LNCrawler

บทที่ 239 วิชาหอกแห่งแดนดอกเหมย (อ่านฟรี 1 พ.ย. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 239 วิชาหอกแห่งแดนดอกเหมย (อ่านฟรี 1 พ.ย. 68)

บทที่ 239 วิชาหอกแห่งแดนดอกเหมย

 

วิชาหอกแห่งแดนดอกเหมย คือวิชาหอกที่ใช้ทั้งความเร็วและความอ่อนช้อยในระหว่างการต่อสู้ ท่วงท่างดงามหากแต่พลิกกลับปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ต่อให้ต้องประมือกับผู้เชี่ยวชาญก็ไม่หวั่นเกรง 

 

อย่างไรก็ตาม...ท่วงท่าที่ยอดเยี่ยมนี้กลับมีความนัยที่ต้องตีความมากมาย ทำให้ผู้สืบทอดวิชานี้ไม่สามารถฝึกฝนกันได้

 

ตระกูลจ้านเป็นตระกูลเก่าแก่ เคยเชี่ยวชาญในการใช้หอกและทวน ทว่า...วิชาหอกที่สืบทอดต่อกันมานั้นเป็นวิชาหอกดงอสรพิษ ไม่ใช่วิชาหอกแห่งแดนดอกเหมย เนื่องจากมีหลายชั่วอายุคนที่พวกเขาไร้สตรีเป็นผู้ใช้พลังงาน สุดท้ายก็ส่งความรู้เกี่ยวกับวิชาหอกดงอสรพิษเท่านั้น ไม่มีใครสนใจวิชาหอกแห่งแดนดอกเหมยเลย กระทั่งผู้สำเร็จวิชานี้ทยอยตายจากไป ความรู้เรื่องวิชาหอกระดับสูงนี้ก็ได้หายไปด้วย

 

เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง ตระกูลจ้านแตกกันเอง พวกเขาแบ่งออกเป็นตระกูลจ้านหลักและรอง บ้านหลักนั้นย่อมต้องได้วิชาหอกดงอสรพิษไปเนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ชนะในการทำศึกย่อมมีสิทธิเลือกก่อน ในขณะที่บ้านรองได้รับวิชาหอกแห่งแดนดอกเหมยไป 

 

สำหรับคนภายนอก การแบ่งเช่นนี้ยุติธรรมมาก คนหนึ่งได้วิชาระดับสูง อีกคนก็ได้เช่นกัน แต่ความเป็นจริงแล้ว...วิชาระดับสูงของบ้านรองจะมีประโยชน์อะไร

 

ต่อให้บ้านรองปรากฏสตรีที่เป็นผู้ใช้พลังงาน พวกเขาก็ไม่สามารถตีความจากวิชาหอกพวกนี้ได้แล้ว สุดท้ายก็ทำได้แค่ตัดใจขายพวกมันออก แล้วใช้เงินแลกเปลี่ยนเป็นวิชาอื่นที่ดีกว่าแทน

 

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก วิชาระดับสูงที่วางออกขาย ถ้าเจ้าของไม่มีปัญหาการเงินเร่งด่วน ก็ต้องเป็นเพราะไม่รู้วิธีฝึกนั่นแหละ สุดท้ายอยู่ในมือแล้วไม่เป็นประโยชน์ สู้ขายออกเพื่อเอาเงินไปทำอย่างอื่นย่อมดีกว่า นอกจากนี้...เล่มวิชาหลักก็คัดลอกเอาไว้แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กลัวว่าจะเสียวิชาระดับสูงนี้ไปอย่างถาวร

 

ซูหยวนไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เธอรู้ดีว่าทำไมพวกเขาถึงฝึกฝนมันไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด...ต่อให้เป็นหลังจากนี้อีกหลายปีก็ไม่น่าจะมีคนฝึกฝนได้

 

ไม่ใช่เพราะตระกูลจ้านไม่มีคนเก่งกาจ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีประสบการณ์ตรงจึงจินตนาการไม่ออก ซึ่งเรื่องนี้ไม่อาจโทษพวกเขาได้

 

ไม่เหมือนกับซูหยวนที่เคยเห็นกระทั่งดอกเหมยจริงๆ กระทั่งเคยเหยียบย่ำยามพวกมันร่วงหล่นบนท้องถนนด้วยซ้ำ หากคนในยุคนี้รู้ว่าคนจากโลกของเธอเหยียบใบไม้ใบหญ้าราวกับของไม่มีค่า พวกเขาคงจะร้องไห้ออกมาน้ำตาเป็นสีเลือด

