บทที่ 258 มอบหมายภารกิจ (อ่านฟรี 20 พ.ย. 68)
บทที่ 258 มอบหมายภารกิจ (อ่านฟรี 20 พ.ย. 68)
บทที่ 258 มอบหมายภารกิจ
ได้ยินคำพูดของจ่าสิบเอกไป๋ ซูหยวนก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการหาเรื่องเธอแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เคยมีปัญหากันเรื่องชื่อผู้เขียนวิธีการจัดเอกสาร ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยชอบเด็กอย่างเธอที่ได้รับใบหน้าใหญ่โตมากนัก อีกอย่าง สำคัญที่สุดก็คือเธอเป็นคนของจ่าสิบโทรุ่ย ไม่น่าแปลกใจเลยที่อคติต่อเธอจะสูงมากกว่าคนอื่น
ก็นะ เห็นเธอได้ดีขนาดนี้ทั้งๆที่ติดตามจ่าสิบโทรุ่ย มันก็เหมือนกับว่าจ่าสิบโทรุ่ยได้หน้าไปด้วย ในขณะที่ผู้ติดตามของเขาเองยังไม่ก้าวไปถึงไหนเลย แบบนี้เขาคงไม่ยอมรับง่ายๆ
ซูหยวนไม่ได้โต้แย้งอะไร เธอเสนอตัวช่วยเหลือก็เพราะต้องการตอบแทนพันโทหวงที่ออกหน้าช่วยพูดให้ครั้งก่อนก็เท่านั้น อีกอย่าง...แนวคิดเรื่องจัดการกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ก็ไม่น่ายุ่งยากเท่าไร จึงไม่ถือว่าเป็นการทำงานที่หนักเกินไป แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะสร้างความดีความชอบจากงานเล็กๆน้อยๆนี้อยู่แล้ว
ก็เหมือนกับที่พันโทหวงและร้อยเอกหูพูดกัน นี่เป็นเรื่องเล็กๆของเขต B เท่านั้น นักวิจัยของกองทัพจะต้องเสียเวลามาศึกษาเรื่องพวกนี้ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองเกินไป ต่อให้เป็นซูหยวนก็ตาม ถ้าเธอใช้เวลาช่วงนี้เพื่อช่วยเหลืองานวิจัยเกี่ยวกับหุ่นรบอินทรีย์ ต่อให้ไม่ก้าวหน้าเลยสักนิด หากแต่การช่วยจัดการเอกสารให้พวกเขา ก็ยังถือว่าทำประโยชน์ให้ได้มากกว่ารับภารกิจนี้เลย
เพราะแบบนั้น ซูหยวนจึงยกยิ้มจางๆแล้วพูดให้อีกฝ่าย
“จ่าสิบเอกไป๋พูดได้ถูกต้องจริงๆค่ะ ถ้าอย่างนั้น...ในเมื่อคุณกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก การศึกษาเรื่องนี้ก็ขอมอบให้คุณจัดการแทนนะคะ มันคงจะดีกว่าถ้าให้จ่าสิบเอกไป๋จัดการ”
คนชะงักไปเมื่อได้ยินเด็กสาวยอมแพ้ง่ายๆ ในความคิดของเขา...นี่เป็นโอกาสดีที่เธอจะรีบคว้าเอาไว้ เพราะการมีห้องทำงานส่วนตัวเป็นเรื่องใหญ่มาก
จ่าสิบเอกไป๋จำได้ดี ตอนที่เขาเข้ากองทัพแรกๆ กว่าจะได้รับห้องของตัวเองต้องใช้เวลากว่า 10 ปี แสดงผลการศึกษาของตัวเองออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่าจึงได้รับการยอมรับ
พอได้ยินว่าอันซูหยวนคนนี้จะได้รับห้องทำงานส่วนตัวง่ายๆ ทั้งไม่ได้เป็นทหารของฝ่ายศึกษาวิจัยเพื่อมนุษย์ชาติด้วยซ้ำ เขายิ่งไม่สามารถทนรับความลำเอียงนี้ แต่...อันซูหยวนคนนี้ไม่ต่อสู้หน่อยหรือ? แม้จะไม่เหมาะสม แต่เธอก็ควรจะต้องแสดงความอยากได้บ้างสิ หรือเธอจะบอกว่าไม่ได้สนใจเรื่องที่ตัวเองจะได้รับห้องทำงานส่วนตัวรึเปล่า จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง!
