บทที่ 245 ความสามารถของนักเรียน (อ่านฟรี 7 พ.ย. 68)
บทที่ 245 ความสามารถของนักเรียน (อ่านฟรี 7 พ.ย. 68)
บทที่ 245 ความสามารถของนักเรียน
“โอ้ ขอโทษทีนะรุ่นน้อง พอดีไม่เห็นว่ามีคนอยู่ด้านหลัง ฉันกำลังทำความสะอาดอาวุธอยู่น่ะ”
ซูหยวนยกพลั่วของตนเองให้อีกฝ่ายดู มือหนึ่งถือพลั่วไว้ และอีกมือก็ถือผ้าผืนเล็ก ทำท่าทางเหมือนเช็ดพลั่วในมือโดยไม่ลุกยืนด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้ด้ามจับกระแทกเข้าที่ท้องของเหลียงต้งไฉจนกระเด็นออกไป
“กะ แก แกโจมตี...”
“ก็บอกแล้วว่าไม่เห็น จู่ๆก็เข้ามาพูดจากด้านหลังนี่ คนปกติอยากพูดคุยกับใครก็ต้องมาพูดต่อหน้าสิ เรื่องนี้จะโทษฉันได้ยังไง” ซูหยวนยักไหล่ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอรับภารกิจมาจากอาจารย์เพื่อปกป้องชีวิตของรุ่นน้องพวกนี้ เธออาจจะจัดการพวกเขาให้ตายด้วยการโจมตีเดียวไปแล้ว
ไม่ใช่เพราะเธอไม่สามารถทนการดูถูกได้ แต่คนประเภทนี้ถ้าไม่โดนสักทีก็คงจะไม่ดีขึ้นเลย!
“อ้อ แล้วเมื่อครู่คุยอะไรกันอยู่ล่ะ หรือว่ามีรุ่นน้องจะมาขอคำปรึกษาจากฉันอีก” ซูหยวนหรี่ตาลง คราวนี้เธอปล่อยความกดดันของตนเองออกมาด้วย เหลียงต้งไฉที่ก่อนหน้านี้อวดดีกลับรู้สึกเหมือนว่ากำลังจะหายใจไม่ออก
“นักเรียนอัน....” เสียงทุ้มของอาจารย์เฟิ่งดังขึ้นจากด้านหลัง เขาพาอันซูหยวนมาที่นี่ย่อมต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่เธอทำ เหลียงต้งไฉไม่ใช่นักเรียนทั่วไป เขาเป็นเด็กมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ถึงจะปากร้ายแต่ก็แข็งแกร่งจริงๆ ดังนั้นจึงมีอาจารย์รับเขาเป็นนักเรียนส่วนตัวแล้ว
แม้อาจารย์เฟิ่งจะไม่กลัว แต่ในฐานะอาจารย์ด้วยกัน ก็ต้องเกรงใจกันบ้าง ไม่อาจปล่อยให้ศิษย์ของอาจารย์คนอื่นถูกรังแกได้เช่นนี้
“ค่ะอาจารย์” ซูหยวนเก็บแรงกดดันของตนเองกลับไป เวลานี้เหลือเพียงความเงียบเท่านั้น รุ่นน้องที่เคยดูถูกอันซูหยวนก็ไม่กล้าสบตาเธอตรงๆอีก ส่วนพวกรุ่นพี่ชั้นปี 4 ทุกคนกำลังมองมาที่เธออย่างพิจารณา ไม่หลงเหลือร่องรอยความดูถูกอีกแล้ว
ถ้าใครก็ตามที่ใช้เพียงสันด้ามอาวุธแล้วส่งนักเรียนร่างใหญ่คนหนึ่งกระเด็นออกไปได้ 5 เมตร เช่นนั้นย่อมไม่มีใครกล้าดูถูกพวกเขาอีก แม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นนักเรียนทุนก็ตาม
“ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่ไหม” ซูหยวนคลี่ยิ้ม มองดูนักเรียนทุนรุ่นน้อง 3 คนที่อ้าปากค้าง
วิธีการสอนที่ดีที่สุดก็คือการทำให้พวกเขาเห็นว่าผลของความพยายามของเธอเป็นเช่นไร ดูตอนนี้ก็ได้...เห็นหรือไม่ว่าคนที่กล้าดูถูกทั้งหมด สุดท้ายก็ต้องยอมรับในความสามารถของเธอ!
