บทที่ 225 ลักลอบลงมือ (อ่านฟรี 18 ต.ค. 68)
บทที่ 225 ลักลอบลงมือ (อ่านฟรี 18 ต.ค. 68)
บทที่ 225 ลักลอบลงมือ
อันซูหยวนใช้เวลาอยู่ที่สถาบันสลับกับแปลงเพาะปลูกของตนเอง แม้ว่าการลงเมล็ดพันธุ์อัลเลี่ยมจะค่อนข้างราบรื่นดี แต่เพราะนี่เป็นครั้งแรกของนักล่าทุกคนด้วย เธอจึงต้องคอยตรวจสอบและให้คำแนะนำกับพวกเขาไปเรื่อยๆ
แน่นอนว่าเพียงแค่มีสีเขียวปรากฏขึ้นที่แปลงเพาะปลูกของเธอ ก็ทำให้นักล่าเหล่านั้นตื่นเต้นกันยกใหญ่แล้ว พวกเขาเคยเห็นแค่พวกพืชกลายพันธุ์ที่มีกลิ่นเหม็นเน่า ดังนั้นจึงนับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นภาพแสนวิเศษนี้
นอกจากนักล่าทั้งหลายที่ตื่นเต้นแล้ว เกษตรกรแปลงเพาะปลูกข้างๆสองคนก็ประหลาดใจกับผลลัพธ์นี้เช่นกัน ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นแล้วว่าอันซูหยวนพาคนมากมายมาที่แปลงเพาะปลูกของตนเอง แต่เกษตรกรกับนักล่าถือเป็นความสัมพันธ์แบบคนละขั้ว นอกจากนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมองว่าพวกนักล่านั้นเป็นพวกที่ระดับต่างกับตนเอง ไม่ต้องพูดถึงสารพิษที่อยู่ในร่างกายของพวกเขาอาจจะกระทบกับแปลงเพาะปลูกของตนเอง ดังนั้นจึงไม่คิดจะเข้ามาวุ่นวายด้วย
ลำพังแค่ซูหยวนและหลิ่วโป การปะทะฝีปากครั้งนั้นพวกเขาก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว พอเห็นว่าซูหยวนพาคนมามากกว่าเดิมก็คร้านที่จะเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยง
ในใจภาวนาให้พวกมันเพาะปลูกไม่ได้ เกิดความเสียหายจนต้องนั่งร้องไห้เนื่องจากลงทุนไปมากมายเช่นนี้แล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิดเสียเลย กลับกัน...สีเขียวที่สว่างเต็มทั่วทุกแปลงนี้เหมือนกับเป็นการเติบโตเพื่อตอกหน้าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ
ในฐานะที่เป็นเกษตรกรมาก่อน ทั้งยังมีอายุและประสบการณ์มากกว่าหลายปี แปลงเพาะปลูกของพวกเขาตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์เท่ากับแปลงเพาะปลูกของเด็กสาวเลย
หนึ่งแปลงเพาะปลูกจะมีส่วนที่เสียหายไปแล้ว 2 ใน 10 ดูเหมือนไม่มากเท่าไร แต่พอรวมๆกันแล้วก็เสียหายไม่น้อย นี่ยังไม่รวมว่าผักพวกนี้ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว รอจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตคงจะเหลือประมาณ 6-7 จาก 10 ส่วนเท่านั้น
ทว่าแปลงเพาะปลูกของเด็กสาว ผ่านไป 2 สัปดาห์ หรือก็คือครึ่งทางของอัลเลี่ยมแล้ว พบว่า 10 ส่วนนั้นเต็มไปด้วยต้นอัลเลี่ยมที่งอกงามแตกกออย่างดี หากสามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด น้ำหนักของพวกมันคงจะสูงกว่าการเพาะปลูกทั่วไป 1.5 เท่าเลย!!
