LNCrawler

บทที่ 22 ผู้ตรวจการพิเศษรุ่ย

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 22 ผู้ตรวจการพิเศษรุ่ย

บทที่ 22 ผู้ตรวจการพิเศษรุ่ย

 

“นังสารเลว คิดว่าจะหนีฉันได้หรอวะ!!” ชายเจ้าของไม้พลองไม่ได้สนใจคนอื่นอีก เจตนาของเขาเวลานี้มีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือการฆ่าอันซูหยวนให้ได้

            

เขากระโดดไปมาด้วยความเร็วที่มี ต้องการดักหน้าดักหลังของซูหยวนให้ได้ ทว่า...ความเร็วของซูหยวนไม่ได้แย่เลย เธอเคลื่อนไหวเร็วมาก อีกทั้งยังเหมือนกับว่ามีตาอยู่รอบๆตัว ไม่ว่าชายเจ้าของไม้พลองจะขยับไปทางซ้ายขวาหน้าหลัง อีกฝ่ายก็หยุดเท้าแล้วเปลี่ยนทิศทางได้เสมอ

            

ตอนนี้จึงเหมือนกับการวิ่งไล่จับกันของเด็กๆ ความเร็วที่สูงมากเช่นนี้ทำเอาพวกเจ้าหน้าที่ นักล่า หรือแม้แต่คนของตระกูลใหญ่ก็ยังพลอยประหลาดใจไปด้วย

 

“นังเด็กเลวคนนี้ ฉันจะต้องฆ่าแกให้ได้เลย!” ยิ่งวิ่งไล่ก็ยิ่งรู้สึกขายหน้ามากขึ้นไปอีก กับแค่การจัดการเด็กคนเดียวเขาก็ยังต้องเสียเวลาขนาดนี้ ไม่ว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไง เรื่องนี้ถือเป็นตราบาปที่สำคัญของเขาเลย!

            

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรซูหยวนได้จริงๆ จู่ๆก็เกิดเสียง “หวี๊ด!” ขึ้นมา คลื่นเสียงที่ดังแสบแก้วหูนี้ทำให้ทุกคนต้องลงไปนั่งกุมหัวของตนเอง ไม่อย่างนั้นคงจะรู้สึกเหมือนหูใกล้ระเบิดจริงๆ

            

นี่คือสัญญาณการห้ามการต่อสู้ หรือเป็นสัญญาณที่พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงมักจะใช้กันเพื่อปราบปรามคนร้าย สีหน้าของคนจากตระกูลใหญ่เปลี่ยนไปอยู่บ้าง เดิมทีพวกเขาคิดว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะไม่เข้ามาวุ่นวาย คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงพวกนี้จะไม่ปล่อยให้ตระกูลของพวกเขาได้เล่นสนุก กลับปรากฏตัวขึ้นที่นี่ เช่นนั้นก็แปลว่ามีเจตนาที่ต้องการหยุดการเคลื่อนไหวของพวกเขาแล้ว

 

“ทุกคนหยุดมือเดี๋ยวนี้! ตามกฎหมายแล้วไม่อนุญาตให้มีการต่อสู้กันเอง ศัตรูของพวกเราทุกคนก็คือพวกกลายพันธุ์เหล่านั้น หากมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือมากนักก็ให้ไปจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์ให้มากอีกหน่อย ไม่ใช่มาหาเรื่องฆ่ากันเอง!”

            

เจ้าหน้าที่คนนั้นร้องบอก คิ้วของเขาขมวดมุ่นเป็นสัญญาณความไม่พอใจและความเข้มงวดของเขา ... เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงปรากฏตัว เจ้าหน้าที่ดูแลเขต A ทั่วไปก็ถอนหายใจ พวกเขาเกือบจะคุกเข่าร่ำไห้เพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่แอบคิดว่าทอดทิ้งตนเองไปแล้วด้วยซ้ำ

 

“เจ้าหน้าที่....พวกเราเพียงแค่ต้องการตรวจสอบความจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะต่อสู้กันเองหรืออะไรเลยครับ” คนของตระกูลใหญ่คนหนึ่งเป็นตัวแทน เขารีบแสดงเจตนาของตนเองและคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงปล่อยเรื่องนี้ไปด้วย

 

“การตรวจสอบเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องของพลเรือนที่จะต้องมาตรวจสอบกันเอง ขอให้ทุกคนกลับไปกันได้แล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องการข้อมูล จะไปพบพวกคุณในภายหลัง”