อาจารย์เฟิ่งส่ายหน้าเล็กน้อย เรื่องนี้ไม่อาจโทษใครได้ ซูหยวนลงมือเช่นนี้ก็ไม่ผิดเช่นกัน หากเป็นเขาโดนดูแคลนขนาดนี้ก็ต้องลงมือบ้าง อย่างไรก็ตาม...เขารู้แล้วว่าหลังจากนี้คงต้องให้นักเรียนอันได้แสดงฝีมือบ้าง คนที่สงสัยในตัวเธอจะได้ยอมรับเธอได้
ซูหยวนไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้นอีก เพียงพยักหน้าให้กับเหลียงต้งไฉที่ยังนอนช้ำในอยู่กับพื้น เขาต้องได้รับยารักษาก่อนจึงจะหายดีได้ ในแววตาตอนนี้มีทั้งความโกรธ ความอับอาย แต่ก็เกรงกลัวอยู่ด้วย
หญิงสาวแยกตัวจากทุกคนแล้วแอบไปยังจุดนัดพบ อาจารย์สองสามคนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อซูหยวนมาก็มอบรายชื่อนักเรียนให้เธอ เป็นรายชื่อคร่าวๆเพื่อให้ซูหยวนตรวจสอบพวกเขา คาดเดาว่าจะมีนักเรียนคนไหนจับกลุ่มกันบ้าง สถานการณ์จริงอาจจะไม่เป็นเช่นนี้ แต่ก็สามารถเลือกติดตามนักเรียนกลุ่มใหญ่ที่ตัวเองรับผิดชอบได้อยู่
“นักเรียนอัน อาจารย์เฟิ่งบอกว่าเธอมีความสามารถในการตรวจสอบพวกกลายพันธุ์ ทั้งยังมีตำแหน่งทางทหารแล้ว ดังนั้นฉันจะมอบหมายให้เธอช่วยดูแลรุ่นน้อง 3 คน คาดว่าพวกเขาน่าจะจับกลุ่มกันตามนี้”
ในขณะที่นักเรียนคนอื่นๆได้รับมอบหมายดูแลนักเรียน 1-2 คน แต่นักเรียนอันได้รับมอบหมายงานให้ดูแลนักเรียน 3 คน ถือว่าเป็นความไว้วางใจอย่างหนึ่ง อีกส่วนก็คืออาจารย์รับผิดชอบดูแลนักเรียนเต็มมือแล้ว ถ้าโชคดี...รายชื่อของนักเรียนเหล่านั้นอยู่รวมกับคนอื่น ก็จะทำให้มีคนเพิ่มขึ้นในการช่วยรักษาความปลอดภัยให้เด็กๆ
“เข้าใจแล้วค่ะ แต่ถ้านักเรียนพวกนี้แยกทางกัน”
“อืม นั่นไม่เป็นไร พวกเขาแยกกันก็คงจะไปรวมกับนักเรียนคนอื่น ที่นั่นจะมีผู้รับผิดชอบคนอื่นคอยดูอยู่ ให้เธอเลือกตามนักเรียนกลุ่มใหญ่ไปแทน แน่นอนว่ารวมไปถึง...ถ้ามีนักเรียนจากกลุ่มอื่นกระจัดกระจายมาใกล้เธอด้วย ชีวิตนักเรียนพวกนั้นก็ต้องฝากเธอแล้ว”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ซูหยวนรับคำ เช่นนี้ก็แปลว่านักเรียนที่หลุดไปแล้วไม่รวมกับใคร ชีวิตของพวกเขาก็คง...ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว
หญิงสาวรับรายชื่อมาดู เดิมทีคิดว่าอาจารย์จะมอบรายชื่อนักเรียนทุนมาให้ คิดไม่ถึงว่าคนที่เธอดูแลจะมี “เหลียงต้งไฉ” เป็นหนึ่งในนั้น
“กลุ่มนักเรียนนี้เป็นกลุ่มนักเรียนหัวกะทิ พวกเราคาดหวังไว้ไม่น้อย ดังนั้นเชื่อว่าพวกเขาจะดูแลตัวเองได้ อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากเธอบ้าง แต่ก็อย่าเข้าไปจนกว่าพวกเขาจะจวนตัวจริงๆล่ะ”