“เด็กคนนั้นทำได้ยังไง หรือว่าเธอเป็นเกษตรกรที่มีพรสวรรค์จริงๆ” ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะจับกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์เช่นนี้ สายตามองไปยังอันซูหยวนที่กำลังยุ่งอยู่กับการให้คำแนะนำพวกนักล่าราวกับผู้มีความรู้ความสามารถ
เกษตรกรอีกคนส่ายหน้า เขาไม่รู้หรอกว่าเด็กคนนั้นเป็นเกษตรกรที่มีพรสวรรค์หรือไม่ แต่ลักษณะการทำงานเช่นนี้...ดูไม่เหมือนว่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากเด็กสาวเท่านั้นเลย
“ไม่เห็นหรือว่าเธอให้คนมากมายทำงานแทนน่ะ ถ้าบอกว่าเธอเป็นเด็กมีพรสวรรค์ก็อาจจะใช่ในกรณีที่เธอลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่นี่....ก็เห็นอยู่ว่าพวกนั้นเป็นพวกหยาบกร้าน ทำงานตั้งแต่ต้นจนจบยังกระตุ้นอุปกรณ์ให้ทำงานไม่ได้ด้วยซ้ำไป หรือก็คือ...พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ใช้พลังงานด้วย แถมยังมีกลิ่นสารพิษและสสารพวกซากกลายพันธุ์มากมายแบบนี้ ไม่ควรที่จะเพาะปลูกอัลเลี่ยมให้เติบโตได้เลย”
“อืม เรื่องนั้นฉันก็สังเกตเห็นเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นอะไรเป็นเหตุผลให้อัลเลี่ยมเติบโตได้มากขนาดนี้กันล่ะ”
“นั่นแหละที่แปลก มันแปลกมากจริงๆ หรือว่าเธอจะใช้สารอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่า”
“หืม? จะบอกว่าเธอใช้สารบำรุงดินระดับสูงงั้นหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้น...ต่อให้เก็บเกี่ยวอัลเลี่ยมได้ มันจะคุ้มค่าหรอ”
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน จุดประสงค์ในการเพาะปลูกของเด็กคนนั้นคืออะไรก็ยังไม่รู้ ฉันเคยเห็นว่าเธอติดเข็มกลัดของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งด้วย ดังนั้นสมควรจะเป็นนักเรียนของสถาบันนั้น งานหลักของเธอไม่ควรเป็นการเพาะปลูก น่าจะต้องฝึกฝนมือไม่ใช่หรอ? หรือว่า...เธอแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น”
“เหอ เหอ เหอ กรณีที่เธอเป็นนักล่าแต่อยากเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นด้วยการเป็นเกษตรกร วิธีแบบนี้มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ทำ สิ่งที่เธอดึงดูดได้น่าจะมีแค่ความเกลียดชังเท่านั้นแหละ”
“อืม ก็เพราะแบบนั้นถึงยังไม่รู้ว่าจุดประสงค์จริงๆคืออะไร บางที...อาจจะแค่เป็นการเล่นสนุกของพวกคนรวยก็ได้” สองคนยักไหล่ ต่อให้พวกเขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ถึงอย่างนั้น...เรื่องราวของเด็กสาวที่สามารถเพาะปลูกอัลเลี่ยมได้อย่างดีก็ถูกเผยแพร่ออกไปผ่านพวกเขา
ไม่น่าแปลกใจเลยที่แปลงเพาะปลูกของเธอจะกลายเป็นที่สนใจจากคนบางกลุ่ม เมื่อรวมกับปัญหาที่พวกนักเรียนกำลังก่อขึ้น ซูหยวนกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่เลยทีเดียว
