร ทว่า...ก็ยังได้ยินมาจากจางเสี่ยวเสียนแล้วว่าสถานการณ์ของอันซูหยวนที่องค์กรเกษตรกรเป็นอย่างไร
ประธานจางไม่ใช่แค่ไม่ห้ามเท่านั้น แต่หลังจากที่อันซูหยวนสอบเป็นเกษตรกรผ่านเเล้ว องค์กรก็ได้รับการลงทุนจากประธานจางเป็นการส่วนตัวถึง 50 ล้านเครดิตในครั้งเดียว
เมื่อราชามือทองคำโยนเงินเข้ามา ผู้ลงทุนคนอื่นๆก็ไม่ลังเลอีก ดังนั้นโครงการเพาะปลูกสมุนไพรขนาดใหญ่ขององค์กรที่พยายามหาผู้สนับสนุนมาโดยตลอดก็เปิดโครงการได้อย่างเป็นทางการเพราะแบบนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถานะของอันซูหยวนในใจของพวกผู้ใหญ่ที่สถาบันเกษตรกรกลายเป็นสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่ใช่ว่าประธานจางดูแลองค์กรนักล่าอิสระหรอกหรอ? แล้วทำไมจู่ๆถึงได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงการเกษตรกรได้ล่ะ”
“อะไร? พวกเธอเข้าใจผิดแล้ว ประธานจางของพวกเรานั้นดูแลองค์กรนักล่าอิสระก็จริง แต่เขายังมีกิจการมากมายภายใต้ชื่อของเขาด้วย ลองไปตรวจสอบดูก็ได้....ธุรกิจใหญ่ๆที่ประสบความสำเร็จทุกวันนี้ มีกิจการไหนบ้างที่ประธานจางไม่ได้เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ก็แค่ไม่ได้ออกหน้าสื่อไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้ทำกำไรอยู่นะ”
จางเฟยโอ้อวดความสามารถของประธานจางที่ตนเองเคารพบูชา ที่บอกว่าทรัพย์สินของประธานจางมากกว่าตระกูลจางทั้งตระกูลไม่ใช่เรื่องเกินจริง แค่แขนธุรกิจของเขาข้างเดียวก็สามารถยกหรือกดให้ตระกูลจางเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้แล้ว พวกคนที่กำลังแย่งอำนาจกันภายในนั้นก็แค่เรื่องตลกสำหรับเขา ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลมีประวัติมาอย่างยาวนาน คิดจริงๆหรือว่าคนอื่นจะยังให้ความเคารพพวกเขาเช่นนี้
สุดท้ายแล้วตระกูลจางก็ยังได้อาศัยชื่อเสียงของประธานจางในการก้าวไปข้างหน้าด้วยซ้ำ ในขณะที่ประธานจางคร้านจะสนใจเรื่องแตกแยกกันภายใน
“แล้วพวกเธอพูดถึงเรื่องนี้กันทำไมล่ะ” จางเฟยเลิกคิ้วถาม เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆก็หัวเราะแห้งๆกัน
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าตระกูลจางยังไม่รู้ว่าอันซูหยวนแอบไปเป็นเกษตรกรซึ่งการทำงานตรงกันข้ามกับการเป็นนักล่าแบบสุดโต่ง ดังนั้นจึงวางแผนที่จะพูดเรื่องนี้เข้าหูจางเฟยและพวก หวังให้พวกเขาไปบอกกับประธานจางเพื่อที่จะได้สร้างปัญหาให้อันซูหยวนบ้าง
คิดไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นประธานจางเสียเองที่สนับสนุนอันซูหยวนให้กลายเป็นเกษตรกร เมื่อแผนการของตนเองไม่สำเร็จแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้จะพูดอะไร
จางลั่วเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง เธอส่ายหน้าเบาๆ ปกติแล้วจางลั่วไม่ใช่คนช่างพูด แต่พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการตัดสินใจของประธานจาง เธอก็อดที่จะเตือนออกมาคำสองคำไม่ได้