 

เพื่อให้ได้รับความสงบ ซูหยวนเข้าไปในฟาร์มของตนเองเพื่อทำความเข้าใจท่วงท่าเหล่านั้น การฝึกวิชาหอกระดับสูงอย่างหอกแห่งแดนดอกเหมยนั้นมีทั้งหมด 7 ขั้น เริ่มจากขั้นแรกที่ทำความเข้าใจง่ายที่สุด แม้จะไม่ได้ง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น ทว่าซูหยวนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้พลังงานผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงไม่เรียกว่าเป็นปัญหาอะไร

 

ต่างจากวิชาธนูของอาจารย์ วิชาหอกไม่ต้องการความละเอียดและระมัดระวังมากนัก เนื่องจากไม่ต้องการจะซ่อนจากสายตาของผู้คน ไม่แม้แต่จะลบจิตสังหารด้วย 

 

ขั้นแรกคือขั้นดอกเหมยร่วงโรย ด้วยการจินตนาการปลายหอกเหมือนกับกลีบดอกเหมยยามต้องลม พัดพลิ้วร่วงหล่นงดงามหากแต่ไม่อาจร่วงรู้ได้ว่าจะมาจากจุดไหนบ้าง 

 

ลำต้นใหญ่มีเพียงต้นเดียว แต่ต้องแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่ว ปกคลุมอาณาบริเวณใต้ต้นราวกับต้องการปูพรมดอกเหมยให้ทั่วโคนต้น ไม่อยากละเว้นจุดใดให้หลงเหลือตำแหน่งไร้สีชมพูของดอกเหมย

 

ซึ่งนอกจากความเร็วและช่วงการโจมตีที่กว้างแล้ว จะแฝงไปด้วยความอ่อนโยนเรียบง่าย ศัตรูไม่สามารถเดาทิศทางได้และตั้งรับไม่ทันการณ์ ในขณะที่ช่วงเคลื่อนไหวดูอ่อนแอ แต่จะต้องเฉียบคมและเข้าที่จุดตาย

 

ขั้นตอนนี้ ซูหยวนต้องลับคมของพลังงานให้ดี ไม่สามารถทำให้พลังงานที่ปล่อยออกมาแข็งทื่อเกินไป และควรต้องทำให้เหมือนปลายเข็มที่วาดผ่านสิ่งใดไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ 

 

ซูหยวนทำสมาธิจนเชี่ยวชาญแล้ว การควบคุมพลังงานของเธอก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ดังนั้นขั้นแรกนี้จึงไม่นับเป็นปัญหา จะมีก็แค่การสร้างภาพในหัวเท่านั้นที่ต้องฝึกฝน การจินตนาการที่สำคัญก็คือการทำให้ตัวเองกลายเป็นต้นเหมยใหญ่นั้น ไม่เคลื่อนไหวแต่กลับปล่อยการโจมตีออกไปได้ทั่วเขตของเธอ

 

ซูหยวนมีเวลาฝึกฝนเหลือทั้งหมด 4 สัปดาห์กับอีกไม่กี่วันเท่านั้น เธอตั้งใจว่าจะผ่านขั้นดอกเหมยร่วงโรยให้ได้ภายใน 1 สัปดาห์นี้ จากนั้นก็ฝึกขั้นที่ 2 อย่างขั้นกิ่งเหมยสู้ฝน

 

ถ้าบอกว่าขั้นแรกเป็นขั้นการใช้ทักษะโจมตีที่พลิกแพลงไปมา ขั้นที่สองก็คือขั้นที่ใช้เพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกโค่นล้มลงได้เหมือนต้นเหมยใหญ่ แม้ต้องปะทะลมฝนรุนแรงขนาดไหน จะต้องยืนหยัดอยู่ได้ไม่อ่อนแอ

 

ในขั้นนี้....หอกจะต้องเป็นเหมือนเปลือกไม้หนา เข้ารับการปะทะการโจมตีทั้งหมดได้ เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือต้นของมันเอง ถึงขั้นสองนี้จะไม่ได้เรียกว่าการป้องกันที่สมบูรณ์แบบ ทว่า...การรับมือกับคู่ต่อสู้เพียงหนึ่งคนในการประลองนั้นไม่เป็นปัญหาเลย

 