แน่นอนว่าความท้าทายครั้งใหญ่ที่ว่านั่น....ล้วนเป็นความคิดของคนอื่นเท่านั้น เพราะในสายตาของซูหยวน การกระทำของพวกเขาก็เหมือนการกลั่นแกล้งของเด็กฝึกงานเท่านั้นเอง
ที่สถาบัน ในขณะที่แสงไฟจากท้องฟ้าจำลองหายไป หลงเหลือเพียงความมืดและแสงสว่างเล็กๆประจำจุดเท่านั้น เงาห้าหกร่างก็ปรากฏที่แปลงเพาะปลูกของสถาบันแล้ว พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ในมือยังถือซากพวกกลายพันธุ์เข้ามาด้วย
“ทำแบบนี้แน่ใจนะว่าจะไม่ถูกจับได้น่ะ”
“แล้วจะเอาอะไรมาจับพวกเรา หลังจากสาดเลือดของพวกกลายพันธุ์เข้าไปในแปลงเพาะปลูกแล้ว จะยังมีหลักฐานอะไรสืบมาถึงพวกเราอีกล่ะ อีกอย่าง....เด็กนั่นก็เป็นนักล่าเหมือนกัน ถ้าเธอเป็นคนที่ทำความสะอาดได้ไม่ดีจนทำให้สสารของพวกกลายพันธุ์หลงเหลือมาที่แปลงเพาะปลูกของตัวเองล่ะ แบบนี้จะจับมือใครดมได้”
“ฮ่าๆ ลูกพี่ยอดเยี่ยมจริงๆ ใครจะคิดว่าแผนการจัดการคนก็ทำแบบนี้ได้”
“เหอะ! ใครใช้ให้เธอเป็นเด็กรับใช้ของตระกูลจางกันล่ะ รุ่นพี่เวินของพวกเราต้องถูกถอนหมั้นแล้วทำให้อับอายก็เพราะพวกตระกูลจางไม่ใช่หรือ? ในเมื่อพวกเราลงมือกับตระกูลจางไม่ได้ อย่างนั้นก็จัดการคนรับใช้ของพวกมันนี่แหละ”
“อืม ฉันเข้าร่วมก็เพราะเธอทำให้พวกเราตระกูลอี้ไม่พอใจเหมือนกัน เป็นแค่เด็กจากเขตชั้นนอก กลับคิดจะเหยียบหน้าตระกูลอี้สาขาของพวกเรา เหอะ! ฉันอยากเห็นตอนเธอร้องไห้ใจจะขาดแล้ว”
เสียงกระซิบกระซาบของพวกเขาดังขึ้น ท่าทางสะใจเหมือนกับว่าการลงมือของพวกตนนั้นสำเร็จแล้วอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งถ้าฟังดีๆจะพบว่ามีเด็กจากไม่กี่ตระกูลเท่านั้นที่เข้าร่วม ตระกูลเจินและตระกูลอี้ ตระกูลที่มีความโกรธแค้นกับอันซูหยวนอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นการลงมือนี้...นอกจากจะเป็นตัวแทนของนักล่าทั้งหมดที่ไม่พอใจการกระทำของซูหยวนที่ให้ค่ากับพวกเกษตรกรมากเกินไปแล้ว ก็ยังถือเป็นการแก้แค้นส่วนตัวได้ด้วย
“เอามาได้แล้ว ฉันจะสาดสสารพวกนี้ลงไป...”
“จี๊ด!!” อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกเขาจะได้ลงมือ เสียงร้องหนึ่งกลับดังขึ้นมาท่ามกลางความมืด ทำเอาเด็กหนุ่มคนหนึ่งสะดุ้งแล้วทำให้สสารพวกนั้นร่วงจากมือของพวกเขา ไหลออกไปยังแปลงเพาะปลูกของเด็กนักเรียนที่โชคร้าย
“สะ เสียงอะไรวะ”
“เร็วเข้า! ไม่เห็นหรอว่าสสารพวกนี้ไหลออกมามากเกินปกติแล้ว แบบนี้จะโยนให้เป็นอุบัติเหตุจากอันซูหยวนได้ยังไง”
“ขะ ขอโทษ แต่ว่าเสียงเมื่อครู่นี้...”
“อาจจะเป็นพวกเราหูแว่วก็ได้” แม้การหูแว่วพร้อมกันแบบนี้จะไม่ปกติ ทว่า...เสียงของสัตว์กลายพันธุ์จะอยู่ในพื้นที่ของสถาบันได้อย่างไร เช่นนั้นหากบอกว่านี่เป็นเสียงของสัตว์กลายพันธุ์ สู้บอกว่าพวกเขาหูแว่วยังจะเป็นไปได้มากกว่า
“งะ งั้นก็รีบลงมือเถอะ พวกเราจะได้รีบไป”
“ใช่ ฉันก็คิด....”