“จ่าสิบเอกไป๋ คุณคิดว่ายังไง” พันโทหวงขมวดคิ้วเล็กน้อย
แม้เขาจะไม่เห็นด้วยที่จ่าสิบเอกไป๋เข้ามาขวาง ในความคิดของเขา...เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากนัก ส่งใครไปทำก็น่าจะได้ผลลัพธ์โดยไม่ยากนัก เพราะแบบนั้น..เมื่อได้ยินว่าอันซูหยวนเสนอตัวเองมาช่วย เขาจึงรู้สึกขอบคุณมากกับความเสียสละนี้ ใครจะคิดว่าจ่าสิบเอกไป๋ถึงกับโง่งม เอาตัวเองเข้ามาเกี่ยว ตอนนี้เป็นอย่างไร? แทนที่จะได้ทำงานของตัวเอง กลับต้องรับงานไร้สาระนี้ไปทำเสียนี่!
“เรื่องนั้น....”
“ให้จ่าสิบเอกไป๋รับภารกิจนี้ก็แล้วกัน น้ำใจของจ่าสิบโทอันพวกเรารับรู้แล้ว แต่เหมือนกับที่จ่าสิบเอกไป๋พูด อาจจะมีคนสร้างปัญหาถ้าพวกเรามอบสิทธิในการใช้ห้องวิจัยกับคุณ” ร้อยเอกหูขยับตาให้คนเป็นหัวหน้าและอันซูหยวน
ในเมื่อคนต้องการหาเรื่องให้ตัวเองนัก อย่างนั้นก็มอบปัญหานี้ไปเลยก็แล้วกัน ต่อไปจะได้คิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะพูดอะไรออกมา
เห็นพวกผู้นำตัดสินใจแบบนั้น อีกทั้งยังมีเด็กสาวไร้ยางอายยืนยิ้มหน้าระรื่นอีก เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับคำสั่งนี้ ...
เมื่อคนกลับไป เขาก็รู้สึกปวดหัวจี้ดขึ้นมา เดิมทีคิดจะไปคุยกับพวกผู้ใหญ่เพื่อให้เลื่อนเวลาในการนำเสนอรายงานของรอบนี้ออกไป เนื่องจากผลการศึกษายังไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมาแม้สมาชิกในทีมของเขาจะพยายามกันมากแล้ว หากต้องออกไปนำเสนอก็มีแต่จะสร้างความอับอายให้ตัวเองเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่ายังไม่ทันได้พูดเรื่องนี้...กลับไปรับงานเพิ่มเข้ามาอีก ถ้าพวกผู้ช่วยของเขารู้เข้า ไม่แน่ว่าอาจจะร้องไห้ออกมาเลยก็ได้
งานเดิมยังล้นมือ งานใหม่กลับเพิ่มเข้ามาอีก ต่อให้มีสองหัวสิบมือก็ทำไม่ทัน!
“ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กนั่น ฉันจะต้องออกตัวแบบนี้หรอ! ฮึ่ม! น่าหงุดหงิดจริงๆ” ชายอายุมากกำหมัดแน่น เจตนาสังหารของเขาเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
ปกติงานวิจัยของเขาก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการสร้างหรือศึกษาเพื่อคิดวิธีป้องกัน หากแต่เน้นไปที่การทดลองร่างมนุษย์ ดังนั้นเมื่อนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้สมาชิกในทีมของเขารู้ ทุกคนก็สับสนเป็นอย่างมาก
แม้งานจะมากมายขนาดไหน แต่พวกผู้นำก็น่าจะเข้าใจรูปแบบการศึกษาของพวกเขาไม่ใช่หรือ? พวกเขาฝ่ายศึกษาวิจัยร่างกายมนุษย์ ไม่ต้องพูดถึงงานใหญ่ที่กำลังค้างเติ่งอยู่ในมือ พูดแค่เรื่องความถนัด...จะให้พวกไปหาวิธีจัดการพวกกลายพันธุ์ได้อย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์กลายพันธุ์ระดับสูงหรือต่ำ ทั้งหมดก็คือสัตว์กลายพันธุ์ที่พวกเขาไม่รู้เรื่องเลย เป็นเช่นนี้แล้ว...ต่อให้มอบภารกิจง่ายๆมา พวกเขาก็อาจต้องใช้เวลาตลอด 1 ปีในการศึกษา แล้วงานสำคัญที่กำลังทำอยู่ไม่จำเป็นอีกต่อไป? สรุปแล้วพวกเขาต้องทำงานวิจัยชิ้นไหนก่อนแน่!
“จ่าสิบเอกไป๋ครับ เรื่องนี้...พวกเราจะสามารถทำได้ยังไงครับ จะให้พวกเราหาวิธีจัดการไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ของเขต B เอาแค่ว่าพวกเรารู้จักไก่หงอนแดงกลายพันธุ์นั่นหรือเปล่าก่อน ให้พวกเราหาวิธี...ไม่ใช่จะบอกให้พวกเราเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดหรอครับ”
“นั่นน่ะสิหัวหน้า งานพวกเราที่จะเตรียมรายงานรอบต่อไปยังไม่เสร็จไปถึงไหนเลย แล้วยังจะให้งานใหม่เพิ่มเข้ามาอีก พวกเราทำไม่ทันแล้วจริงๆครับ”
“แค่งานเดิมก็ยังคิดว่าพวกฝ่ายศึกษาอื่นๆจะต้องหัวเราะความคืบหน้าที่เป็น 0 ของพวกเราแน่ ถ้าพวกผู้นำถามถึงการเริ่มศึกษางานใหม่อีก แล้วก็รู้ว่าไม่มีความคืบหน้าอีก แทนที่พวกเขาจะแค่หัวเราะเยาะ คงจะเปลี่ยนเป็นการดูถูกแทน”
“พวกผู้นำก็เกินไปจริงๆ คิดจะใช้พวกเราให้ตายไปเลยรึไง? ทำกับพวกเราแบบนี้ แล้วเคยมอบภารกิจเกี่ยวกับอวัยวะมนุษย์ให้ฝ่ายอื่นๆศึกษาบ้างหรือเปล่า ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ความคิดแบบนี้...อยากถามจริงๆว่ายังปกติอยู่ไหม”
“ใช่ๆ ภารกิจพวกนี้มอบมาให้พวกเราทำ ยังปกติอยู่ไหม!!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกในทีมทำเอาดวงตาของจ่าสิบเอกไป๋เปลี่ยนเป็นมืดมน ตัวเขายังพูดไม่ทันจบ พวกลูกทีมก็ส่งเสียงกันออกมาแล้ว อีกอย่าง..คำพูดของพวกมันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ? ถึงกับตั้งคำถามว่าการให้ภารกิจนี้กับพวกเขากลายเป็นคนไม่ปกติเสียแล้ว! ฮึ่ม!! เจ้าพวกนี้...ใช่! เหมือนพวกมันกำลังด่าเขาอยู่เลยใช่ไหม!
