LNCrawler

บทที่ 230 อย่าให้มีเป็นครั้งที่สาม (อ่านฟรี 23 ต.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 230 อย่าให้มีเป็นครั้งที่สาม (อ่านฟรี 23 ต.ค. 68)

บทที่ 230 อย่าให้มีเป็นครั้งที่สาม

 

“สวัสดีค่ะท่านรองประธานฯ และผู้อาวุโส ทำไมถึงได้มาที่นี่ได้ล่ะคะ” แม้ซูหยวนจะคาดเดาได้อยู่แล้ว ทว่าเธอก็ยังอยากให้พวกเขาพูดจุดประสงค์ออกมาด้วยตัวเอง

            

วันนี้เป็นวันเก็บเกี่ยวของเธอ พวกเขาคงจะคาดเดาได้บ้างจากการตรวจสอบผ่านเครือข่าย ถึงอย่างไรแปลงเพาะปลูกพวกนี้ก็ขึ้นทะเบียนกับองค์กรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ตราบเท่าที่พวกเขาอยากรู้ก็สามารถรับรู้ได้อยู่แล้ว

            

เนื่องจากผลของการเพาะปลูกบรอกโคลี่เป็นที่น่าประทับใจมาก ดังนั้นพวกเขาจึงคาดหวังว่าการเพาะปลูกของซูหยวนครั้งนี้จะน่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน อีกอย่าง...เพื่อทำให้เธอประทับใจกับความใส่ใจขององค์กรเกษตรกร ต่อให้วันนี้ซูหยวนไม่ได้สร้างเรื่องน่าสนใจอะไร ก็ถือว่าพวกเขามาเพื่อทำให้เธอยังอยากทำงานให้กับองค์กรต่อ

 

“ฮ่าๆ พวกเรามาตรวจสอบแปลงเพาะปลูกไม่ไกลจากที่นี่ เหลือเวลาก็เลยมาเที่ยวดูแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรอันน่ะสิ อ๋อ แล้วนี่กำลังจะเก็บเกี่ยวกันแล้วใช่ไหม? ติดต่อผู้ซื้อเอาไว้หรือยังล่ะ ไหนๆก็มาแล้ว...ให้พวกฉันช่วยด้วยสิ รับรองว่าจะไม่ให้เธอถูกเอาเปรียบแน่”

            

คำพูดของคนมากอำนาจทำให้สองเกษตรกรที่เพิ่งถูกตบหน้าไปอ้าปากค้าง อะไรคือการทำงานเสร็จแล้วจึงแวะมาดูแปลงเพาะปลูกของเด็กสาว นี่...จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจมา แต่แค่แวะมาดูเล่นหรือ? ไหนบอกว่าพวกเขาไม่ได้มีเวลามาพูดเล่นไง เช่นนั้นมีเวลามาเที่ยวเล่นได้หรือ?

            

สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่งม ย่อมต้องเข้าใจความหมายทั้งหมดแล้ว ก็แค่รองประธานฯไม่ต้องการเสียเวลาพูดคุยกับพวกเขาเพราะไม่มีค่าให้ต้องใส่ใจ ทว่า...กับเด็กสาวคนนี้ พวกเขากลับเห็นความสำคัญมาก บางที...เรื่องที่บอกว่ามาตรวจสอบแปลงเพาะปลูกที่อยู่ไม่ไกลก็อาจจะเป็นแค่เรื่องโกหกเท่านั้น เนื่องจากรอบๆนี้จะมีแปลงเพาะปลูกที่สำคัญขนาดรองประธานฯต้องมาดูด้วยตัวเองได้ยังไง

            

ก็เหมือนกับแปลงเพาะปลูกที่พวกเขาเช่า มีเพียงแปลงเพาะปลูกระดับทั่วไปถึงตั้งอยู่เขตบริเวณรอบนอกเขตชั้นในแบบนี้ หากเป็นแปลงเพาะปลูกของพวกเกษตรกรมีชื่อเสียง ย่อมต้องอยู่ใกล้พื้นที่ขององค์กรมากที่สุด

            

ชายวัยกลางคนลอบมองหน้ากัน หลังจากนี้พวกเขาคงต้องคุกเข่าขอโทษเด็กสาวแล้วใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นจะมีชะตากรรมดีๆอยู่ในองค์กรเกษตรกรต่อไปได้ยังไง 

            

อย่างไรก็ตาม....ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำเรื่องไร้ยางอายต่อหน้าเด็กสาว จู่ๆเกษตรกรคนหนึ่งกลับคิดขึ้นมาได้ นี่...ไม่ใช่ว่าพวกเขายังมีโอกาสรอดอยู่หรือ?