ซูหยวนคิดว่าด้วยสองทักษะนี้กับสายตาของเธอ จะทำให้จัดการกับการประลองได้ เธอไม่เชื่อว่าถ้าสำเร็จวิชาทั้งสองแล้วจะยังไม่อาจผ่านวิชานี้ไปได้อีก ไม่เช่นนั้นแล้ว...นักเรียนทั้งหมดก็คงจะไม่สามารถเรียนจบได้ ต่อให้เป็นเด็กสกุลกวนคนนั้นก็ตาม

 

เมื่อวางแผนได้แล้ว หญิงสาวก็ไม่มีเวลาคิดมากอีก ดีที่แปลงเพาะปลูกของเธออยู่ในการดูแลของพ่อและเหล่านักล่าทั้งหลาย ซูหยวนจึงไม่กังวลมากนัก อีกประการ...แม้คนสกุลเซิ่นผู้นั้นจะได้แมลงกัดกินไปแล้ว แต่ซูหยวนก็ยังไม่กังวล จากข้อมูลที่เขาทิ้งไว้ จนกว่าเกษตรกรสองคนในแปลงเพาะปลูกข้างเคียงจะทำการเก็บเกี่ยว ย่อมไม่มีการโจมตีใดๆ

 

ซูหยวนคำนวณเวลาการเก็บเกี่ยวของพวกเขาและตัวเอง จากนั้นก็วางแผนทั้งหมดเอาไว้แล้ว รอเพียงชมเรื่องสนุกๆเท่านั้น

 

เธอวางแผนการเก็บเกี่ยวของตนเองเอาไว้แล้ว การเพาะปลูกผักอัลเลี่ยมนั้นใช้เวลาเพียง 5 สัปดาห์เท่านั้น รวมกับ 1 สัปดาห์สำหรับเตรียมแปลงเพาะปลูก ย่อมต้องเร็วกว่าการเพาะปลูกของพวกเขา

 

จากที่ซูหยวนตรวจสอบดู ผักที่พวกเขาเพาะปลูกอยู่คือผักหูกระรอกแดง ลักษณะของดอก มันจะเหมือนกับหูของกระรอก มีขนาดเล็กและชี้ตั้งขึ้น ซึ่งจะใช้เวลาจนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ 4 เดือน ระยะนี้เธอยังเพาะปลูกได้อยู่ จนกว่าการเพาะปลูกรอบ 3 จะเสร็จสิ้น ถึงเวลานั้นเธอจะละทิ้งการเพาะปลูกไป 2-3 สัปดาห์ รอจนกว่าพวกเขาจะเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วเริ่มการเพาะปลูกใหม่นั่นแหละ

 

อย่างไรเธอก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินอยู่แล้ว ยิ่งรายได้จากการขายอัลเลี่ยมไม่ได้แย่ขนาดนี้ ก็ต้องลองดูว่าระหว่างเธอกับพวกเขา ใครจะใจร้อนกว่ากัน

 

ถ้าพวกเกษตรกรพวกนั้นรอไม่ไหวแล้วเริ่มการเพาะปลูก ซูหยวนก็จะใช้วิธีการเดิม เพาะปลูกไปพร้อมๆกับพวกเขาแล้วรอจนกว่าจะเก็บเกี่ยวอีกครั้ง

 

เธอไม่เชื่อหรอกว่าคุณชายตระกูลเซิ่นผู้นั้นจะสามารถอดทนได้นานนัก แม้ปากเขาจะให้เกียรติเกษตรกรทั้งคู่ แต่คงไม่คิดว่าเธอจะใช้ลูกไม้เช่นนี้ สุดท้ายแล้ว...เขาอาจจะตกลงเจรจาค่าเสียหายกับเกษตรกรทั้งสองคน หรือหนักกว่านั้น...ก็แค่คิดว่าทั้งสองเป็นผู้โชคร้ายไป

 

ถึงเกษตรกรสองคนอยากเรียกร้องค่าชดเชย ก็ต้องดูว่าพวกเขาสามารถทำให้ตระกูลเซิ่นขุ่นเคืองได้ไหม ถ้าไม่...ก็ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องการร่วมมือกับคนอื่นมาก่อกวนเธอก็แล้วกัน!