สมาชิกในกลุ่มศึกษาไหนเลยจะรู้ว่าภารกิจนี้ไม่ใช่เป็นผู้นำที่ต้องการมอบให้พวกเขา แต่เป็นหัวหน้าของพวกเขาที่หาเรื่องเข้าไปเอง แถมสิ่งที่ตกลงกันไว้ว่าจะให้หัวหน้าขอเลื่อนการรายงานผลการศึกษารอบนี้ก็ยังไม่ทันได้พูดออกไป ดังนั้นตอนนี้จึงเหลือแค่ต้องหาวิธีรับมือเรื่องน่าปวดหัวพวกนี้แล้ว
ทางพันโทหวงและร้อยเอกหู เมื่อเห็นว่าจ่าสิบเอกไป๋จากไปแล้ว พวกเขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มองไปยังซูหยวนที่ยังยืนอยู่ด้วยความเหนื่อยใจ
“ความวุ่นวายของฝ่ายศึกษาวิจัยนั้นเป็นปัญหาจริงๆ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันอย่างดี ตอนนี้มนุษย์ชาติคงจะได้อะไรไปไม่น้อยแล้ว เฮ้อ ปัญหานี้...ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นผู้นำก็แก้ไม่ตก ฉันเองพยายามจะประนีประนอมมากที่สุดแล้ว ก็ยังเกิดเรื่องขึ้นได้อีก”
“ท่านอย่าคิดมากเกินไปเลยครับ ข้อดีของความขัดแย้งก็มีเหมือนกัน อย่างน้อยๆพวกเขาก็จะช่วยพวกเราตรวจสอบงานของคนอื่นไปด้วย ไม่ปล่อยให้งานผิดพลาดถูกเผยแพร่ออกไปจนเกิดปัญหาต่อมนุษย์ชาติ”
ร้อยเอกหูพยายามช่วยปลอบประโลมหัวหน้าให้คิดในแง่ดีเข้าไว้ ที่ผ่านมาปัญหาของความขัดแย้งเหล่านี้มากเกินไป ไม่ใช่ว่าปิดภาคเรียนที่แล้ว...อันซูหยวนก็ยังได้เห็นความขัดแย้งที่รุนแรง กระทั่งจ่าสิบโทเฟยถูกจับไปหรือ? เรื่องนั้นทำให้เกิดปัญหามาก งานของจ่าสิบโทเฟยทั้งหมดต้องกระจายไปให้ทีมอื่นๆ เหมือนกับต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด นับว่าเป็นปัญหาที่ทำให้ปวดหัวมากจริงๆ
“ไม่ต้องมาปลอบฉันหรอก เรื่องนี้ต่างก็รู้ดี กลับมาเรื่องภารกิจดีกว่า” ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าพันโทหวงยังคงพูดถึงภารกิจที่มอบให้จ่าสิบเอกไป๋ไปแล้ว เรื่องนี้...ยังต้องพูดกันอีกหรือ?
“แม้จะบอกว่ามอบภารกิจให้จ่าสิบเอกไป๋ไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องการมอบหมายปากเปล่าเท่านั้น ในความเป็นจริง...พวกเรารู้ดีว่าจ่าสิบเอกไป๋ไม่มีทางจะเสียเวลาไปศึกษาเรื่องนี้แน่ ทว่า...คำสั่งนี้เป็นคำสั่งของพวกผู้นำฝ่ายปกครอง ให้เวลามาแค่ครึ่งปีเท่านั้น ถ้าไม่เสร็จ...พวกเราจะถูกตำหนิแล้วก็ลดเงินสนับสนุน ดังนั้น...ฉันจึงอยากจะให้จ่าสิบโทอันช่วยศึกษาด้วยอีกแรง”
“แบบนี้จะไม่เป็นการข้ามหน้าข้ามตาจ่าสิบเอกไป๋หรอคะ” ซูหยวนไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ถึงจะรู้ว่าพันโทหวงพูดจริงเกี่ยวกับการศึกษาของจ่าสิบเอกไป๋ ทว่า...มันก็ควรจะต้องเชื่อใจลูกน้องที่ได้รับงานไปก่อนไม่ใช่หรือ?