 

“ท่านรองประธานองค์กรครับ ท่านรู้จักสาวน้อยเกษตรกรผู้นี้เป็นการส่วนตัวใช่ไหมครับ” เขายื่นหน้าเข้าไป แม้จะถูกบอกให้หลีกทางไปแล้วก็เถอะ แต่ถ้าเขาไม่ทำอะไรตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว

            

เพื่อนเกษตรกรไม่เข้าใจว่าทางนั้นต้องการทำอะไร ตัวเขาเตรียมพร้อมคุกเข่าแล้ว คิดไม่ถึงว่าเพื่อนเกษตรกรกลับเสนอหน้าเข้าไปอย่างเสียมารยาทเช่นนั้นอีก

 

“ใช่” รองประธานฯขมวดคิ้ว ยิ่งรู้สึกไม่พอใจเกษตรกรพวกนี้มากขึ้นไปอีก

            

ทั้งๆที่เขาบอกแล้วว่าอย่ามากวน แต่อีกฝ่ายก็ยังทำตัวเหลวไหลอยู่ได้ นี่ไม่เรียกว่าต้องการหาเรื่องเข้าตัวแล้วจะให้เรียกว่าอะไร!

 

“ดีเลยครับท่านรองประธานฯ โชคดีจริงๆที่พวกคุณมาที่นี่ก่อน ไม่อย่างนั้นจะต้องเดือดร้อนกันแน่ครับ”

 

“เดือดร้อน?” รองประธานฯเลิกคิ้วขึ้น ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไรกันแน่ เขาเหลือบมองอันซูหยวน เห็นเด็กสาวยังคงสงบนิ่งราวกับเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนแล้ว จึงตั้งใจฟังคำของอีกฝ่าย

 

“ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ผมได้ตักเตือนเกษตรกรตัวน้อยด้วยความเป็นห่วงแล้ว เธอให้นักล่ามากมายมาจัดการพื้นที่แปลงเพาะปลูกของตนเองตั้งแต่เริ่มพลิกหน้าดินจนถึงตอนนี้ ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงมากที่สารพิษจากพวกนักล่าเหล่านี้จะไปอยู่ในพืชผักของเธอ”

 

“ผมกลัวว่าจะเกิดปัญหาเหมือนกับเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่สารพิษอยู่ในผักแล้วทำให้ผู้บริโภคตายไป แต่ไม่ว่าจะกล่าวเตือนอย่างไร เธอก็ไม่ฟังเลย”

 

“ในเมื่อเธอรู้จักกับรองประธานฯ เช่นนั้นก็ขอให้ท่านช่วยเตือนอีกแรงได้ไหมครับ ผมเป็นกังวลจริงๆ กลัวว่าเส้นทางการเป็นเกษตรกรของเธอจะเดือนร้อน เห็นเด็กสาวดีๆแบบนี้สนใจเรื่องการเพาะปลูก ก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวังน่ะครับ แฮะๆ” 

            

เกษตรกรคนนั้นพูดด้วยท่าทางซื่อสัตย์ ทว่าคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้นกลับทำให้นักล่าจำนวนมากที่เคยได้ยินมาก่อนถึงกับอ้าปากค้าง จริงอยู่ที่เนื้อหาคล้ายเดิม แต่การใช้คำพูดช่างแตกต่างกันเหลือเกิน หากก่อนหน้านี้พูดกับเขาด้วยดี มีหรือที่จะไม่ขอบคุณคำเตือนพวกนี้ 

 

“ถึงจะรู้สึกอยู่บ้าง แต่เป็นเรื่องจริงที่คนงานของเธอก็คือพวกนักล่าสินะ” รองประธานหันมาถามอันซูหยวน เด็กสาวพยักหน้าแต่ยังไม่ได้ตอบอะไร เกษตรกรคนนั้นก็แทรกขึ้นมาอีก

 

“ใช่แล้วครับ ผมได้ยินพวกเธอพูดเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบจากการที่พื้นที่ล่าเขต A ถูกกวาดล้าง นักล่าพวกนี้ตกงานก็เลยต้องมาทำงานที่แปลงเพาะปลูกของเธอ พวกเขาไม่มีความรู้เรื่องการเพาะปลูกมาก่อนด้วยซ้ำ แม้จะโชคดีที่สามารถทำให้ผักเติบโตได้ แต่คุณภาพของมัน...ดูแล้วไม่น่าจะเอาไปกินได้ด้วยซ้ำ”

 

“เรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้ ถ้าไม่ใช่คนมีความรู้ก็คงจะไม่เข้าใจ ผมไม่ได้ตำหนิที่เธอมีความรู้น้อย ทว่าน่าเสียดายก็แค่เธอไม่ฟังคำของผู้ใหญ่เลย ขนาดผมยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้น มีโทษรุนแรงถึงขนาดติดคุกตลอดชีวิตเพราะความสะเพร่า เธอก็ยังไม่สนใจจะฟังเลย เฮ้อ คนอุตส่าห์หวังดีแท้ๆ กลับเป็นแบบนี้ไปเสียได้” 

            

ยิ่งพูด ก็ยิ่งดูเหมือนว่าตัวเองนั้นทรงคุณธรรมจริงๆ อันซูหยวนแค่นหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ คนไร้ยางอายแบบนี้...ปล่อยให้เขาพูดไป เธอคร้านจะใส่ใจด้วยจริงๆ ... ยิ่งใส่ใจ ยิ่งให้ค่า ก็ยิ่งเหมือนว่าเธอจะตกต่ำจนต้องไปทะเลาะกันคนเช่นนี้แล้ว

 

“นี่คือเพื่อนนักล่าของพ่อฉันค่ะ ก่อนหน้านี้พวกเขาทำรายได้จากเขต A ดังนั้นจึงขอให้พวกเขามาช่วยทำงานให้ แปลงเพาะปลูกจำนวนมากนี้ ฉันคงจะดูแลคนเดียวไม่ไหว โชคดีที่พวกเขาทำงานได้ดี”

 

“อืม ฉันเห็นแล้วว่าการเติบโตค่อนข้างดี แต่ว่าเรื่องที่เกษตรกรคนนี้พูดก็มีเหตุผล มันเคยเกิดปัญหาเช่นนั้นมาแล้วจริงๆ”

 

“ค่ะ แต่ฉันควบคุมและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าไม่มีปัญหา” ซูหยวนตอบกลับอย่างจริงจัง

 

“โถ่เด็กน้อย จะมีปัญหาหรือไม่มีนั้นไม่ใช่แค่การตรวจสอบด้วยตาก็รู้ผลหรอกนะ ไม่อย่างนั้นเกษตรกรที่เคยทำผิดพลาดจะเป็นผู้มีประสบการณ์ได้อย่างไร เขาเป็นเกษตรกรที่มีชื่อเสียง ตอนนั้นผู้คนมากมายก็ยังยืนอยู่ข้างเขา ถ้าไม่ใช่เพราะผลที่ออกมา...”

 

“ขอโทษนะคะ” ซูหยวนฟังมามากแล้ว เธอถอนหายใจก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

            

เกษตรกรวัยกลางคนรู้สึกว่าท่าทางเช่นนี้ของเธอคุ้นตาอยู่บ้าง แต่เขาก็จำไม่ได้ว่ามันคุ้นตาอย่างไร จนกระทั่งคำถามต่อไปของอันซูหยวนดังขึ้น

 

“พวกเรารู้จักกันหรือเปล่าคะ”

 

“อะไรนะ!”

 

“พวกเรารู้จักกันหรือเปล่าคะ ถ้าไม่รู้จัก...ช่วยอย่ามาพูดเหมือนรู้จักกันได้ไหมคะ ถ้ามีคำแนะนำหรืออะไรที่อยากจะพูด ช่วยเอาไปพูดกับคนอื่นด้วยค่ะ ทำแบบนี้แล้วไม่รู้หรอคะว่าเสียมารยาท ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ”

            

ราวกับเหตุการณ์ย้อนกลับ ใบหน้าของเกษตรกรวัยกลางคนชาไปทั้งแถบ นี่ไม่ใช่คำพูดที่เธอเคยพูดมาก่อนแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้พวกเขาก็โกรธจนควันออกหูไปรอบหนึ่งแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะถูกเด็กคนเดิม ตบหน้าเหมือนเดิม ด้วยประโยคเดิมๆ

 

“เธอ เธอ!!” แน่นอนว่าเขาอยากจะโต้กลับไปสักประโยคสองประโยค ครั้งนี้เธอไม่ได้เสียมารยาทแค่ต่อหน้าเขาและเพื่อนเท่านั้น แต่ยังทำมันต่อหน้าคนใหญ่คนโตมากมายอีกด้วย นี่เธอ...เธอไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์ของตนเองเลยหรือ?!!

