LNCrawler

บทที่ 231 คุณสมบัติของอัลเลี่ยม (อ่านฟรี 24 ต.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 231 คุณสมบัติของอัลเลี่ยม (อ่านฟรี 24 ต.ค. 68)

บทที่ 231 คุณสมบัติของอัลเลี่ยม

 

อันซูหยวนไม่ได้รู้ว่าเรื่องของเธอทำเอาคนทั้งองค์กรเดือดร้อนขนาดไหน ประธานจางไม่เคยบอกเธอเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นซูหยวนจึงคิดว่าเขามีงานเล็กๆน้อยๆอยู่ในมือจริงๆ 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีรองประธานและผู้อาวุโสขององค์กรเกษตรกรมาเยี่ยมชมด้วย ก็เลยใช้เวลาพูดคุยกับพวกเขาระหว่างรอประธานมาค่ะ”

 

“อ้อ ดีแล้ว” คนเป็นประธานจางทำราวกับเพิ่งเห็นหัวของพวกผู้ใหญ่ขององค์กร เขาพยักหน้าให้ ถือเป็นการให้เกียรติพวกเขาแล้ว

 

“ก่อนหน้านี้หนูอันบอกว่าจะมีผู้รับซื้อผลผลิตมา ก็ไม่คิดเลยว่าจะเป็นประธานจาง หรือว่าประธานจางต้องการซื้อผลผลิตให้นักล่าขององค์กรงั้นหรือ?”

 

คำเรียกของรองประธานฯต่ออันซูหยวนจู่ๆก็เปลี่ยนไป การกระทำนี้ถือว่าฉลาดไม่น้อย เขาดูออกแล้วว่าอันซูหยวนมีความสำคัญไม่น้อยกับใจของประธานจาง คนที่งานยุ่งเช่นนี้กลับมาดูแลการเก็บเกี่ยวพืชผักระดับต่ำด้วยตัวเอง ต่อให้ตาบอดก็ยังเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

            

ดังนั้นรองประธานฯที่เฉลียวฉลาดคนนี้จึงปรับเปลี่ยนความสนิทสนมระหว่างตนเองและอันซูหยวนอย่างแนบเนียน เขาต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและอันซูหยวนเป็นสะพาน ทำให้ประธานจางให้ค่ากับองค์กรเกษตรกรมากขึ้น

            

ไม่ใช่ว่าครั้งก่อนเขาก็ลงทุนกับโครงการขององค์กรมาจำนวนมากหรอกหรือ? ตอนนั้นยังไม่รู้แน่ชัดว่าเหตุผลเป็นเพราะอะไร แต่ตอนนี้รู้แล้ว...

            

ในเมื่อมีขาทองคำให้เกาะ รองประธานฯจะปล่อยมือได้อย่างไร...ถ้าเขาไม่รอบคอบ ไม่มีความเจ้าเล่ห์บ้าง คงไม่สามารถควบคุมองค์กรมาได้ขนาดนี้หรอก ดังนั้น...เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ ให้เขาเป็นคนจัดการแทนประธานที่ยุ่งอยู่แต่กับเอกสารเถอะ!

 

“ใช่ เธอเป็นคนของฉัน ถ้าไม่สนับสนุนเธอแล้วจะสนับสนุนใคร” จางอู่หยางไม่ปิดบังเช่นกันว่าเขาให้ความสำคัญกับอันซูหยวนขนาดไหน เห็นเช่นนี้แล้ว...รองประธานฯก็คลี่ยิ้มออกมา

 

“ดีเลย ในเมื่อเป็นประธานจางที่ซื้อผลผลิตของหนูอัน พวกเราก็ไม่คิดว่าหนูอันจะถูกเอาเปรียบแล้ว พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อทำให้ผู้ซื้อผลผลิตรู้ว่าหนูอันได้รับความใส่ใจจากพวกเราองค์กรเกษตรกรมากขนาดไหน กลัวว่าเธอจะเจอผู้ซื้อที่ใจแคบก็เท่านั้น”