เมื่อก่อน เธอเคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เจ้านายไม่เชื่อใจลูกน้องใหม่อย่างเธอ ดังนั้นจึงมอบให้เธอทำงานนี้ แต่ขณะเดียวกันก็มอบให้รุ่นพี่ที่ทำงานมาก่อน ทำงานชิ้นเดียวกับเธอด้วย
ที่ทำให้เธอรู้ก็คือ รุ่นพี่ที่ทำงานคนนั้นกลับเอาคำสั่งนี้มาใช้เธอต่อ เป็นงานชิ้นเดียวกัน คำสั่งเดียวกัน พอซูหยวนทำงานเสร็จก็เอางานของเธอไปส่งโดยบอกว่าตัวเองเป็นคนจัดการ ส่งผลให้ซูหยวนไม่มีงานไปส่ง ถูกตำหนิยกใหญ่ไปเกือบ 1 สัปดาห์ จนกระทั่งมีคำถามจากลูกค้าเกี่ยวกับงานชิ้นนั้น เมื่อหัวหน้าเรียกรุ่นพี่ไปสอบถามก็เลยพบว่าเธอตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ ปรากฏว่าเป็นซูหยวนที่จัดการ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจว่าชิ้นงานที่ผ่านนั้นเป็นของเธอ
น่าเสียดายที่หัวหน้าตอนนั้นไม่ใช่หัวหน้าที่ใจกว้าง เมื่อรู้ว่าเธอเป็นฝ่ายถูกแล้วตัวเองเป็นฝ่ายผิด กลับไม่พูดขอโทษซักคำ แล้วยังไปพูดนินทาเธอให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นรู้ว่าเธอเป็นพวกแข็งทื่อ โดนตำหนิเรื่องไม่ผิดก็ไม่ยอมอธิบาย คนแบบเธอคงจะไม่ฉลาดเฉลียวมากนัก
ซูหยวนจดจำหัวหน้าคนนั้นไว้ตลอด เมื่อถึงเวลาที่เธอขึ้นเป็นหัวหน้าของเขา เธอก็ไม่กล้ามอบหมายงานให้เขาทำจนไม่เกิดผลงาน ตอนนั้นเขามาถามว่าทำไมเธอถึงมีอคติต่อเขา ซูหยวนจึงได้ตอบกลับไปว่า เธอไม่ได้มีอคติ แต่เธอไม่เชื่อใจคนที่ไม่ฟังปัญหาของลูกน้อง เอาแต่โทษทุกอย่างไปที่ลูกน้อง เพราะถ้างานออกมาไม่ดี...เธอจะไม่ได้รับความรับผิดชอบใดๆจากเขาเลย
คงจะมีแค่เด็กคนหนึ่งเป็นแพะรับบาปในความผิดพลาดไป แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคำพูดของเธอ เห็นได้ชัดว่ายังจำเรื่องราวในอดีตได้อยู่ ส่งผลให้เขาทำได้แค่เงียบไปเท่านั้น
แน่นอนว่าเรื่องนี้อาจจะต่างกันอยู่บ้าง แต่ซูหยวนก็ยังไม่ชอบใจอยู่ดี ถ้าเกิดว่าฝั่งของจ่าสิบเอกไป๋อยากจะรับผิดชอบงานของตัวเองขึ้นมา เสียเวลามากมายเพื่อศึกษางานนี้ แม้จะยังไม่สำเร็จเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์กลายพันธุ์ ทว่า...เธอสมควรที่จะทำลายความพยายามของเขาหรือ?
