LNCrawler

บทที่ 232 รายได้มหาศาล (อ่านฟรี 25 ต.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 232 รายได้มหาศาล (อ่านฟรี 25 ต.ค. 68)

บทที่ 232 รายได้มหาศาล

            

เมื่อตรวจสอบจนพอใจแล้ว พวกเขาก็มีแต่ต้องยอมรับเท่านั้น ผลการเพาะปลูกของซูหยวนรอบนี้ทำให้พวกเขาอึ้งตะลึงกันไปเลย ใครจะคิดว่าเธอทำได้ถึงขนาดนี้กันล่ะ

            

แน่นอนว่าซูหยวนไม่ได้แปลกใจนัก อย่าลืมว่าเธอใช้วิธีโกงด้วยการใช้น้ำจากฟาร์มมาละลายแล้วใช้รดพวกมันทุกวัน ถึงแม้จะใช้น้ำไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนอัลเลี่ยมพวกนี้กลายเป็นอัลเลี่ยมคุณภาพสูง ซึ่งจุดประสงค์แต่เดิมของเธอไม่ใช่การยกระดับพวกมันแบบนี้ ทว่า...เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันดึงสารพิษเข้าไปใช้มากเกินไป การใช้น้ำบริสุทธิ์ที่จัดการขับพิษได้จึงจำเป็น

            

คิดไม่ถึงเลยว่าหลังกำจัดพิษไปแล้ว ช่องว่างของพวกมันก็มาพอที่จะเพิ่มพลังงานเข้าไปในต้นมากกว่าเดิมอีก ถึงจะวันละแค่เล็กๆน้อยๆ แต่ทำแบบนี้ตลอดตั้งแต่ต้นอ่อนจนเก็บเกี่ยวได้ สุดท้ายผลลัพธ์ก็ออกมาพิเศษเช่นนี้...

 

“หนูอัน เรื่องการเพาะปลูกอัลเลี่ยมนี้...”

 

“ต้องขอโทษด้วยค่ะท่านรองประธานฯ วิธีการเพาะปลูกอัลเลี่ยม ฉันไม่สามารถเปิดเผยได้จริงๆค่ะ ฉันยังต้องการกลายเป็นเกษตรกรมือหนึ่งในการเพาะปลูกอัลเลี่ยม ดังนั้นฉันหวังว่าท่านจะเข้าใจ”

 

“ฮะ ฮ่าๆ เข้าใจ ต้องเข้าใจอยู่แล้วสิ” เห็นอันซูหยวนปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ รองประธานฯที่ไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วนก็รู้สึกเขินอยู่บ้าง การที่เธอใจดีขนาดเปิดเผยวิธีการดูแลบรอกโคลี่ก็มากพอแล้ว เขายังคิดจะขอวิธีการจัดการอัลเลี่ยมอีกหรือ? ช่างเป็นการกระทำที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย

            

นอกจากนี้...ต่อให้ไม่อยากเข้าใจก็ต้องเข้าใจเท่านั้น ไม่เห็นสีหน้าของประธานจางคนนั้นหรือ? อายุน้อยกว่าเขาสองสามรอบ แต่กลับดุดันยิ่งกว่าเขาเสียอีก หากบอกว่าอีกฝ่ายเป็นบรรพบุรุษที่ย้อนกลับมาเกิดใหม่ก็คงจะเชื่อไปแล้ว ใครใช้ให้ออร่าของเขากดดันจนเหมือนแก่กว่าตนเองสามสิบรอบเช่นนี้ล่ะ!

 

“ท่านครับ เรื่องสารอาหารตรวจสอบแล้ว พวกเรายังต้องตรวจสอบเรื่องสารพิษด้วยไหมครับ สำหรับพวกอัลเลี่ยมนี้...แม้จะมีสารพิษก็ยังไม่มีปัญหาที่จะทำกำไรอยู่ดี ดังนั้น...”