 

“...............” เห็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่ยอมอนุญาตให้ทำตามใจ คนจากตระกูลใหญ่ก็ลอบมองหน้ากัน เวลานี้พวกเขาไม่ได้มีสิทธิตัดสินใจ จำเป็นต้องแจ้งเรื่องนี้ต่อหัวหน้าของพวกตน ดังนั้นคนของแต่ละตระกูลก็รีบเข้าไปในพื้นที่เขต A เพื่อสอบถามการตัดสินใจของหัวหน้า

            

พวกคนใหญ่คนโตย่อมต้องโกรธมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะปรากฏตัวเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม...นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางการ ก่อนที่พวกเขาจะตรวจสอบจนรู้เหตุผลว่าทำไมครั้งนี้เจ้าหน้าที่จึงไม่ยอมปล่อยตนเองไปง่ายๆ พวกเขาจำเป็นต้องทำตามคำสั่งเสียก่อน

            

ไม่นาน คนใหญ่คนโตจากทั้ง 4 ตระกูลก็ปรากฏตัวด้านหน้า พวกเขามองเจ้าหน้าที่ร่างใหญ่ด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆในเขต A นี้จะส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่าง “ผู้ตรวจการพิเศษรุ่ย” มาด้วยตนเอง

            

ผู้ตรวจการพิเศษรุ่ยผู้นี้ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ยุติธรรมมาก เขาจะใช้กฎหมายที่มีในมือเพื่อจัดการกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ปกติแล้วพวกตระกูลระดับสูงไม่ค่อยชอบใจเขา เนื่องจากเขาไม่เคยมีความอะลุ่มอล่วยอะไรให้ตนเองเลย แต่เพราะเขาเป็นคนแบบนั้น...ทางการจึงต้องเก็บเอาไว้บ้าง

            

บางทีอาจจะเพื่อให้เขาเป็น “หมาบ้า” ไล่กัดผู้อื่นแทนมือของตนเอง วางผู้ตรวจการพิเศษรุ่ยให้เป็นหนังหน้าไฟรับความเกลียดชังทุกอย่าง แต่แท้จริงแล้วเป็นคำสั่งจากเบื้องบนอีกที

            

พอเห็นผู้ตรวจการพิเศษรุ่ยที่นี่ หัวหน้าตระกูลทั้งสี่ก็ลอบมองหน้ากันเอง เรื่องนี้ครั้งนี้...พวกเขาอาจจะต้องหยุดมือไว้เพียงเท่านี้แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาแทน

 

“ผู้ตรวจการพิเศษรุ่ย ต้องขออภัยด้วยที่พวกเราใจร้อนไปหน่อย ต้องการตรวจสอบสาเหตุการตายของลูกๆก็เลยทำให้มาที่นี่ด้วยตัวเอง ไม่ได้รอให้ทางการช่วยตรวจสอบให้ หวังว่าคุณน่าจะเข้าใจถึงหัวอกของคนเป็นพ่ออย่างพวกเรา” ผู้นำตระกูลคนหนึ่งกล่าวขึ้น เขาทำเหมือนกับว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจจะเกิดขึ้นได้

            

อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจการพิเศษรุ่ยไม่ได้โง่งมขนาดนั้น เขาหรี่ตาลงก่อนจะชี้ไปยังกองเลือดและซากของคนที่เพิ่งตายไป แถมก่อนหน้านี้เขาก็ยังเห็นกับตาด้วยว่าคนของตระกูลใหญ่กำลังไล่จัดการเด็กสาวคนหนึ่งอยู่ ปากยังบอกว่าต้องการให้อีกฝ่ายตายด้วย

            

เช่นนี้แล้วจะอ้างอย่างไร? เจตนาที่ต้องการสังหารคน ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายหรือ?

            

ทุกวันนี้ที่พวกเขาพยายามทำอยู่ก็คือการปกป้องชีวิตของประชาชน การที่ต้องสนับสนุนนักล่าก็เพราะต้องการลดจำนวนของพวกกลายพันธุ์ให้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดเหตุที่พวกกลายพันธุ์เพิ่มจำนวนแล้วบุกเข้ามาโจมตีในเขตปลอดภัยก็ได้ ทว่า...ในขณะที่พวกระดับสูงต้องการปกป้องชีวิตผู้คน กลับมีคนที่ได้รับอำนาจเพียงเล็กๆน้อยๆเพื่อฆ่าคนอื่น นี่มันใช่เรื่องปกติเสียที่ไหน!!