            

คำพูดของอันซูหยวนค่อนข้างจะดูไร้มารยาท แม้แต่พวกผู้อาวุโสก็ยังขมวดคิ้ว พวกเขาไม่คิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ออกมาต่อหน้าคนที่เอ่ยเตือนเธอด้วยความหวังดี นี่เป็นเพราะภาพลักษณ์ของเกษตรกรผู้นั้นต่อหน้าของพวกเขาดูไม่ได้เลวร้ายอะไร พวกเขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีการปะทะกันมาก่อนแล้ว ดังนั้นจึงเข้าใจผิดไป

            

ทว่าความคิดของพวกเขาไม่ได้อยู่ในความสนใจของอันซูหยวนเลย ต่อให้พวกเขาคิดว่าเธอเป็นเด็กก้าวร้าว แต่แล้วอย่างไร? อัจฉริยะเช่นเธอจะก้าวร้าวเล็กๆน้อยๆไม่ได้เลยหรือ? 

            

ถ้าเธออยู่ต่อหน้าประธานจาง เธอจะแสดงอีกอย่าง ส่วนการแสดงต่อหน้าพวกที่ไม่ทำประโยชน์อะไรให้ได้ ซูหยวนก็ไม่จำเป็นต้องประนีประนอม มันจะดีกว่าถ้าพวกเขารู้ว่าหลังจากนี้ต้องแสดงออกต่อเธออย่างไร

            

แม้แต่พวกผู้อาวุโสเหล่านี้ก็เช่นกัน การที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อจะมาดูผลงานของเธอไม่ใช่หรือ? ครั้งก่อนได้ผลประโยชน์กันไปไม่น้อย คงคิดว่าเธอเป็นพวกที่ใจอ่อน จัดการได้ง่ายๆ ดังนั้นวันนี้เธอจะแสดงให้พวกเขาเห็นว่าระยะห่างระหว่างความสัมพันธ์ยังมีอยู่ และถ้าใครคิดจะเอาเปรียบเธอ...ก็จะโดนจัดการไปเช่นนี้

            

จุดเริ่มต้นที่ดีจะส่งผลดีต่อคนที่มีความหวังดีต่อเธอจริงๆ ทว่า...มันจะทำให้คนอื่นคิดว่าเธอเอาเปรียบได้ง่ายๆ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เธอได้รับมาจากประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านมา

            

เห็นทุกคนเงียบไปแบบนั้น ซูหยวนก็รู้ว่าผลลัพธ์ของเธอตรงตามจุดประสงค์แล้ว ดังนั้นจึงหันไปหารองประธานฯที่อุตส่าห์สละเวลามาเที่ยวเล่นถึงที่นี่

 

“ฉันกำลังรอผู้ซื้อ พวกคุณมีเวลาไหมคะ จะอยู่รอดูการเก็บเกี่ยวครั้งแรกของฉันไหม” ซูหยวนเอ่ยเชิญตามมารยาท ซึ่งพวกผู้นำเหล่านี้มาก็เพื่อจะดูผลของการเพาะปลูกอยู่แล้ว ดังนั้นย่อมต้องมีความสุขที่เด็กสาวชวนให้พวกเขาอยู่ต่อ

 

“แน่นอน อย่างไรนี่ก็เป็นผลการทำงานหนักครั้งแรกของเกษตรกรอันนี่นา พวกเราขออยู่ชมด้วยความคาดหวังก็แล้วกัน” 

 

แม้เรื่องประเด็นที่ให้นักล่าเหล่านี้จัดการแปลงเพาะปลูกจะยังคงอยู่ในความกังวล แต่ก็สามารถตรวจสอบได้ไม่ยากอยู่แล้ว ก่อนที่เธอจะขายพวกมันทั้งหมด เขาอาจจะขอตัวอย่างเล็กๆน้อยๆเพื่อตรวจสอบดูก็รู้แล้ว หากเกิดปัญหา...จะได้ยื่นมือเข้าช่วย สิ่งนี้จะทำให้อันซูหยวนซาบซึ้งในความช่วยเหลือครั้งนี้ด้วย

            

ทุกคนไปนั่งรอกันที่เก้าอี้ทำงานของนักล่าอย่างไม่รังเกียจ อย่างไรที่นี่ก็เป็นแปลงเพาะปลูก พวกเขาคุ้นเคยกับการทำงานหนักอยู่แล้ว ย่อมไม่รู้สึกว่ามันสกปรกอะไร

            

เกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดกลุ่มผู้ซื้อผักก็มาถึง คนที่อยู่ด้านหน้าทำเอาเหล่าผู้อาวุโสขององค์กรต้องประหลาดใจ ปรากฏว่าเป็น “ประธานจาง” คนนั้น ที่ต้องการมาซื้อผักของเด็กสาวหรือ? 