ถึงจะไม่รู้ว่าซูหยวนคิดอะไร แต่พันโทหวงก็ไม่คร้านจะอธิบายให้เธอฟังอีกสักหน่อย
“อีก 4 วันข้างหน้า จะมีการรายงานความคืบหน้าภารกิจที่รับไปอยู่ ฉันจะถามถึงแผนการศึกษาเรื่องนี้ของพวกเขา ถ้า 4 วันแล้วยังคิดแผนศึกษาไม่ออก อย่างนั้นจะยกเลิกภารกิจนี้ของพวกเขา ถึงเวลานั้น...เธอจะค่อยเริ่มลงมือก็ได้”
“ยังไงเสีย เรื่องนี้ก็แค่ต้องการสั่งสอนเขาเท่านั้น ให้เขาปวดหัวไปก่อน 4 วัน เดี๋ยวครั้งหน้าจะได้รู้ว่าไม่ควรยุ่งเรื่องการตัดสินใจของพวกฉันอีก” ได้ยินแบบนั้น...ซูหยวนก็พยักหน้าเข้าใจ
ปรากฏว่าพันโทหวงไม่ใช่คนไร้ความคิด ตัวเขาแม้จะอยากลงโทษอีกฝ่าย แต่ก็ต้องการสั่งสอนไปในตัว นี่ก็เพื่อการพัฒนาในอนาคต หวังว่าจ่าสิบเอกไป๋จะไม่บุ่มบ่ามทำเรื่องเช่นนี้อีก เพราะสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นภัยของตัวเอง
หลังจากพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจนี้อีกเล็กน้อย ซูหยวนก็กลับออกมาจากห้องของพันโทหวง เห็นเด็กสาวออกไปอย่างนั้น ทั้งสองก็ลอบมองหน้ากันเอง
“หัวหน้าครับ เรื่องขอให้จ่าสิบโทอันมาอยู่ฝ่ายศึกษาวิจัยของพวกเราเป็นยังไงบ้างครับ” ร้อยเอกหูกระซิบถามอย่างมีความหวัง พันโทหวงถอยหายใจออกมาเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
นึกย้อนกลับไป เนื่องจากงานเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฝั่งผู้นำต้องการยกระดับความสามารถของผู้คนเพื่อไล่ตามความก้าวหน้าทางทหาร ดังนั้นจึงต้องรับภารกิจน้อยใหญ่มากมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเหล่าผู้ที่ไม่มีเงินทุน ด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้ พวกเขาจึงอาศัยโอกาสขอตัวจ่าสิบโทอันมาช่วยงาน ใครจะไปคิดว่าเรื่องนี้กลับเจอปัญหามากมายเข้า
ไม่ใช่แค่ทหารฝ่ายปฏิบัติการเท่านั้นที่ต่อต้านคำขอนี้ แม้แต่ทหารหน่วยสนับสนุน หรือองค์กรเกษตรกร ทั้งสองหน่วยนี้กลับยื่นเรื่องขอให้จ่าสิบโทอันไปช่วยงานของตนบ้าง
เมื่อสามกลุ่มมาเจอกัน ความขัดแย้งจึงได้เริ่มต้นขึ้น สุดท้ายคนที่ชนะก็มีแค่คนเดียว...
“เฮ้อ อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย”
“หัวหน้า?”
“จ่าสิบโทอันเป็นคนของพลทหารพิเศษ”
“แล้วอย่างไรครับ”
“แล้วอย่างไรอะไรล่ะ! แค่พวกนั้นพูดว่า...ถ้ามอบคนของเขาให้ฝ่ายไหนเป็นการส่วนตัว พวกภารกิจพิเศษทั้งหมดก็คงทำต่อไม่ได้แล้ว แค่นี้พวกผู้นำก็แทบจะคุกเข่าลงไปขอโทษพวกเขาแล้ว ฮึ่ม! อาศัยอะไร! อาศัยแค่ว่าตัวเองพิเศษหน่อยก็ควบคุมแผ่นฟ้าแล้ว เจ้าพวกนั้นน่ะ...ฮึ่ย!!”
แม้พันโทหวงจะหงุดหงิดและอยากต่อว่าพวกทหารพิเศษอีกหลายๆคำ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าควรจะหาคำอะไรมาว่าพวกนั้นดี
สังคมในหน่วย...อ่า พวกเขาสนิทกันมาก รักใคร่เหมือนพี่น้องกันจริงๆ ต่างกับฝ่ายศึกษาวิจัยของพวกเขาเยอะ
ความสำเร็จของหน่วย...ฮ่า! เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึง ภารกิจมากมายที่สำคัญๆ พวกเขาทำเสร็จทั้งหมด ทำง่ายดายราวกับแค่พลิกฝ่ามือ
สิทธิประโยชน์....ฮึ! แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่าจะต้องเลือกฝ่ายไหน
สุดท้ายแล้ว เขาจะมีอะไรไปสู้!!
………………………………………