“จี๊ด!!” ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ เสียง “จี๊ด” ของสัตว์กลายพันธุ์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ดูจะอยู่ใกล้กว่าครั้งก่อนด้วย ทำเอาเด็กหนุ่มคนหนึ่งล้มหงายหลังไปด้วยความตกใจ
“อะไร!! เสียงของสัตว์กลายพันธุ์จริงๆหรอ? ทำไม...ทำไมมีสัตว์กลายพันธุ์ที่นี่ได้ล่ะ!”
“ใจเย็นๆ อาจจะมีใครแกล้งเราอยู่ก็ได้” พวกเขาพยายามกวาดสายตามองไปรอบๆ เพราะที่นี่เป็นพื้นที่ของสถาบันและยังเป็นเขตชั้นใน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้เอาอาวุธหรือชุดป้องกันติดตัวมาเลย ถ้ามีสัตว์กลายพันธุ์อยู่ที่นี่แล้วต้องการทำร้ายพวกเขาจริงๆ พวกเขาจะเอาอะไรไปสู้ได้ล่ะ
“ถ้าบอกว่ามีคนแกล้ง แล้วทำไมแกจะต้องก้าวถอยหลังด้วยวะ”
“ใครก้าวถอยหลัง ก็แค่ถอยออกมาดูว่าต้นเสียงอยู่ตรงไหนก็เท่านั้น” ปากก็พูดไป แต่ขาก็ก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น คนหนึ่งก้าวถอยหลัง คนอื่นๆก็ก้าวถอยหลังตามไป ระยะห่างระหว่างแปลงเพาะปลูกของอันซูหยวนกับพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแทน ในขณะเดียวกัน...สสารที่นำติดมาด้วยกลับไหลไปเรื่อยๆ ตอนนี้จิตใจของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การทำลายแปลงเพาะปลูกของอันซูหยวนแล้ว มีเพียงความหวาดระแวงที่มาของเสียงเท่านั้น
“จี๊ด” และแค่สามครั้งเท่านั้น นักเรียนทั้งหมดที่ตั้งใจจะมาจัดการสั่งสอนรุ่นน้องให้รู้สำนึกก็วิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง พวกเขาไม่สนใจจะหาด้วยซ้ำว่าตำแหน่งของเสียงมาจากไหน แล้วสัตว์กลายพันธุ์ตัวนั้นคืออะไร มีเพียงการวิ่งหนีเอาตัวรอดเท่านั้นที่จะทำได้
ลับหลังของพวกเขา องค์รักษ์หนูขาวที่ได้รับหน้าที่เฝ้าระวังก็ปรากฏตัวออกมา มองดูพวกขี้ขลาดตาขาวเหล่านั้นก็อดที่จะหัวเราะคิกคักขึ้นมาไม่ได้
ถ้าพวกนั้นไม่ได้ต้องการทำร้ายเจ้านายของมัน มันก็คงไม่ปรากฏตัวเช่นนี้หรอก หลังจากที่มองดูสสารไหลเป็นทางพวกนั้น ดวงตาขององค์รักษ์หนูขาวก็มีประกายบางอย่าง
มันจำได้ทั้งหมดว่าใครบ้างที่ต่อว่าเจ้านายลับหลัง แถมยังรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ดังนั้น...ในเมื่อพวกมันคิดจะสั่งสอนเจ้านายของเขาเช่นนี้ ก็ขอเอาคืนด้วยวิธีเดียวกันไปเลย!