 

“อ๋อ ก่อนหน้านี้มีคนกังวลว่าการที่หนูอันให้พวกนักล่าช่วยดูแลผลผลิตจะทำให้เกิดปัญหา อย่างนั้นเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น พวกเราจะไปนำเครื่องตรวจสอบคุณค่าของสารอาหารและตรวจสอบสิ่งผิดปกติมาด้วยเลย นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนพูดมากอีก” 

            

รองประธานฯคลี่ยิ้มอย่างเป็นมิตร มองดูอันซูหยวนด้วยความรักความห่วงใย ทำเหมือนว่าเขานี่แหละคือพ่อตัวจริงของอีกฝ่าย พร้อมกันนั้นก็ยังยกคำพูดของเกษตรกรแปลงข้างเคียงมาด้วย แต่ก็เหมือนกับที่พวกเขาทำ...พลิกคำพูดที่มีความหมายเดิมๆไปจนหมด ทำเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นคนร้าย แล้วมีแค่ตัวเองเท่านั้นที่เป็นคนดี!

            

พวกนักล่าที่ตามไม่ค่อยทันเกมนี้ พวกเขามองหน้ากันเลิกลั่ก คนนั้นพูดอย่าง คนนี้พูดอย่าง สับสนไปหมดแล้ว!

 

“ขอบคุณที่ใส่ใจ แต่ว่า...มีคนสงสัยในการลงแรงของซูหยวนของฉันด้วยหรือ? ช่างกล้าหาญเสียจริง” ประธานจางหรี่ตาลง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยสัญชาตญาณรับรู้ที่ยอดเยี่ยม เขาย่อมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วใครกันที่คอยสร้างปัญหาให้ซูหยวนของเขา!

            

เพียงแค่สายตาของประธานจางเหลือบมองมา ร่างทั้งร่างของเกษตรกรสองคนก็สั่นเทา ความหวาดกลัวถูกกระตุ้นออกมาจากเบื้องลึกของจิตใจ เหมือนกับกำลังถูกมัจจุราชจ้องมอง นี่เป็นผลมาจากออร่าสังหารของเขา จางอู่หยางคนนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งแต่ยังเด็ก หากเขาต้องการทำให้คนธรรมดาๆสักคนต้องตาย แค่สายตาของเขาก็เพียงพอแล้ว...

 

“ฮ่าๆ ก็แค่พวกมีตาแต่ไร้แววก็เท่านั้น ประธานจางอย่าใส่ใจเลย มีคนโง่มากมายอยู่บนโลกนี้ ถ้าใส่ใจทั้งหมดมีแต่จะทำให้หงุดหงิดเอาได้ วันนี้เป็นวันดีของหนูอัน พวกเรามาพูดกันแต่เรื่องดีๆเถอะ” 

            

จางอู่หยางเก็บรังสีฆ่าฟันของตนเองเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาเคยได้ยินว่าพวกเกษตรกรมีความเชื่ออยู่ ทุกการเก็บเกี่ยวจะมีพิธีการเล็กๆน้อยๆเพื่อให้เทพเจ้าเกษตรกรของพวกเขาอวยพรให้การเก็บเกี่ยวออกมาดี แม้อันซูหยวนจะไม่ได้จัดพิธีการเต็มที่เหมือนกับเกษตรกรคนอื่นๆ ทว่าจางอู่หยางก็ไม่อยากเป็นตัวการที่ทำลายบรรยากาศของเธอ

            

ถือว่าเกษตรกรโง่งมสองคนโชคดีไปก็แล้วกัน ถ้าเป็นครั้งหน้า...หากยังกล้าสงสัยคนของเขาอีก เช่นนั้นพวกมันก็จะได้รู้ว่ากำลังยุ่งอยู่กับใคร!