ซูหยวนเข้าใจ ปรากฏว่าอาจารย์ก็ไม่ได้วางใจเธอขนาดนั้น พวกเขารับผิดชอบนักเรียนทุนที่มีโอกาสตายสูงไว้เอง เนื่องจากเชื่อว่าทั้งหมดไม่สามารถต่อสู้ได้ ในขณะที่นักเรียนหัวกะทิก็ฝากเอาไว้กับเธอที่ดูจะอ่อนแอที่สุด อย่างน้อยๆก็รวมกันเป็น 4 คน น่าจะเอาตัวรอดได้ก่อนที่จะมีคนมาช่วยเหลือหลังบีบลูกแก้ว
เมื่อรับงานมาแล้ว เธอก็กลับไปพักผ่อนในกระโจม อาจารย์จะรับหน้าที่เฝ้าระวังค่ายให้ก่อน พวกนักเรียนที่รับภารกิจมาช่วยเหลือนั้นสามารถเก็บแรงเอาไว้ตอนท้ายได้ อย่างไรทุกคนก็ยังเป็นนักเรียนอยู่ และหน้าที่นี้...หลักๆแล้วเป็นของพวกอาจารย์
ซูหยวนใช้เวลาไปกับการรวบรวมสมาธิที่มีผลกับวิชาหอกและวิชาธนู ความก้าวหน้าของเธอช่วงนี้อยู่ในระดับดีมาก หนึ่งวิชาเป็นการใช้พลังงานเพื่อพรางตัว ในขณะที่อีกหนึ่งวิชาเป็นความพยายามลับความเฉียบคม เมื่อทั้งสองอย่างมารวมกัน...ซูหยวนก็มีความคิดที่จะทดลองปรับเปลี่ยนพวกมัน ด้วยการเคลื่อนไหวที่ทั้งบางเบา แต่กลับเฉียบคมจนสังหารศัตรูได้
ซูหยวนไม่ได้มีความคิดจะทำให้วิชาหอกแห่งแดนดอกเหมยกลายเป็นวิชาดุดัน ในเมื่อมันเป็นวิชาที่งดงาม เช่นนั้นจะปรับให้เป็นวิชาที่งดงามกว่าเดิมก็ได้
แน่นอนว่ามันยากมากๆ การเคลื่อนไหวที่ต้องเฉียบคมและบางเบานั้นต้องใช้สมาธิสูง ขอแค่เธอผ่านขั้นการควบคุมพลังงานไปได้ ขั้นต่อไปก็ไม่ยากแล้ว
เวลา 7 วันผ่านไปรวดเร็วมาก ไม่มีใครกล้ารบกวนซูหยวนอีก ทุกคนพยายามอยู่ห่างจากเธอ โดยเฉพาะพวกรุ่นน้องที่หวาดกลัวการลงมือของเธอครั้งก่อน
ขนาดเหลียงต้งไฉที่แข็งแกร่งมากที่สุดก็ยังบาดเจ็บขนาดนั้น พวกเขาที่อ่อนแอกว่า ถูกโจมตีไปจะไม่ตกตายเลยหรือ?
แน่นอนว่าการเว้นระยะนี้เป็นผลดีต่อซูหยวนด้วย คนไม่มาวุ่นวายก็ไม่เป็นเรื่องน่ารำคาญ เธอรู้สึกว่าภารกิจครั้งนี้ง่ายกว่าทุกครั้ง จนกระทั่งคืนวันที่ 7 ในขณะที่พวกนักเรียนปี 1 กำลังพักผ่อนอย่างสบายใจ ท่ามกลางความมืดมิด...เหล่ารุ่นพี่และพวกอาจารย์ก็เริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว
ซูหยวนติดตามพวกอาจารย์มาซ่อนตัว โดยเฉพาะเมื่อเธอที่มีทักษะการอำพรางตัวที่ยอดเยี่ยม จึงไม่เป็นปัญหามากนัก ในขณะที่รุ่นพี่บางคนยังถูกอาจารย์เรียกเตือนเพื่อให้ระวังการซ่อนตัวมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นถ้าถูกเปิดเผยตัว ความกดดันที่ต้องการมอบเป็นประสบการณ์ให้พวกนักเรียนใหม่ก็จะลดลงไปด้วย
กลางดึกเมื่อนักเรียนคนหนึ่งตื่นขึ้นมา เขาต้องการไปทำธุระส่วนตัวจึงได้พบว่าเวลานี้...อาจารย์และรุ่นพี่ทั้งหมดจากไปแล้ว
“อ๋า!! ทุกคนตื่นเร็วเข้า เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!”