 

“ต้องขอตรวจสอบอยู่แล้ว ให้รู้ไปเลยว่าจะมีสารพิษหรือเปล่า ยังไงก็เป็นความรับผิดชอบของพวกเขาองค์กรเกษตรกรอยู่ดี ถ้าประธานจางส่งไปให้นักล่าของเขากินพวกมันโดยตรงจะเป็นอันตรายได้ พวกเราจะได้แนะนำวิธีในการขายที่ถูกต้องให้กับหนูอันด้วย ยังไงเรื่องนี้ก็ไม่นับว่าขาดทุนอะไร”

            

เดิมที รองประธานคงไม่กล้าพูดเช่นนี้เพราะกลัวว่าจะทำลายขวัญกำลังใจของเด็กสาว แถมอาจจะทำให้ประธานจางไม่พอใจ แต่เมื่อค่าสารอาหารสูงขนาดนี้ จะมีสารพิษหรือไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวังจนเกินไป ยังไงมันก็ยังเป็นอัลเลี่ยมที่มีราคา อันซูหยวนประสบความสำเร็จไปก้าวหนึ่งแล้ว...

            

ถ้าจะเสียดายก็ยังมีอยู่ หากพวกมันเป็นอัลเลี่ยมที่ไร้สารพิษหรือมีสารพิษในระดับที่อยู่ในเกณฑ์มนุษย์กินได้ คงจะทำเงินให้เธอมหาศาลแน่...

            

แต่ก็เอาเถอะ อันซูหยวนเป็นทหาร เป็นนักล่า และเป็นนักเรียน มีงานมากมายที่ต้องให้เธอจัดการ ถ้าเธอใช้นักล่าที่ตกงานพวกนี้มาช่วยทำแล้วยังได้ผลลัพธ์แบบนี้ ก็ถือว่าช่วยเหลือองค์กรได้มาก ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารที่จำเป็นก็คงจะลดความกดดันไปไม่น้อยเลย

 

“หนูอัน หนูจะให้พวกฉันตรวจสอบให้เลยไหม”

 

“ได้ค่ะ” ซูหยวนไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว ดีเสียอีกที่เธอจะได้แสดงให้พวกเขารู้ว่าคุณค่าของเธอจริงๆคืออะไร ไม่ใช่แค่บรอกโคลี่ที่ต้องใช้เวลา 2-2.5 เดือนเท่านั้น แม้แต่ผักที่ปลูกด้วยเวลา 5 สัปดาห์ก็ยังมีคุณค่าเลย ต่อไป...เมื่อพวกเขาต้องการทำอะไรอีก ก็ควรจะมีความเกรงใจเธอสองถึงสามส่วน!

            

จางอู่หยางยืนเป็นเสาหลักให้กับเด็กสาว เขาก็มองออกว่าอัลเลี่ยมพวกนี้มีความผิดปกติอยู่บ้าง ถึงจะเชื่อใจซูหยวน แต่เธอก็ยังเด็กมาก มันจะดีกว่าถ้าปล่อยให้องค์กรตรวจสอบแล้วเป็นผู้ยืนยันผลลัพธ์ให้

            

หากมันปรากฏว่ามีสารพิษ เช่นนั้นเขาก็จะเป็นตัวแทนติดต่อไปยังโรงผลิต ไม่สิ! เขาอาจจะลงทุนกับโรงผลิตสารอาหารสักแห่ง เปลี่ยนมันเป็นของส่วนตัวของเขาแล้วก็รับซื้ออัลเลี่ยมจากซูหยวนไปแปรรูปโดยตรง ผลกำไรทั้งหมดจะมอบให้เธอได้ง่ายๆ แต่ถ้าอัลเลี่ยมพวกนี้ไม่มีปัญหา เช่นนั้นเขาก็จะเอาพวกมันไปไว้ที่องค์กรนักล่าสกุลจาง ใช้ผักพวกนี้ทำกำไรเล็กๆน้อยๆได้ แล้วก็เอาเงินพวกนั้นเก็บไว้ให้เด็กสาวในอนาคต