 

“อืม ซูหยวน เธอเริ่มเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ ฉันจะอยู่ที่นี่จนกว่าการเก็บเกี่ยวครั้งแรกจะเสร็จ”

 

“ได้ค่ะ” ซูหยวนไม่ได้มีปัญหาอะไร คนซื้อก็มาถึงแล้ว อุปกรณ์เก็บเกี่ยวก็เบิกมาจากองค์กรเกษตรกรที่รับปากจะให้รางวัลเธอ โดยที่ซูหยวนสามารถเบิกอุปกรณ์ต่างๆมาใช้ได้ทั้งหมด ขอแค่ใช้ในแปลงเพาะปลูกของเธอเท่านั้น ระยะเวลา 1 ปีนี้ จึงสามารคิดเป็นผลกำไรได้อย่างเดียว จะมีค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆก็แค่เรื่องของค่าจ้างให้พวกนักล่าเท่านั้น

            

หญิงสาวบอกวิธีเก็บเกี่ยวผลผลิตให้พวกนักล่า ขั้นตอนนี้ต้องระมัดระวังให้มากหน่อย หากใบของอัลเลี่ยมสัมผัสได้ถึงสารพิษแล้วไม่มีน้ำบริสุทธิ์จากฟาร์มของเธอ พวกมันก็จะดูดซับสารพิษเข้าไปได้ แต่ซูหยวนไม่ได้กลัวว่าคนกินจะเป็นอันตราย สาเหตุที่เธอเลือกอัลเลี่ยมมาปลูกก่อนเป็นอันดับแรกก็เพราะสาเหตุนี้ด้วย

            

คุณสมบัติอย่างหนึ่งของอัลเลี่ยมก็คือการตอบสนองต่อสารพิษ ทันทีที่พวกมันดูดซับสารพิษไปแล้ว ใบจะเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนน่ากินไปเป็นสีเขียวเข้มทันที ในกรณีนี้...ถ้าสังเกตให้ดีจะไม่มีปัญหาตามมา

            

ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นสิ่งพื้นฐานที่เกษตรกรทั่วไปรู้กันทั้งนั้น แต่เพราะอัลเลี่ยมไม่เป็นที่นิยมในการเพาะปลูกเนื่องจากความต้องการสารอาหารของพวกมันสูงมาก หากไม่ดูแลอย่างระมัดระวัง พวกมันก็จะยืนต้นตายไปได้ง่ายๆเลย ทว่า...ซูหยวนไม่ได้มีปัญหาเรื่องการดูแล เธอจ้างนักล่ามาควบคุมแปลงเพาะปลูกแต่ละแปลงเลย ไม่เหมือนกับพวกเกษตรกรที่จะต้องลงมือทำทุกอย่างเองทั้งหมด

            

แค่ 5 แปลงเท่านั้น ก็แทบจะเกินกำลังของพวกเขาแล้ว จนกว่าจะมีค่าพลังงานสูงกว่า 50 ถึงจะมีกำลังเพิ่มขึ้นจนดูแลได้คนเดียว 10 แปลง ทว่าสำหรับเกษตรกรที่ไม่สนใจเรื่องค่าพลังงานแล้ว คนที่จะมีพลังงานมากกว่า 50 นับเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่วงการเกษตรกรจะไม่ค่อยพัฒนากันนัก

 

“การเก็บเกี่ยวแปลงแรกค่อนข้างดีเลยนะ น้ำหนักดูจะไม่น้อยเลย” รองประธานสภาฯถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย หากผักอัลเลี่ยมพวกนี้สามารถกินได้ล่ะก็...ด้วยความสำเร็จนี้ ซูหยวนน่าจะทำเงินได้หลายล้านเครดิตเลย

            

ทว่า....นี่ก็ถือเป็นบทเรียนให้เธอไปด้วยก็แล้วกัน หลังจากนี้เมื่อเธอทำการเพาะปลูก ก็ควรจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น 

           