องค์รักษ์หนูขาวจัดการอยู่ไม่กี่ครั้งก็ถอยกลับไปซ่อนตัว รอจนถึงเช้าเพื่อดูเรื่องสนุกสนานที่จะเกิดขึ้น
“หานตู้ มีเรื่องอะไรดีๆเกิดขึ้นกันแน่ ทำไมจู่ๆก็ขอให้พวกเรามาพร้อมกันแต่เช้าแบบนี้ล่ะ” เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ แต่ใบหน้าของหานตู้มีรอยยิ้มลึกลับอยู่ ทำให้เขาพลอยตื่นเต้นไปด้วย
“เอาน่า บอกว่ามีเรื่องดีๆจะให้ดูก็รอดูเถอะ รับรองว่าจะต้องทำให้พวกนายยิ้มได้แน่”
“เฮ้อ แปลงเพาะปลูกพวกนี้จะทำให้ฉันยิ้มได้ยังไง ทุกวันมาดูก็มีแต่จะหดหู่เท่านั้น ฉันเพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปใหม่อีกครั้งแล้ว นี่เป็นการใช้ตั๋วทรัพยากรสุดท้ายของปีนี้แล้วด้วย ถ้ายังมีปัญหาอีก...อาจจะต้องเรียนซ้ำชั้นแล้วจริงๆ”
“เรื่องแปลงเพาะปลูกของพวกเราก็ยังเป็นปัญหาอยู่ วิธีการดูแลแปลงเพาะปลูกยังต้องรอฟังจากพวกรุ่นพี่ แต่มีเรื่องดีๆกว่านั้นนะ”
“เรื่องดีๆกว่านั้น...” ทุกคนมองดูหานตู้ด้วยความสนใจ แน่นอนว่าไม่ต้องรอให้นานเกินไปนัก เมื่อพวกเขามาถึงแปลงเพาะปลูกก็สามารถเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
“นะ นั่น....” นักเรียนชายคนหนึ่งอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพในแปลงเพาะปลูกของสถาบัน หานตู้ยังไม่ทันเห็น แต่เขาคาดเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“ฮ่าๆ เป็นยังไง นี่ก็คือข่าวดีที่พวกนายชอบกันไหมล่ะ”
“............” ทุกคนตอบกลับด้วยความเงียบ เห็นเช่นนี้แล้วหานตู้ก็เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรแปลกประหลาด เขาหันไปดูแปลงเพาะปลูกก่อนจะต้องอ้าปากค้างเหมือนกับคนอื่น
“นะ นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!!” หานตู้ไม่อยากจะเชื่อว่าภาพที่เขาเห็นจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเสียแล้ว
แม้แปลงเพาะปลูกจะเสียหายอย่างที่พวกรุ่นพี่พูด แต่มันเป็นแปลงเพาะปลูกของอันซูหยวนหรือ?
“อ๊าก!! ทำไมแปลงเพาะปลูกของฉันถึงได้เป็นแบบนี้ ทำไมพวกมันถึงกลายเป็นสีดำไปหมดแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่หานตู้!!”
“แปลงเพาะปลูกของฉันก็เหมือนกัน การเพาะปลูกรอบนี้มีความหวังที่สุดแล้ว แล้วทำไม....ฮือๆ ทำไมถึงได้เกิดปัญหาแบบนี้อีก”
“หานตู้อธิบายมาเดี๋ยวนี้ นี่คืออะไรกันแน่ นายรู้อะไรมากันแน่!”
“บัดซบเอ้ย!! แปลงเพาะปลูกของตัวเองไม่มีวี่แววว่าพืชจะเติบโต แกก็เลยทำลายของพวกเราไปด้วยเลยใช่ไหม!! แกทำแบบนี้ คิดว่าพวกเราจะปล่อยไปรึไง!!”
“ดูก็รู้ว่าแกมีส่วนร่วมด้วยแน่ๆ แกบอกมาเดี๋ยวนี้ว่าทำอะไรลงไป แกจะต้องรับผิดชอบ!!”
“อย่ามาโทษกันนะโว้ย! ไม่เห็นหรอว่าแปลงเพาะปลูกของฉันก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันน่ะ ฉันจะทำของตัวเองพังไปด้วยรึไง!!” เสียงโวยวายของพวกเขาเรียกความสนใจของผู้มาใหม่ทันที อันซูหยวนเป็นหนึ่งในนั้น เมื่อคืนเธอได้รับรายงานจากหนูองค์รักษ์แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงมาดูด้วยตัวเอง คิดไม่ถึงเลยว่าท่าทางของพวกเขาจะน่าขบขันขนาดนี้...
……………………………..