            

นอกจากจะช่วยให้นักล่าในองค์กรได้อาหารที่ดีแล้ว ก็ยังทำให้องค์กรมีน้ำหนักในใจของนักล่าทั้งหลายมากขึ้นด้วย

            

อู่หยางไม่ใช่พวกที่ใช้งานคนแล้วทิ้ง เขารู้ว่าจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญอยู่ในองค์กรไม่จากไปได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าสวัสดิการเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ที่หลายคนมองข้ามนี่แหละ เป็นแรงจูงใจที่ยอดเยี่ยมที่สุด

            

เครื่องตรวจสอบสารพิษมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องตรวจค่าสารอาหารอยู่บ้าง เนื่องจากปริมาณที่ใช้ตรวจสอบต่างกัน หากเป็นเครื่องตรวจสอบค่าอาหาร จะใช้ชิ้นส่วน 100 กรัมเพื่อประเมิน ในขณะที่การตรวจสอบสารพิษจะต้องใช้ 1 กิโลกรัมเพื่อตรวจสอบว่ามีค่าสารพิษเท่าไร

            

ตามเกณฑ์ที่กำหนด การบริโภคที่ปลอดภัย จะต้องบริโภคอาหารที่มีสารพิษน้อยกว่า 6 หน่วยต่อ 1 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าจะขายได้ราคาสูงมากๆ ผักปกติจะต้องมีค่าสารพิษน้อยกว่านั้น หากมีมากกว่านั้นจะต้องส่งขายไปที่โรงผลิตอาหารสังเคราะห์เท่านั้นแล้ว

            

เครื่องตรวจสอบสารพิษทำงานอย่างรวดเร็ว มันหมุนกล่องใส่อัลเลี่ยมเกือบสามนาทีเพื่อที่จะได้ตรวจสอบครบถ้วนทั้ง 1 กิโลกรัม ก่อนจะแสดงตัวเลขให้เห็น

 

“มาแล้ว” ผู้อาวุโสคนหนึ่งตื่นเต้นมาก เขาอยากรู้ว่าอัลเลี่ยมที่เต็มไปด้วยค่าสารอาหารสูงนี้ แท้จริงแล้วจะมีสารพิษอยู่เท่าไร 

            

อันที่จริงเรื่องสารพิษกับเรื่องค่าสารอาหารส่วนใหญ่แล้วจะตรงกันข้ามเสมอ หากสารอาหารมีมาก ก็การันตีได้ว่าสารพิษจะมีน้อย ในขณะที่ถ้าสารอาหารมีน้อยก็มักจะมีสารพิษปนเปื้อนอยู่ แต่กรณีของอัลเลี่ยมพวกนี้ แม้จะมีสารอาหารอยู่มาก ทว่า...กระบวนการของพวกมันก็ไม่ปกติ ในความคิดของพวกเขา...สมควรจะมีค่าสารพิษอยู่มาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะตกใจกับผลลัพธ์ของสารอาหารในตอนแรก เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันควรจะมีค่าน้อยนั่นเองฃ

            

เมื่อผิดคาดมาเรื่องหนึ่งแล้ว พอเห็นตัวเลขที่ปรากฏก็เหลือเพียงความประหลาดใจ ไม่ได้ตกใจมากเท่ากับก่อนหน้านี้อีก

 

“ค่าสารพิษอยู่ที่ 1 งั้นหรือ? น่าแปลกใจจริงๆ” แม้แต่รองประธานก็ถอนหายใจออกมา ผลงานของอันซูหยวนอยู่เหนือความคาดคิดของทุกคนไปแล้ว ถึงอยากรู้ว่ามีวิธีการเช่นไรก็เถอะ กระนั้นก็ไม่สามารถที่จะเสียมารยาทได้

 