 ไม่ใช่ว่ารองประธานฯไม่รู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาของอัลเลี่ยมต่อสารพิษ แต่ในสายตาของเขา...อัลเลี่ยมพวกนี้มีสีที่ต่างจากอัลเลี่ยมทั่วไป ปกติแล้วอัลเลี่ยมทั่วไปจะต้องมีสีเขียวแบบสีเขียวมิ้นต์ เมื่อมองไปทั่วทั้งทุ่งแล้วจะรู้สึกสดใสสบายตา เพียงแค่มาเห็นสีเขียวนี้ก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นได้ ดังนั้นอัลเลี่ยมพวกนี้จึงมักจะถูกปลูกเอาไว้ที่บ้านของเกษตรกร ทำเป็นต้นไม้ประดับ เสริมบารมีให้พวกเขา ซึ่งจะสร้างความอิจฉาให้แก่บรรดาอาชีพอื่นๆมาก

 

อีกอย่าง เกษตรกรยังสามารถใช้พวกมันเพื่อตรวจสอบสารพิษได้ด้วย เมื่อไรก็ตามที่เปลี่ยนเป็นสีเขียวอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะกลายเป็นสีเขียวมะกอก ซึ่งให้ความรู้สึกมืดมนกว่า จะรู้ทันทีว่าตอนนี้รอบๆตัวเองนั้นมีสารพิษจำนวนมาก จำเป็นต้องรีบกำจัด ไม่อย่างนั้นจะส่งผลกระทบให้ติดตัวพวกเขาไปยังแปลงเพาะปลูกอื่นๆด้วย

 

พูดถึงขนาดนี้แล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขาไม่มั่นใจกับผักอัลเลี่ยมที่แปลงเพาะปลูกของอันซูหยวนเลย นั่นก็เพราะใบของอัลเลี่ยมที่เห็นตอนนี้ กลับไม่ใช่สีเขียวมิ้นต์ แต่คล้ายกับสีเขียวพิสตาชิโอมากกว่า

 

สีเขียวมิ้นต์กับสีเขียวพิสตาชิโอดูเหมือนจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในสายตาของคนที่ไม่เข้าใจ แต่กับเกษตรกรอย่างพวกเขา เพียงแค่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆพวกนี้ ย่อมต้องรู้ว่ามันกำลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว

 

“ในเมื่อเก็บเกี่ยวรอบแรกเสร็จแล้ว ก็ลองเอาผลผลิตพวกนี้มาตรวจสอบดูก่อนสิ จะได้ให้ประธานจางประเมินราคาได้ถูกต้อง ครั้งก่อนหนูอันสามารถเพาะปลูกบรอกโคลี่จนมีค่าสารอาหารมากกว่าปกติหลายเท่า จาก 50-70 หน่วย กลับกลายเป็น 230 หน่วย ดังนั้นราคาของมันจึงต้องพิเศษหน่อย”

            

คนเป็นรองประธานฯเข้าใจใช้คำพูด เขาไม่บอกว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลผลิตของอันซูหยวน ด้วยรู้ว่าประธานจางให้หน้าของเด็กสาวขนาดไหน ดังนั้นจึงทำเป็นเหมือนห่วงใยเธอ แสดงออกราวกับกลัวเธอจะเสียเปรียบ ซึ่งก็ทำให้จางอู่หยางเห็นด้วย

 

“ได้ รบกวนพวกคุณด้วย”

 

“ได้เลยประธานจาง อีกอย่างนี่ก็เป็นการเพาะปลูกครั้งแรกของหนูอัน พวกเราหวังแค่ว่าหนูอันจะประสบความสำเร็จด้วยดี” ปากพูดไป มือก็เลือกสุ่มเอาอัลเลี่ยมที่มีใบสีต่างจากต้นอื่นมากที่สุดมาตรวจสอบ

           

 ในความคิดของเขา ยิ่งสีแตกต่างจากสีเขียวมิ้นต์มากเท่าไร ก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นเรื่องผิดปกติ .... รองประธานฯเลือกใบอัลเลี่ยมส่งให้คนของเขานำเข้าอุปกรณ์ตรวจสอบ รอไม่นานผลก็ค่อยๆออกมา