            

มนุษย์ชาติกำลังจะถูกทำลายจากปัญหาภายนอกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะสารพิษในอากาศหรือพวกกลายพันธุ์ ทว่า...มนุษย์กันเองก็ยังฆ่ากันเอง นี่มันเรื่องตลกอะไรกันล่ะ!

 

“เพราะการตรวจสอบที่ไม่ถูกต้องจึงทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น คนที่ลงมือสังหารคนอื่นจะต้องถูกสอบสวนแม้ว่าจะเป็นฝั่งของผู้สูญเสียมาก่อนก็ตาม ฉันหวังว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผู้นำตระกูลทั้งหลายไม่พอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่”

            

เมื่อผู้ตรวจการพิเศษรุ่ยพูดเช่นนี้ ชายเจ้าของไม้พลองก็หน้าซีดเผือดไปทันที เขามองไปยังเจ้านายของตนเองเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ได้รับเพียงรอยยิ้มเย็นกลับมา

 

“แน่นอนว่าท่านผู้ตรวจการพิเศษสามารถจัดการได้เลย คิดไม่ถึงว่าคนของฉันจะสร้างปัญหาขึ้นเช่นกัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำเช่นนี้เพราะเจ้านายที่เขาเคารพต้องจากไป แต่การบันดาลโทสะเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าถูกต้องเช่นกัน” 

            

เห็นคนเป็นนายทิ้งตนเองเช่นนี้ สีหน้าของอีกฝ่ายก็เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง แม้ว่าโทษของกฎหมายจะไม่ได้รุนแรงไปถึงขั้นการรับโทษประหารชีวิต เพราะในฐานะของผู้ล่าที่แข็งแกร่ง เขาถือว่าเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติเช่นกัน แต่การที่มีชีวิตอยู่ในการจองจำนั้นไม่ใช่เรื่องดี

            

การจองจำตามกฎหมายไม่ได้แค่การจองจำเหมือนกับที่โลกเดิมของซูหยวน ที่นี่แรงงานคนนั้นจำเป็นมาก ที่บอกว่าจองจำก็คือการส่งพวกเขาไปยังพื้นที่ล่าข้างนอก ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีฝีมือเหนือชั้น จากนั้นก็ควบคุมให้คนเหล่านี้ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน อาหารดีๆไม่ได้กิน แกนพลังงานก็อย่าคิดว่าจะได้รับไปอีกตลอดชีวิต

            

เรียกว่าเป็นการส่งไปเป็นทาสแรงงานอย่างแท้จริง โดยผ่านโซ่ตรวนตรวจสอบ ก็เหมือนกับสายรัดข้อมือนั่นแหละ...ทว่ามันเป็นรูปแบบพิเศษที่จะจัดการคนต้องการหลบหนีได้

            

การที่ทางการจะได้คนร้ายมากฝีมือเช่นนี้เพิ่มอีกคน กลับกลายเป็นความชื่นชอบของพวกเขาด้วยซ้ำ แรงงานที่ได้มาเปล่าๆนี้ ถูกฟูมฟักมาโดยทรัพยากรของตระกูลใหญ่ ทว่าหลังจากนี้จะทำงานให้ทางการ ทำไมจะไม่ชอบใจกันล่ะจริงไหม? ดังนั้นสำหรับเจ้าหน้าที่ที่คิดทำเพื่อมนุษย์ชาติ พวกเขาย่อมไม่ปล่อยการจับกุมเช่นนี้ไป

            

มีก็แค่พวกที่เห็นแก่ตัว รับผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆเข้าตนเองเท่านั้นที่จะยอมปล่อยคนกระทำความผิดซึ่งหน้าเช่นนี้ไปได้น่ะ

            

ซูหยวนมองดูการแสดงออกของเจ้าหน้าที่และคนตระกูลใหญ่ รู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าประหลาดใจอยู่บ้าง ปรากฏว่ามีคนที่เข้มงวดกับการใช้กฎหมายอยู่จริงๆ ถ้าอย่างนั้น...มันก็ยังไม่ถือว่าเป็นโลกที่น่าสิ้นหวังเกินไป ขอเพียงเธอเกาะขาทองคำได้ถูกต้อง อยู่กับคนมีอำนาจแต่ซื่อตรง เช่นนั้นชีวิตการทำงานของเธอก็จะเป็นระบบระเบียบ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่ายๆ