เสียงกรีดร้องของเขาปลุกให้นักเรียนส่วนใหญ่ตื่นขึ้นมา นับว่าเป็นโชคดีของพวกเขา ไม่เหมือนกับตอนที่อันซูหยวนอยู่ปี 1 ตอนนั้นกว่าจะรู้ตัวก็ปาไปตอนที่สัตว์กลายพันธุ์บุกมาโจมตีแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมส่งเสียงแบบนั้น ไม่กลัวว่าพวกกลายพันธุ์จะได้ยินรึไง!”
“ดู ดูเร็วๆ อาจารย์กับพวกรุ่นพี่ไม่อยู่แล้ว ที่นี่เหลือแต่พวกเราเท่านั้น”
“อะไรนะ? จะเป็นไปได้ยังไง”
“ไม่นะ! เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมพวกอาจารย์ถึงได้ทิ้งพวกเราไว้ที่นี่ล่ะ”
“ดูสิ มีข้อความทิ้งเอาไว้” พวกนักเรียนชั้นปี 1 แตกตื่นกันมาก พวกเขายังชะล่าใจ คิดว่าตัวเองน่าจะผ่านภารกิจนี้ไปได้ ก็แค่ตามหลังอาจารย์แล้วรักษาตัวรอดเท่านั้น ทว่า...ไม่ได้คิดเลยว่าจะถูกทิ้งเอาไว้เช่นนี้
ซูหยวนแอบมองอยู่สักพักก่อนจะขมวดคิ้ว เธอรีบหาเป้าหมายที่ต้องดูแลของตนเอง พบว่ากลุ่มของเหลียงต้งไฉสวมชุดป้องกันกันแล้ว สมกับเป็นเด็กนักเรียนที่อาจารย์คาดหวังเอาไว้
“มีสัตว์กลายพันธุ์ 2 ตัวกำลังมาทางนี้”
ซูหยวนส่งสัญญาณนี้ให้อาจารย์ทุกคนรู้ แม้ระยะยังห่างอยู่เกือบ 700 เมตร แต่ก็มองเห็นทิศทางได้ สัตว์กลายพันธุ์พวกนั้นคงได้กลิ่นเด็กๆแล้ว ถ้าพวกเขามีผงไล่สัตว์กลายพันธุ์หรือผงลบกลิ่นคงจะดี ทว่า...ไม่ใช่นักเรียนทุกคนจะเตรียมพร้อมเหมือนรุ่นของเธอ
พวกเขาได้เปรียบตรงที่รู้ตัวเร็วจึงรีบสวมชุดป้องกันได้ ในขณะที่รุ่นของซูหยวน...ข้าวของมากมายถูกทำลายไปจนสิ้น แต่ดีที่มีผงยาไล่สัตว์กลายพันธุ์อยู่ ทำให้สามารถกลับมาพักผ่อนร่วมกันได้จนภารกิจเสร็จสิ้น
พวกรุ่นพี่ขมวดคิ้ว พวกเขายังจับสัมผัสไม่ได้เลย รุ่นน้องคนนี้กลับแจ้งเตือนให้รู้ก่อนแล้ว แน่นอนว่าใช้เวลาไม่นาน สัตว์กลายพันธุ์ที่ซูหยวนพูดถึงก็มาปรากฏตัวต่อหน้าแล้ว ต่อให้ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าข้อมูลที่ซูหยวนบอกเป็นเรื่องจริง
“ระวัง! มีพวกกระรอกสองเมตรกลายพันธุ์กำลังมุ่งมาทางนี้ พวกมันคงจะได้กลิ่นของพวกเรา!” เสียงนักเรียนคนหนึ่งร้องเตือน
เหลียงต้งไฉเตรียมตัวสู้ทันที เขาถือขวานใหญ่ด้วยมือทั้งสองข้าง ความแข็งแรงของเขาก็ได้มาจากการฝึกฝนวิชาขวานของตระกูลนี้เอง
“พวกผู้ป้องกันกันมาข้างหน้า คนที่สามารถโจมตีได้มาตั้งเป็นด่านรับ ให้พวกโจมตีระยะไกลอยู่ด้านหลัง และพยายามโจมตีออกไปก่อน” เหลียงต้งไฉรวดเร็วมาก บุคลิกความเป็นผู้นำของเขาประโยชน์ในสถานการณ์เช่นนี้จริง แม้แต่ซูหยวนก็ยังยอมรับ
“จี๊ด!!”