 

“ปกติแล้วค่าสารอาหารของอัลเลี่ยมจะสูงกว่าบรอกโคลี่มาก แต่น้ำหนักและปริมาณของมันค่อนข้างน้อย ทำให้คนไม่ค่อยนิยมกัน หากอยู่ในช่วงคุณภาพที่ขายได้ราคาดีจะอยู่ที่ประมาณ 120 – 150 หน่วย แน่นอนว่าส่วนใหญ่ไปไม่ค่อยถึงจุดนั้นหรอก หากทำได้ 100 – 120 หน่วยก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว”

            

ระหว่างรอผล รองประธานฯก็อธิบายไปด้วยท่าทางสบายใจ แต่สายตาของเขาจับจ้องไปยังเครื่องวัดค่าสารอาหารแล้ว อยากรู้ว่าผลผลิตของเธอจะยอดเยี่ยมหรือเปล่า หากค่าสารอาหารมีมากกว่าปกติ เช่นนั้นก็แปลว่าวิธีการพลิกหน้าดินอย่างง่ายบ่อยๆจะส่งผลดีทั้งต่อพืชชนิดอื่นๆนอกจากบรอกโคลี่ด้วย

 

“ทะ ท่าน ท่านรอง....” ในตอนที่รองประธานฯกำลังพูดอยู่นั้น เสียงของเกษตรกรอาวุโสคนหนึ่งก็ร้องดังขึ้น ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ ทั้งยังชี้มือไปที่เครื่องวัดค่าสารอาหารด้วย

 

“ผลออกมาแล้วหรือ? ถ้าเป็นหนูอันล่ะก็...คงจะทำได้ดีสินะ ถึง 150 หน่วยหรือเปล่าล่ะ หนูอันน่ะมีฝีมือ....อ๊ะ!”

            

ตอนแรกคนเป็นรองประธานฯก็ยังคาดหวังอยู่บ้าง แต่เพราะผลลัพธ์เช่นนี้มันน่ากลัวเกินไปจนทำให้เขาไม่สามารถพูดได้อีก ผลลัพธ์แบบนี้มัน...มันยังใช่อัลเลี่ยมธรรมดาๆอยู่อีกหรือ?!!

 

“สะ สี่ สี่ร้อย!! นี่มัน...เครื่องวัดค่าสารอาหารยังถูกต้องอยู่อีกหรอ? นี่ไม่น่าจะเป็นไปได้ใช่ไหม?”

            

ต้องบอกว่าค่าสารอาหารสี่ร้อยนี้อยู่ในระดับสูงมากๆ มันอยู่ในระดับเดียวกับผักระดับสูงแล้ว ซึ่งการเพาะปลูกผักระดับสูงจะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ต้องดูแลอย่างดี ใช้ทรัพยากรที่อยู่ระดับสูงขึ้นไป แถมที่สำคัญ...พวกมันอ่อนไหวง่ายมาก จะต้องอยู่ในเขตปลอดภัยระดับ 2 ขึ้นไปเท่านั้น

            

แต่นี่เป็นแปลงเพาะปลูกแบบไหน? แปลงเพาะปลูกที่อยู่เขตปลอดภัยระดับ 1 ขั้นต่ำ เมล็ดพันธุ์ก็เป็นแค่อัลเลี่ยมที่หาได้ทั่วไป แถมการลงทุนก็เป็นแค่อุปกรณ์พื้นฐานเท่านั้น กลับยังสามารถทำให้ค่าสารอาหารอยู่ระดับสูงได้เลยหรือ?