            

ราวกับรู้สึกได้ถึงสายตาของเด็กสาว ผู้ตรวจการพิเศษรุ่ยหันมามองเธอ ก่อนหน้านี้เขาได้เห็นแล้วว่าเด็กหญิงตัวเล็กคนนี้มีความสามารถมาก ถึงจะโต้กลับชายผู้ถือไม้พลองไม่ได้ กระนั้นก็ยังหลบหลีกการโจมตีเหล่านั้นได้ทั้งหมด เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเธอมีพรสวรรค์ในการพัฒนาจริงๆ

            

ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเจออีกฝ่ายช้าเกินกว่า “เจ้านั่น” เขานี่แหละที่อาจจะเป็นคนรับเลี้ยงเด็กคนนี้ด้วยตนเอง หลังจากนั้นก็ฟูกฟักอีกฝ่ายให้กลายเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการ กลายเป็นลูกบุญธรรมของเขาอีกคน

            

น่าเสียดาย....

            

ตอนนี้เด็กสาวคนนี้อยู่ในสายตาของคนโลภมากนั่นแล้ว อีกฝ่ายลงทุนไม่น้อยเพื่อที่จะช่วยให้เด็กคนนี้มีชีวิตรอด ดังนั้นหลังจากนี้คงจะต้องตามเก็บผลกำไรคืนไปแน่

 

“พยายามฝึกฝนต่อไป เธอจะกลายเป็นกำลังให้มนุษย์ได้ในอนาคต” คำพูดของเขาทำให้คนใหญ่คนโตทั้งสี่ตระกูลหรี่ตาลง 

            

พวกเขาไม่รู้เหตุผลว่าทำไมผู้ตรวจการพิเศษรุ่ยจึงได้พูดกับเด็กคนนั้นเช่นนี้ ตอนที่พวกเขาออกมา...การต่อสู้ของนักล่าระดับสูงกับนักล่ามือใหม่ตัวเล็กจิ๋วคนนี้ได้จบลงไปแล้ว เห็นเพียงร่องรอยการต่อสู้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นการต่อสู้ของใครกับใครกันแน่ 

            

ซึ่งหลังจากนี้...พวกเขาจะได้รู้เหตุผลว่าทำไม อีกทั้งความสามารถของอีกฝ่ายก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาสงสัยความเกี่ยวข้องกับความตายของลูกๆพวกเขาได้ด้วย เพียงแต่....เวลานั้นก็สายเกินไปที่จะเข้าไปจัดการแล้ว เพราะเด็กคนนี้กำลังถูก “คนๆนั้น” ดูแลในสังกัดของเขา และก็ไม่มีใครต้องการยุ่งกับของๆอีกฝ่ายด้วย

            

ซูหยวนไม่ได้เข้าใจสถานะพิเศษของตนเองในเวลานี้ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่กำลังคุ้มกะลาหัวของเธอเป็นตัวใหญ่ที่มีสถานะเทียบเคียงได้กับประธานบริษัทในโลกก่อน ดังนั้นเธอจึงยังคงวางแผนอยู่ในใจ อยากจะเข้าหาผู้ตรวจการพิเศษรุ่ยคนนี้ให้มากอีกหน่อย

            

น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มีโอกาสนั้น สุดท้ายแล้วเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็มีงานมากเกินไป อีกทั้งพวกตระกูลใหญ่ๆเหล่านี้ก็ยังวนเวียนอยู่รอบๆ ดังนั้นพื้นที่ล่าเขต A วันนี้จึงถูกปิดอีกครั้ง ห้ามไม่ให้ใครเข้าไปข้างในจนกว่าที่เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมดได้

            

ซูหยวนคอตกกลับมาที่เขตปลอดภัยตั้งแต่หัววัน แต่เมื่อมีเวลาว่างขนาดนี้...เด็กสาวจึงตรงไปยังบ้านของเจ้าของร้านสวี่ อยากจะตรวจสอบสถานการณ์ของเด็กสาวที่น่าสงสารคนนั้นสักเล็กน้อย

 

“หืม? ซูหยวนมาหรอ มาๆ เข้ามาก่อน” ชายชราที่ก่อนหน้านี้มีสีหน้าซูบซีด บัดนี้มีประกายแสงแห่งความสุขปรากฏให้เห็น ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย รู้สึกเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา

 

“อาการของหลานสาวเป็นยังไงบ้างคะ”

 