“ครั้งนี้ถือเป็นการเก็บเกี่ยวที่ดีจริงๆ ยินดีกับเกษตรกรอันด้วย”

 

“ยินดีด้วย ยินดีด้วย”

            

ด้วยสารอาหารที่มากมายขนาดนี้ ประกอบกับการที่แทบจะไม่มีสารพิษอยู่เลย ดังนั้นมูลค่าของพวกมันจะต้องเพิ่มสูงขึ้นมากแน่ ซึ่งพวกที่มีประสบการณ์ทั้งหลายต่างก็คาดเดาอยู่ลึกๆแล้วว่าผลจะต้องออกมาแบบนี้ ค่าสารอาหารมากมายเช่นนั้นจะมีสารพิษหลงเหลืออยู่ได้อย่างไร

            

ซูหยวนถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าการให้นักล่ามาช่วยจัดการการเก็บเกี่ยวจะทำให้ผลลัพธ์ออกมาแย่อยู่เล็กน้อย ในความคิดของเธอ...ด้วยน้ำบริสุทธิ์จากในฟาร์ม ไม่ควรจะทำให้มีสารพิษเหลืออยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละ...เธอไม่สามารถทำอะไรหลังเก็บเกี่ยวได้ ค่าสารพิษที่มีเพียง 1 หน่วยก็ถือว่าดีกว่าที่คิดแล้ว

            

ถ้าความในใจของอันซูหยวนถูกคนอื่นล่วงรู้ พวกเขาอาจจะอิจฉาจนกระอักเลือดตายก็ได้ ใครจะไปคิดว่าผลลัพธ์แบบนี้เธอก็ยังไม่พอใจอยู่อีก....

            

เกษตรกรวัยกลางคนที่แอบลุ้นอยู่ไกลๆก็รู้สึกทำใจไม่ได้ ก่อนหน้านี้เป็นพวกเขาเองที่คาดหวังว่าการเก็บเกี่ยวครั้งนี้จะมีปัญหา ไม่ใช่แค่ว่าพวกเธอต่อหน้าเท่านั้น ยังเอาเรื่องนี้ไปฟ้องให้พวกผู้นำขององค์กรฟังอีกด้วย 

            

สุดท้ายไม่เพียงแค่สารพิษจะมีแค่ 1 ซึ่งน้อยกว่าสารพิษจากแปลงเพาะปลูกของพวกเขาเสียอีก ยังจะมีค่าสารอาหารที่สูงขนาดนั้นอยู่ด้วยงั้นหรือ?

            

ถ้าเป็นคนธรรมดากินเข้าไป คงจะทำให้อยู่รอดได้ไปอีก 3 วันโดยไม่ต้องกินอาหารเพิ่ม ในขณะที่พวกผู้ใช้พลังงานจะทำให้พวกเขาไม่เสียเวลาในการเติมอาหารอีก เพียงแค่ดูดซับแกนพลังงานเข้าไป กลับเป็นวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาฝึกฝนได้เร็วขึ้นแทน

            

เนื่องจากไม่ต้องกินอาหารหลายมื้อ ร่างกายย่อยอาหารเพียงครั้งเดียวแล้วเก็บสะสมพลังงานเอาไว้ใช้ได้ ต่างจากอาหารที่มีค่าสารอาหารน้อยทำให้ต้องเติมอาหารเข้าไปบ่อยๆ ร่างกายที่ต้องเสียพลังงานเพื่อย่อยอาหารบ่อยมื้อเข้าก็จะทำการดูดซับพลังงานไม่เต็มที่ ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะแสวงหาอาหารที่ให้ค่าสารอาหารสูงกว่า

 