            

ครานี้...แม้ว่าผักอัลเลี่ยมจะมีสารพิษอยู่มาก แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องขาดทุนแล้ว พวกเขายังสามารถนำอัลเลี่ยมพวกนี้ไปขายให้กับโรงงานแปรรูป ทำให้เป็นสารอาหารสำหรับเมล็ดสารอาหารระดับสูงก็ยังได้ราคาดี

 

“ลองตรวจสอบที่เหลืออีกหน่อยสิ ไม่แน่ว่าอาจจะมีความผิดปกติก็ได้”

 

“ได้ครับ ได้ครับ” พวกเขารีบร้อนมากเหมือนกัน หลังจากที่รองประธานสั่งแบบนั้นแล้ว ก็รีบไปหยิบเอาผักในกล่องมาตรวจสอบอีก ในปริมาณ 100 กรัม กลับมีสารอาหารสูงถึง 400 หน่วย ดูยังไงก็ผิดปกติชัดๆไม่ใช่หรือ?

 

“ชิ้นนี้มีค่าสารอาหาร....มีค่าสารอาหารถึง 395 หน่วยครับ!” ถึงไม่อยากพูด ก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ผลการตรวจสอบนี้เป็นชิ้นที่สอง คงจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ที่จะหยิบชิ้นไหนมาก็ล้วนแต่เป็นผลผลิตที่ดีที่สุดน่ะ

 

“ยังไม่พอ ลองตรวจสอบอีก”

 

“ครับ”

 

“ยังไม่พอ ลองอีกที”

 

“ครับ”

            

เสียงของรองประธานและเจ้าหน้าที่ของเขาสลับกันขานและรับ กลายเป็นภาพที่ดูน่าขบขันไม่น้อย ใครจะคิดว่าพวกเขาตรวจสอบกันไป 50 ชิ้นแล้ว ด้วยผลลัพธ์เช่นนี้...มันทำให้สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกใจ โดยเฉพาะเกษตรกรแปลงข้างเคียงที่ก่อนหน้านี้เพิ่งดูถูกวิธีการเพาะปลูกอันน่ารังเกียจของเด็กสาว

           

 ในขณะที่พวกเขาใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ดูแลแปลงเพาะปลูกทั้ง 10 แปลงของตนเองด้วยความระมัดระวัง แต่ผลที่ได้ก็ยังน้อยกว่าผลผลิตของอีกฝ่ายหลายสิบเท่า

            

ก็เหมือนที่รองประธานฯรู้ พวกเขาก็เข้าใจสถานการณ์นี้เหมือนกัน ปกติแล้วผักในแปลงเพาะปลูกสามารขายให้ร้านอาหารหรือตระกูลใหญ่ๆได้โดยตรง ก็เหมือนกับที่ประธานจางมาที่นี่เพื่อรับซื้อของ เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ติดต่อกับตระกูลนักล่า แพทย์ หรือตระกูลใหญ่อาชีพอื่นๆ เนื่องจากพื้นฐานที่พวกเขาต้องการก็คือสารอาหารที่ดีเหมือนกัน แต่ก็มีเกษตรกรหลายคนที่ขายพวกมันผ่านโรงผลิตสารอาหารสังเคราะห์เช่นกัน

            

โดยราคาที่ได้รับจะน้อยลงหน่อย แต่พวกนั้นมีเทคโนโลยีในการแปรรูปและขจัดสารพิษ พวกเขาจะดึงเอาแค่สารอาหารจำนวนมากเข้าไปในเม็ดอาหารสังเคราะห์เท่านั้น ทว่า...พืชผักเหล่านั้นจะถูกรับซื้อตามปริมาณสารอาหารที่ตรวจสอบได้ พวกที่เป็นส่วนเกินอย่างสารพิษหรือเศษซากอื่นๆนั้นจะถูกหักออก ทำให้เกษตรกรหลายคนรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

            

แต่ถ้าสารอาหารคือ 400 หน่วยล่ะ 

            

เหอะ! ด้วยการเพาะปลูกอัลเลี่ยมเต็มแปลงเช่นนี้ ต่อให้เอาแค่สารอาหารไปขาย ก็ยังทำให้เจ้าของแปลงเพาะปลูกร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีได้ในชั่วข้ามคืน!!

 

……………………………………….