เสียงแหลมของกระรอกสองเมตรกลายพันธุ์ทำให้พวกรุ่นน้องต้องอุดหู หางเป็นพวงของมันเต็มไปด้วยหนามแหลม สะบัดครั้งเดียวก็ทำให้ผู้คนได้รับบาดเจ็บได้แล้ว
“ระวัง!” เสียงร้องเตือนดังขึ้นพร้อมกับพวกนักเรียนที่ล้มระเนระนาด แม้พวกเขาจะเตรียมอุปกรณ์ป้องกันแล้ว แต่ก็ไม่สามารถรับการโจมตีนี้ได้อยู่ดี โชคดีที่มันไม่ทำให้พวกเขาบาดเจ็บถึงชีวิต
“ตอนนี้แหละ!” เหลียงต้งไฉสะบัดมือ ครูดปลายขวานเข้าด้วยกันจนเกิดประกายไฟ อาวุธของเขาดูแล้วไม่ธรรมดา มีผลึกพลังงานติดอยู่ด้วย ดังนั้นหลังจากที่เติมเชื้อไฟไปแล้ว ความรุนแรงจากการโจมตีก็เพิ่มขึ้นสูงมาก
เขากระโดดออกไปข้างหน้าอย่างไม่กลัวตาย ปลุกใจพวกเพื่อนๆได้เป็นอย่างดี แต่ละคนส่งเสียงคำรามออกมาก่อนจะกระโจนเข้าไปบ้าง เพียงแต่...
ปัง!!
กระรอกสองเมตรกลายพันธุ์เป็นพวกที่จะโจมตีได้ง่ายๆหรือ? หากนี่เป็นสัตว์กลายพันธุ์จากเขต A พวกเขาน่าจะเอาชนะพวกมันได้จากการโจมตีเช่นนี้ ทว่า...ความต่างชั้นของระดับพลังงานของนักเรียนและสัตว์กลายพันธุ์ทำให้มีช่องว่างอยู่ ไม่อาจอาศัยความบ้าดีเดือดอย่างเดียวในการเอาชนะได้
หางของกระรอกสองเมตรกลายพันธุ์ที่เต็มไปด้วยหนามฟาดนักเรียนคนหนึ่งจนกระเด็นออกไป เขาถึงกับสลบไปในการโจมตีเดียว ทำให้พวกนักเรียนที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาหยุดเท้าของตนเองด้วยความหวาดกลัว
การต่อสู้ที่ชี้เป็นชี้ตายนี้ หากมีช่องโหว่ย่อมต้องสร้างความได้เปรียบให้คู่ต่อสู้แน่นอน แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง...กระรอกสองเมตรกลายพันธุ์ไม่รอให้พวกนักเรียนตั้งตัวได้ ตัวหนึ่งใช้หางโจมตีนักเรียน ในขณะที่อีกตัวก็กำลังกางกรงเล็บของตนเอง หวังสังหารนักเรียนที่กำลังรวมกลุ่มกันจากด้านหลัง
ความเร็วของพวกมันแม้จะไม่เท่ากับหนูขาวกลายพันธุ์ ก็ไม่ได้แย่ไปกว่ากันมากนัก ยิ่งการประสานการโจมตีของพวกมันด้วยแล้ว ยิ่งเห็นชัดเจนเลยว่าโอกาสในการเอาชนะพวกกลายพันธุ์นี้คงจะเป็นไปได้ยาก แม้แต่เหลียงต้งไฉที่อยากจะโค่นล้มพวกมันก็รับรู้ได้ว่าแทบจะไม่เหลือโอกาสแล้ว
“คนที่บาดเจ็บหนักให้รีบใช้ลูกแก้วขอความช่วยเหลือ ส่วนคนที่ยังต่อสู้ได้....พยายามวิ่งหนีไปก่อน ถ้าเป็นไปได้...ก็อยู่จนกว่าจะครบกำหนด” เหลียงต้งไฉตัดสินใจในที่สุด
เขารู้ดีว่าการรวมกลุ่มของพวกนักเรียนนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือพวกเขายังช่วยเหลือกันได้ แต่ข้อเสียก็คือ...ยิ่งจำนวนมากเท่าไร ก็ยิ่งดึงดูดนักล่าให้เข้ามามากเท่านั้น ตอนนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเสี่ยงดวง หากมีคนโชคดีก็อาจจะรอดกลับไปได้ แต่คนที่โชคร้าย...เช่นนั้นก็ต้องโทษที่ชะตากำหนดมาแล้ว
…………………………..