“เนื่องจากพวกท่านเป็นผู้ใหญ่ขององค์กรเกษตรกร อัลเลี่ยมที่มีสารอาหารเท่านี้ และไม่มีสารพิษที่เป็นอันตราย สามารถขายได้ราคาเท่าไร” จางอู่หยางคำนวณมูลค่าอยู่ในใจ แต่เพื่อให้ซูหยวนรับรู้ว่าเขาไม่ได้โกงเธอ หรือไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เธอมากจนต้องเกรงใจ เช่นนั้นก็ให้รองประธานองค์กรเป็นคนพูดราคาออกมาก็แล้วกัน

 

“ปกติแล้ว พวกเราจะคำนวณราคาโดยให้ 1 หน่วยสารอาหารเป็น 40 เครดิต ดังนั้นถ้าอัลเลี่ยมมีค่าสารอาหารที่ 390 – 400 หน่วย จะเป็นประมาณ 16,000 เครดิต ต่อ 100 กรัม”

            

มูลค่าที่สูงลิ่วขนาดนี้ หากเป็นคนอื่นคงจะต้องดีใจจนกลั้นรอยยิ้มไม่ได้แน่ ทว่าซูหยวนกลับไม่ได้แสดงท่าทางอะไร เธอมองไปยังประธานจางของตนเองก่อนจะเสนอ

 

“ประธานคะ ฉันสามารถให้คุณ 10,000 เครดิตได้เท่ากับราคาบรอกโคลี่ ดังนั้น...”

 

“ไม่จำเป็น ฉันจะรับซื้อที่ 15,000 เครดิต ด้วยราคาเท่านี้ฉันยังได้กำไรอยู่ ปกติฉันทำการค้าไม่เอาเปรียบใคร” จางอู่หยางโบกมือ ในขณะที่ผู้ช่วยของเขาแอบเผยรอยยิ้มแห้งๆของตนเอง

            

ใช่แล้ว...ประธานไม่ได้เอาเปรียบใคร แต่ประธานน่ะ...แค่แสวงหาผลกำไรสูงสุดต่างหาก! ถ้าทางนั้นไม่คิดว่าตัวเองขาดทุน เช่นนั้นประธานก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายโดนเอาเปรียบเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?

 

ใครๆก็รู้ว่าทำธุรกิจกับประธาน จะต้องทำตัวเองให้เล็กที่สุดเข้าไว้ ทว่า...ตอนนี้ไม่เพียงไม่ยอมรับเงื่อนไขที่ดีขนาดนี้ กลับยังเสนอราคาให้แทน นี่ไม่เท่ากับจะยกกำไรทั้งหมดให้เด็กสาวเลยหรือ? กำไรแค่ 1,000 เครดิตนั้น ก็แค่ค่าจ้างคนมาขนไปวางไว้ที่องค์กรก็ยังเกือบจะขาดทุนเลย

 

“เธออยากขายให้ฉันไหม ฉันต้องการซื้อพวกมันทั้งหมด”

 

“...ค่ะ รบกวนด้วยค่ะ” อันซูหยวนคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็ยอมรับข้อเสนอของประธานจาง 

            

ครั้งนี้เธอเก็บเกี่ยวได้ค่อนข้างมาก อัลเลี่ยม 1 แปลงเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด 45 กิโลกรัม ไม่ได้มากเท่ากับบรอกโคลี่ แต่ก็ไม่ได้น้อยเกินไป 

            

ซูหยวนมีแปลงเพาะปลูกทั้งหมด 20 แปลง ดังนั้นเธอเก็บเกี่ยวได้ถึง 900 กิโลกรัม ขายในราคา 15,000 เครดิต จะได้เงินมากถึง 13,500,000 เครดิต นับเป็นกำไรมูลค่าสูงเลยทีเดียว

            

เพียงแค่การเก็บเกี่ยวครั้งนี้เพียงครั้งเดียว เธอก็ได้กำไรมากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องต้นทุนให้ปวดหัวอีกต่อไป ซูหยวนใจดีมาก...หลังจากที่พวกประธานจางและสมาชิกขององค์กรเกษตรกรพากันกลับไปด้วยท่าทางตะลึงงันกันแล้ว เธอก็หันไปบอกกับทุกคนด้วยความใจกว้าง