“คนที่ประธานจางเลือกไม่เคยมีปัญหาหรอก แต่พวกที่มีปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ชอบขัดแย้งกับคนของประธานจางมากกว่า” นี่เป็นคำเตือนของเธอต่อพวกเพื่อนๆ
ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้เข้าร่วมตำหนิอันซูหยวน ทว่าการที่เธอไม่ช่างพูดได้สร้างปัญหาให้ตัวเธอเอง ประธานจางคงจะรู้สึกว่าเธอไม่ออกหน้าช่วยเหลือคนของเขาจึงได้ไม่อยากมองหน้าเธออีกต่อไปแล้ว ทั้งๆที่จางลั่วเคารพบูชาประธานจางมากที่สุด เรื่องนี้ยังคงฝังอยู่ในใจ ทำให้เธอยังรู้สึกผิดอยู่จนถึงตอนนี้เลย
แม้ว่าเธอจะเข้าใจความน้อยใจของเพื่อนร่วมชั้นที่ทำได้แค่เฝ้ามองคนรุ่นเดียวกันก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ในขณะที่พวกตนทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง ทว่า...หากต้องการหาคู่เปรียบเทียบ มันจะดีกว่าถ้ารู้ว่าขีดจำกัดของตนเองเป็นอย่างไร
ถ้าพวกเขาต้องการเปรียบเทียบกับนักเรียนทุนขององค์กรนักล่าสกุลจางก็ไม่เป็นอะไร แต่พวกเขากลับต้องการเปรียบเทียบกับคนที่ประธานจางเลือก .... นี่มันคนละระดับกันชัดๆ
“ฉันว่าทุกคนเลิกสร้างปัญหาให้เพื่อนนักเรียนอันได้แล้ว ถ้าไม่ใช่พวกเราต้องการมีปัญหากับเธอตั้งแต่แรก เวลานี้เธอคงจะช่วยพวกเราทุกคนตรวจสอบแปลงเพาะปลูกแล้ว ดูเพื่อนๆทั้ง 7 คนที่เธอแนะนำสิ พวกเขาสามารถทำให้พืชผักเติบโตได้กันหมดเลย อีกไม่นานคงจะได้เก็บเกี่ยวแล้วด้วยซ้ำ”
ได้ยินจางหวานหว่านพูดแบบนั้น หลายคนก็ก้มหน้าลง พวกเขาก็คิดเช่นนี้กันมาสักพักแล้ว แต่จะให้ทำยังไงได้ ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ขอโทษก็ใช่ว่าอันซูหยวนจะยอมรับคำขอโทษเสียหน่อย
“อะไรกัน? พวกเราจำเป็นต้องพึ่งพานักเรียนทุนนั่นด้วยหรอ? ทุกคนใจเย็นๆกันก่อนเถอะ ตอนนี้พวกฉันกำลังติดต่อพวกรุ่นพี่เพื่อขอคำแนะนำแล้ว อีกไม่นานก็จะได้มาช่วยทุกคน”
“ใช่ๆ พวกเราไม่ได้เก่งกาจในเรื่องการเพาะปลูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลง ยังไงพวกเราก็เป็นนักล่ากันนะ เรื่องของนักเรียนอันนั้นก็อย่าไปยุ่งมากนักเลย ข่าวที่เธอกลายเป็นเกษตรกรกำลังแพร่กระจายไปทั่วสถาบัน พวกรุ่นพี่ต่อต้านกันไม่น้อยเลยนะ”
“ต่อต้านหรอ? ทำไมต้องต่อต้านด้วย?”
“อ้าว ทุกคนไม่รู้หรอว่าพวกเรากับพวกเกษตรกรน่ะไม่ถูกกันหรอกนะ นักเรียนทุนอันที่จู่ๆก็สอบเป็นเกษตรกร ไม่ใช่ว่าอยากจะกลายเป็นไส้ศึกให้พวกนั้นหรอกหรอ?”
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏที่มุมปากของนักเรียนชายคนหนึ่ง เรื่องนี้เขาได้พูดคุยกับพวกรุ่นพี่แล้ว การที่นักล่าคนหนึ่งอยากจะสอบเป็นเกษตรกรนั้นเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี ในเมื่อเธอไม่จงรักภักดีกับการเป็นนักล่า อย่างนั้น...พวกเขาก็จะช่วยสั่งสอนให้เองว่านกสองหัวต้องเจอกับอะไร!!
……………………………….