 

อีกอย่าง เธอไม่ได้กลัวแมลงกัดกินพวกนั้นอยู่แล้ว พวกมันมาหนึ่งตัวก็ฉีดยาฆ่าแมลงหนึ่งครั้ง พวกมันมาสิบตัวก็ยังฉีดยาฆ่าแมลงเพียงหนึ่งครั้งอยู่ดี ดังนั้น...ไม่ว่าคุณชายเซิ่นจะเพาะเลี้ยงพวกมันมามากแค่ไหน ถ้าต้องการเข้ามาในแปลงเพาะปลูกของเธอ ก็มีแต่จะต้องตายเท่านั้น

 

สำคัญที่สุด ให้เขาปล่อยพวกมันมาเถอะ เธอไม่เพียงจะฆ่าพวกมันเพื่อป้องกันแปลงเพาะปลูกเอาไว้ได้ แต่จะจับพวกมันมาเพาะเลี้ยงไว้ในฟาร์ม ด้วยพืชผักมากมายในฟาร์มของเธอ จะขยายพันธุ์พวกมันคงไม่ใช่เรื่องยาก

 

หลังจากนั้น กรรมตามสนองเป็นอย่างไร เธอจะทำให้เขาได้รู้!

 

ในเมื่อแผนรับมือทั้งหมดตระเตรียมเอาไว้แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้กังวลใจอีก ซูหยวนจึงทุ่มสมาธิไปกับการฝึกฝนวิชาหอกได้ แน่นอนว่านอกจากวิชาหอกแล้ว วิชาที่ปรับเปลี่ยนวิธีการทดสอบก็ยังมีวิชาการใช้ธนูอีก

 

แต่เพราะซูหยวนเคยผ่านศึกใหญ่มาแล้ว ทั้งอาจารย์เติ้งและกองทัพรับรองให้เธอ ดังนั้นไม่ว่าซูหยวนจะเรียนวิชาหอกตัวไหนของสถาบัน ย่อมได้รับบัตรผ่านไปง่ายๆเลย ขอเพียงใน 1 ปีร่วมทำภารกิจกับอาจารย์เติ้ง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องตรวจสอบความสามารถของเธออีก

 

ถึงจะเป็นเช่นนั้น อาจารย์เติ้งก็ไม่ละเลย เขายังคงนัดหมายนักเรียนทุกๆเดือนเพื่อให้ไปรายงานความคืบหน้า ซูหยวนก็ยังรักษามาตรฐานเดิม เนื่องจากมีพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว การฝึกทักษะที่สองจึงไม่พบคอขวดเลย ยิ่งค่าพลังงานของเธอเพิ่มขึ้นมากเท่าไร การเรียกใช้ทักษะก็ยิ่งรื่นไหลมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่อาจารย์ก็ยังพูดว่าไม่เกิน 4 ปีนี้ บางทีซูหยวนอาจจะแซงหน้าเขาไปก็ได้

 

เนื่องจากวิชาระดับสูงพวกนี้จะต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ซูหยวนที่มีพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวันจึงมีโอกาสเช่นนั้นจริงๆ แม้อาจารย์เติ้งจะมีฝีมือและพรสวรรค์ แต่เขาก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการรับสารอาหารและพลังงานที่ซูหยวนไม่มีอยู่

 

เวลาผ่านไป 1 เดือน ในที่สุดก็มีนักเรียนบางคนต้องการท้าทายกับเหล่าทหารแล้ว ซูหยวนเองก็ลงชื่อเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน การท้าทายเหล่านี้ไม่มีข้อกำหนดว่าจะสามารถท้าทายได้กี่ครั้ง อาจารย์มีเพียงเงื่อนไขเดียวก็คือ 1 สัปดาห์จะรวบรวมนักเรียนไปที่กองทัพเพียง 1 ครั้ง หรือก็คือ...ตั้งแต่วันที่อาจารย์บอกไว้ พวกนักเรียนมีเวลาเพียง 7 ครั้งเท่านั้น

 

ซูหยวนเสียเวลา 4 ครั้งไปกับการฝึกฝน ดังนั้น 3 ครั้งที่เหลือจึงไม่สามารถพลาดได้อีก หากเธอพ่ายแพ้ครั้งนี้เพราะโชคร้ายเจอผู้แข็งแกร่งมากๆ เธอยังมีโอกาสเสี่ยงอีกสองครั้งอยู่ดี ดังนั้นจึงต้องเริ่มท้าทายตั้งแต่ตอนนี้แล้ว

 