 

“รอนานหรือเปล่า” น้ำเสียงที่อบอุ่นทำเอาคนที่อยู่ที่นั่นทั้งหมดตากระตุก พวกเขารู้จักประธานจางคนนี้ อีกฝ่ายเป็นพวกดุดันและไม่เกรงใจใคร คิดไม่ถึงว่าตอนพูดกับเกษตรกรอันกลับมีความอ่อนนุ่มเช่นนั้นได้

            

นี่ยังใช่ประธานจางที่พวกเขารู้จักอยู่อีกไหม?

            

ถึงอย่างนั้น...ความรู้สึกของพวกเขาก็คงจะไม่เท่ากับความรู้สึกของพ่ออัน หลังจากที่ได้ยินชื่อเสียงของประธานจางมานานแล้ว เขาย่อมมีความเคารพอีกฝ่ายมาก ยังยกให้เป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเขา...ครอบครัวอัน ลูกสาวซูหยวนของเขาก็คงจะไม่มีอนาคตที่ดีเช่นนี้

            

ทว่า...พอเห็นท่าทางและสายตาของอีกฝ่าย พ่ออันกลับรู้สึกว่าตาของเขากำลังกระตุกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะผู้ชายเหมือนกัน...เขาจะไม่รู้เชียวหรือว่าสายตาเช่นนั้นหมายถึงอะไร

            

ถ้าลูกสาวของเขามีอายุมากกว่านี้ ความรักระหว่างชายหญิงจะเกิดขึ้นก็ไม่เป็นอะไร แต่ในสายตาของพ่ออัน หยวนหยวนยังเด็กมาก ถึงเธอจะมีความคิดความอ่านโตเกินวัย แต่เธอก็ยังเด็กอยู่ดี ดังนั้น...มดแมลงพวกนี้ไม่ควรจะมาทำลายเธอสิ!

            

ยิ่งฐานะของประธานจางก็คือผู้ยิ่งใหญ่ เขาสามารถเลือกผู้หญิงได้อีกมากมาย หยวนหยวนของเขาเป็นเด็กใสซื่อ(?) จะตามคนอายุมากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้อย่างไร

 

“พอดีมีงานที่ต้องจัดการนิดหน่อยก็เลยมาช้า หวังว่าจะไม่ทำให้เธอไม่พอใจ” จางอู่หยางยังคงพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทางของคนอื่น ในสายตาของเขา...มีแค่อันซูหยวนเท่านั้นที่สำคัญ

            

ในขณะที่เขาพูด ผู้ช่วยด้านหลังกลับอยากกระอักเลือดออกมา คำพูดของประธานนั้นช่าง....

            

อะไรคือมีงานนิดหน่อยที่ต้องจัดการ ไม่ใช่ว่าทำงานหนักมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วหรือ? ทั้งหมดก็เพื่อจะใช้เวลาที่เหลือของวันนี้เพื่อดูเด็กสาวเก็บเกี่ยวครั้งแรก 

           

 เหอะ! ถ้าตัวเองบ้างาน ติดเอาใจผู้หญิงก็ช่างเถอะ แต่นี่ลากเขาทำงานด้วยทั้งคืน วิ่งวุ่นจนหัวหมุนเพื่อให้งานเสร็จก่อนเวลา กระทั่งเมื่อเช้านี้ก็ยังส่งนักล่าไปจัดการพื้นที่เสี่ยงภัย กว่าจะหารือเกี่ยวกับแผนรับมือได้สำเร็จก็กินเวลาไปมาก ประธานจางสั่งลงโทษพวกที่ขัดขวางไม่ให้การประชุมจบลงง่ายๆไปสองสามยกด้วย ทำเอาผู้ช่วยอย่างเขาต้องกุมขมับ

            

ก่อนหน้านี้ประธานจางเป็นพวกทำอะไรตามใจตัวเอง คนอื่นรับมือไม่ได้ง่ายนัก แต่เวลานี้...นอกจากตามใจตัวเองแล้ว ก็ยังต้องตามใจเด็กสาวสกุลอันคนนี้อีก พวกเขายิ่งไม่รู้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไรดี 

            

หลังจากนี้คงต้องกระซิบบอกคุณหนูอันให้ร่วมมือด้วยแล้ว ต่อไปถ้ามีงานอะไรสำคัญๆอยากจะรายงานต่อประธาน ช่วยบอกพวกเขาล่วงหน้าก่อนสัก 1 สัปดาห์ ไม่สิ! 3 วัน ขอแค่ 3 วันก็ยังดี ไม่ใช่มาแจ้งก่อนล่วงหน้าเพียง 1 วันเท่านั้น เพราะงานทั้งหมดมันจะถูกอัดให้ทำให้เสร็จภายใน 1 คืนเช่นนี้อย่างไรล่ะ!

 

…………………………