 

“เนื่องจากความพยายามของทุกคน ดังนั้นฉันจะมอบส่วนแบ่งให้ความพยายามนี้ ทุกคนจะมีเงินโบนัสกันค่ะ” ซูหยวนตัดสินใจทันที เงินเดือนของพวกเขาไม่สูงนัก ถ้าเธอไม่มีแรงจูงใจให้พวกเขาทำงานหนักต่อไป จะต้องเกิดปัญหาภายหลังแน่

 

“เงินโบนัสหรือ?”

 

“เงินโบนัสคืออะไร?”

 

“เจ้านายอันน้อย โบนัสที่พูดถึงคืออะไรหรือ?” ทุกคนประหลาดใจกับคำของอันซูหยวนมาก เธอชะงักไปเล็กน้อย เคยชินกับการทำงานขององค์กรเอกชนจึงคาดหวังว่าพวกเขาจะตื่นเต้นกับการมอบโบนัสจากผลงานด้วย

 

“เงินโบนัสก็คือเงินในส่วนของผลงานที่ทุกคนช่วยกันทำค่ะ หลังจากนี้จะมีเงินโบนัสให้ทุกๆครั้งของการเก็บเกี่ยวด้วย โดยจะให้เงื่อนไขคือ ถ้าฉันหักต้นทุนทั้งหมดแล้วฉันจะมอบเงินคืนให้พวกคุณเอาไปแบ่งกัน เงินก้อนครั้งนี้ก็คือ 100,000 เครดิต เฉลี่ย 25 คนรวมพ่อของฉันด้วย จะได้ 4,000 เครดิตสำหรับทุกคนค่ะ”

            

เมื่อซูหยวนพูดจบ ท่าทางของทุกคนก็เต็มไปด้วยความตกใจทันที

 

“มะ ไม่ได้หรอกเจ้านาย พวกเราจะเอาเงินพวกนี้ได้ยังไง”

 

“นั่นน่ะสิ พวกเราได้เงินเดือนทุกเดือนแล้ว ยังจะรับเงินพวกนี้ไว้อีกได้ยังไง เงินนั่นน่ะเป็นเงินจำนวนมากเลยนะ พวกเราไม่กล้าๆ”

 

“ใช่แล้ว เจ้านายอันน้อยจะใจดีเกินไปแล้ว พวกเราไม่ได้ทำอะไรมากเลย ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้านายจัดการทั้งหมด ดังนั้นให้พวกเราเพิ่มไม่ถูกต้องแล้ว”

            

ทุกคนโบกมือ ไม่กล้ารับเงินก้อนใหญ่นี้เอาไว้ เงินพวกนี้ไม่ใช่ว่ามากกว่าเงินเดือนของพวกเขาอีกหรือ? 

           

 แม้ว่าพวกเขาจะพูดกันอย่างนั้น แต่ซูหยวนตัดสินใจแล้วว่าจะมอบเงินเป็นรางวัลให้พวกเขา อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เงินจำนวนมากอะไร คาดหวังแค่พวกเขาตั้งใจทำงานกันต่อไปก็เท่านั้น

 

“ขอให้ทุกคนรับไว้ด้วยเถอะค่ะ ฉันยังต้องการความช่วยเหลือจากทุกคนอีกมาก”

 

“เอาน่าๆ ทุกคนรับเอาไว้เถอะ ลูกสาวของฉันอยากช่วยเหลือทุกคนแบบนี้ ก็ขอให้ทุกคนช่วยทำงานให้เต็มที่ต่อไปด้วยก็แล้วกัน” พ่ออันหัวเราะออกมา เขาโบกมือเหมือนเฒ่าแก่ใจกว้าง เมื่อพ่ออันพูดแบบนี้แล้ว คนอื่นๆก็ได้แค่ยอมรับด้วยความยินดีเท่านั้น

 

…………………………