เหมือนกับซูหยวน นักเรียนคนอื่นก็มีความคิดเช่นเดียวกัน พวกเขาต่างก็ลงชื่อท้าทายพวกทหาร รวมเธอกับนักเรียนกวนที่สามารถท้าทายทหารระดับทั่วไปแล้ว ก็มีนักเรียนรุ่นพี่ท้าทายทหารระดับสิบโทอีก 4 คน ดังนั้นอาจารย์กวนจึงพานักเรียนทั้งหมด 6 คนเข้าไปที่กองทัพฝ่ายปฏิบัติการ

 

แม้ซูหยวนจะเคยมาฐานทัพหลายครั้งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เคยเข้าชมการฝึกฝนของทหารหน่วยปฏิบัติการ ก่อนหน้านี้เธอมาในฐานะพลธนู ย่อมต้องไปที่สนามฝึกของนักธนู หรือไม่ก็รวมตัวกันที่ลานกว้างกลางฐานเพื่อเตรียมไปทำภารกิจ ดังนั้นบรรยากาศในตอนนี้จึงแตกต่างออกไป

 

หญิงสาวรับรู้ได้ถึงกลิ่นเหงื่อและความตึงเครียด ความร้อนระอุของพลังงานที่ปล่อยออกมาไม่เหมือนพวกพลธนูที่แฝงไปด้วยความเงียบเชียบและซ่อนตัวตน ของฝ่ายปฏิบัติการแนวหน้านี้มีเพียงความฮึกเหิมเท่านั้น

 

“โอ้ มาแล้วหรืออาจารย์กวน”

 

“มาแล้วครับ ท่านนายพลกวน” สองคนรู้จักกันมาก่อน อย่างไรก็อยู่ตระกูลกวนเหมือนกัน คนหนึ่งเป็นอาจารย์ คนหนึ่งเป็นทหารระดับสูง ดูเหมือนว่าตระกูลกวนจะมีอำนาจไม่น้อย

 

“นี่คือนักเรียนรอบแรกของท่านใช่ไหม ครั้งก่อนนักเรียนของสถาบันเพลิงพลองได้มาแล้ว พวกเขาถูกทำให้ร้องไห้กลับไป หวังว่านักเรียนของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งจะไม่เป็นเช่นนั้นนะ” นายพลกวนแค่นหัวเราะออกมา บรรยากาศรอบตัวของเขามีความกดดันมากจนพวกนักเรียนรู้สึกหนาวเหน็บอยู่บ้าง

            

พวกเขารู้ได้ทันทีว่านายพลตรงหน้า เคยผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เนื่องจากจิตสังหารที่ปล่อยออกมา มีเพียงกลิ่นอายความตายเท่านั้นที่คละคลุ้งอยู่

            

อีกอย่าง คำพูดของเขาเมื่อครู่นี้ไม่ต่างอะไรกับการข่มขู่นักเรียนของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเลย...

            

การยกตัวอย่างของนักเรียนจากสถาบันเพลิงพลองที่พ่ายแพ้ยับเยินทำให้คนอื่นๆได้แต่มองหน้ากันเอง พวกเขารู้ดีว่าสถาบันเพลิงพลองรวบรวมผู้มีฝีมือในการใช้หอกมากขนาดไหน ที่นั่นมีผู้ที่ยอดเยี่ยมมากมาย อีกทั้งพวกเขายังเน้นแค่ฝึกการใช้หอกด้วย 

            

เทียบกับพวกเขาแล้ว นักเรียนที่ใช้หอกของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งก็อาจจะอยู่ในระดับกลางเท่านั้น แล้วถ้าเป็นพวกเขาก็ยังพ่ายแพ้ยับเยิน เช่นนั้น...พวกเขาที่ด้อยกว่าจะเป็นอย่างไร

            

นายพลกวนตรวจสอบสีหน้าและแววตาของนักเรียน เมื่อเห็นทุกคนมีความกังวลและหวาดกลัวก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ 

            

อันที่จริงคำพูดเมื่อครู่นี้ เป็นเขาที่ตั้งใจจะพูดมันออกมาเอง เพื่อตรวจสอบว่านักเรียนคนไหนที่ทักษะในการเป็นสุดยอดผู้ใช้หอกบ้าง เพราะเขาเชื่อว่าสำหรับผู้ใช้หอกที่เน้นใช้จิตวิญญาณในการต่อสู้ อย่างแรกที่ต้องมีก็คือความไม่เกรงกลัวสิ่งใด

            

ถ้าแม้แต่เรื่องการประลองก็ยังหวาดหวั่น ต่อไปเมื่อต้องเจอศัตรู คมหอกจะแหลมคมได้อย่างไร...

 

………………………………………………….