“ดีขึ้นแล้ว ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างน้อยๆก็ฟื้นคืนมาได้แล้ว ดูเหมือนว่าหลานสาวของตาแก่จะโชคดีจริงๆ พ้นคราวเคราะห์นี้ไปก็ยังสามารถกลายเป็นผู้ใช้พลังงานได้ด้วย”

 

“โอ้ จริงหรอคะ”

 

“ใช่แล้ว ร่างกายของหลานสาวของฉันดีจริงๆ แต่ต้องชมว่าจิตใจของเธอเข้มแข็งมาก เด็กเล็กอายุเพียงเท่านี้กลับยังอดทนมาได้ สมแล้วที่เป็นหลานสาวของฉัน” ชายชราหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ ส่งผลให้คนอื่นๆในบ้านมีความสุขไปด้วย

            

เด็กสาวตัวน้อยรอดพ้นอันตราย ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าปรับตัวเข้ากับพลังงานได้เป็นอย่างดี แกนพลังงานที่ถูกดูดกลืนไปก่อนหน้านี้กำลังผสานเข้ากับร่างเล็กๆของเด็กน้อยด้วยซ้ำ

            

ซูหยวนได้พิสูจน์สถานการณ์นี้ด้วยตนเอง เธอถอนหายใจออกมา...ตอนนี้ก็แน่ชัดแล้วว่าเธอก็คือคนหนึ่งที่ใช้พลังงานได้เช่นกัน กลับไปที่บ้านอาจจะต้องลองใช้แกนพลังงานกับตนเองเพื่อความถูกต้องของข้อมูล ถ้าเด็กสาวตัวน้อยคนนั้นยังรับมือกับพลังงานได้ เช่นนั้นเธอก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

            

โดยเฉพาะที่เด็กสาวมีน้ำเพียงไม่มากนัก แต่เธอมีมันทั้งบ่อและสระ ไหนจะอาหารการกินที่ยิ่งกินก็ยิ่งรู้สึกแข็งแรงขึ้นอีก ซูหยวนรู้สึกว่าเธอจะไม่ต้องเจอกับอาการเหมือนเด็กสาวเลย บางที...แกนพลังงานพวกนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรด้วยซ้ำ เพราะว่ามันมีพลังงานที่น้อยเกินไป

            

เด็กสาวไม่ได้คิดไปเรื่อยเปื่อย เมื่อเธอสงสัยก็เริ่มดำเนินการทันที การทดลองสำเร็จไปสองครั้งแล้ว ครั้งแรกคือครอบครัวของเธอแข็งแรงขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ครั้งที่สองก็คือหลานสาวของเจ้าของร้านสวี่ที่เกือบจะลาโลกนี้ไป ดังนั้นเหลือเพียงครั้งสุดท้าย...ซูหยวนเพียงแค่ต้องพิสูจน์มันด้วยตนเอง!

            

ตอนนี้เธอมีแกนพลังงานที่ไม่ได้ขายจากวันที่เกิดเรื่องอยู่ด้วย ก่อนหน้าที่เจ้าเด็กเหลือขอทั้ง 4 จะลงมือ เธอล่าสัตว์กลายพันธุ์ไปครึ่งวันแล้ว ดังนั้นแกนพลังงานระดับต่ำจำนวน 4 ชิ้นในมือของซูหยวนนี้จึงวางเรียงรายเอาไว้ตรงหน้า

            

ซูหยวนเข้าไปทดลองในฟาร์มของตนเอง ตรงหน้ามีแกนพลังงาน ข้างๆมีน้ำและอาหารของฟาร์มเตรียมพร้อมเอาไว้อยู่ เธอจับแกนพลังงานขึ้นมาถือไว้ก่อนจะกลั้นใจทำเพียงครั้งเดียว

            

เปรี๊ยะ...

            

แกนพลังงานขนาดเล็กของพวกสัตว์กลายพันธุ์เขต A ค่อยๆแตกละเอียดและซึมเข้าไปในฝ่ามือของซูหยวน หญิงสาวรับรู้ได้ถึงกระแสพลังงานบางอย่างเข้ามา แต่มันก็สลายหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

 

“....................”

 

“เสียเปล่า...” นั่นคือคำพูดเดียวหลังจากที่ซูหยวนรอดูปฏิกิริยาทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น เธอมองดูแกนพลังงานหลายร้อยเครดิตที่สูญเสียไปทั้งอย่างนี้ แต่กลับไม่ได้ส่งผลอะไรเลย...

 

…………………………………