LNCrawler

บทที่ 259 ตำหนิต่อหน้าผู้คน (อ่านฟรี 21 พ.ย. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 259 ตำหนิต่อหน้าผู้คน (อ่านฟรี 21 พ.ย. 68)

บทที่ 259 ตำหนิต่อหน้าผู้คน

 

เหมือนที่พันโทหวงพูดเอาไว้ไม่ผิด สี่วันหลังจากนั้นทหารทุกคนก็ได้เข้าไปฟังการรายงานผลความก้าวหน้าของฝ่ายต่างๆ ทางจ่าสิบโทรุ่ยนั้นก้าวหน้าไปมากแล้ว ได้รับเสียงปรบมือไม่น้อย แต่ไม่รู้ว่าจงใจหรือไม่...คนที่ต้องรายงานต่อจากเขาก็คือจ่าสิบเอกไป๋นั่นเอง

            

ชายที่อายุมากกว่ากระอักกระอ่วนเมื่อต้องขึ้นไปรายงาน ความก้าวหน้าในการวิจัยของเขามีแค่การรวบรวมข้อมูล แม้แต่วิธีการศึกษาเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมาย และแก้ไขข้อผิดพลาดจากการรายงานครั้งก่อนก็ยังไม่มี ส่งผลให้ทั้งห้องเงียบกริบ สายตาของทุกคนมองไปยังจ่าสิบเอกไป๋มีแค่ความผิดหวังเท่านั้น

 

“จากที่รายงานมา หมายความว่าตลอดไตรมาสที่ผ่านมา ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆเลยใช่ไหม” พันโทหวงขมวดคิ้ว กล่าวถามอีกฝ่ายเสียงขรึม

 

“...................” จ่าสิบเอกไป๋ไม่พูดอะไรอีก เขาแค่ก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความอับอายเท่านั้น

 

“เฮ้อ เอาเถอะ ปัญหาจากครั้งก่อนก็คงจะยากจริงๆ เรื่องนั้นฉันคาดหวังเอาไว้ไม่น้อย ครั้งหน้าคงจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้ อย่างน้อยๆฉันก็อยากจะได้เห็นทิศทางการศึกษาครั้งต่อไป ไม่ใช่เอาแต่มาพูดถึงความคืบหน้าในการอ่านเอกสารมั่วๆ ไม่อย่างนั้น...ใครในห้องนี้ก็คงจะรายงานแบบนั้น แล้วฉันก็จะเอาอะไรไปนำเสนอพวกผู้นำไม่ได้เลย”

 

“ขออภัยครับ” จ่าสิบเอกไป๋กำหมัดแน่น คิดว่าตัวเขาไม่ต้องการความคืบหน้าหรือ? แต่เพราะยังจับทิศทางไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหนต่างหากจึงมีผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ 

           

 ถึงจะไม่พอใจ กระนั้นมันก็เป็นความผิดของเขาอยู่ดี ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยอมรับผลการตำหนินี้ อย่างไรก็ตาม...พันโทหวงไม่ได้วางแผนจะหยุดการโจมตีเขาเอาไว้เท่านี้ คนโบกมือแล้วพูดต่อ

 

“เอาล่ะ เรื่องงานสำคัญที่ยุ่งยากนี้ยังสามารถมองผ่านไปได้ แล้วเรื่องภารกิจที่เพิ่งมอบไปล่ะ การหาวิธีจัดการกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เขต B น่าจะมีอะไรคืบหน้าบ้างแล้วใช่ไหม? ยังไงก็เป็นแค่การศึกษาระดับทั่วไปเท่านั้น ฉันไม่ขอความคืบหน้ามากนัก แค่อยากรู้ทิศทางการศึกษาเริ่มต้นเท่านั้น” 

            

เมื่อพันโทหวงถามมาแบบนี้ จ่าสิบเอกไป๋ก็ชะงักไป ไม่กี่วันที่ผ่านมา...พวกเขารีบค้นคว้าเพื่อที่จะทำให้ความคืบหน้าของงานใหญ่มากขึ้นก่อน ดังนั้น...เรื่องภารกิจใหม่ที่เพิ่งรับไป แทบจะจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ!

 

“เอ่อ....” 

 

“เอ่อ อะไร?”

 

“คือว่า...เรื่องการศึกษานั้น....”

 

“มีอะไรจะพูดก็พูดมาได้เลย ทำไมต้องทำตัวอ้ำๆอึ้งๆด้วย ไม่สมกับเป็นจ่าสิบเอกไป๋เลยนะ” พันโทหวงทำเป็นไม่รู้ ทว่าในความจริงแล้ว...เขารอให้อีกฝ่ายแสดงบทบาทนี้ตั้งแต่วันที่ออกคำสั่งแล้ว

            

ซูหยวนมองอยู่ไกลๆ ดูเหมือนว่าการคาดเดาของพันโทหวงจะถูกต้องจริงๆ ปรากฏว่าเขารู้จักลูกน้องของตัวเองมากเลยสินะ ไม่อย่างนั้นจะมั่นใจได้ยังไงว่าจ่าสิบเอกไป๋จะไม่เริ่มการศึกษาใดๆเกี่ยวกับภารกิจใหม่นี้เลย

 

“คือว่า...”

 

“หรือจะบอกว่ายังไม่ได้เริ่มทำการศึกษางั้นหรอ?” พันโทหวงพูดสรุปขึ้นมา สีหน้าของจ่าสิบเอกไป๋ก็บ่งบอกทุกอย่างแล้ว

 

“หมายความว่ายังไง ไม่ใช่ฉันบอกไปแล้วหรอว่านี่เป็นคำสั่งตรงจากพวกผู้นำน่ะ! นักเรียนรุ่นใหม่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน แต่คุณ! คุณกำลังทำให้ทุกอย่างช้า จงใจขัดขวางคำสั่งของพวกผู้นำงั้นหรือ?”

 

“มะ ไม่ใช่แบบนั้นแน่นอนหัวหน้า นี่เป็นเพราะพวกเรากำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมการรายงานรอบไตรมาส ก็เลยยังไม่ได้ลงมือศึกษาเลย นี่อาจจะเป็นความผิดของฉันเอง แต่หัวหน้าก็น่าจะรู้ว่างานไหนที่สำคัญที่สุดใช่ไหม?”

 

“โอ้ ในเมื่อรู้ว่าตัวเองมีงานสำคัญที่ต้องทำ เช่นนั้นทำไมจ่าสิบเอกไป๋ถึงต้องอยากรับภารกิจเร่งด่วนนั้นด้วย”

 

“เรื่องนั้น....” เขาบอกตอนไหนว่าอยากรับภารกิจเร่งด่วนนั้นกันล่ะ! ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็ถูกโยนใส่หัวมาหรือ? สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นว่าได้สร้างความอับอายให้ตัวเองเพิ่มอีก

            

ในขณะที่พันโทหวงกำลังตำหนิจ่าสิบเอกไป๋อยู่บนเวทีรายงานผลความคืบหน้า หน่วยอื่นๆก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว ทุกคนไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับภารกิจประหลาดนั่น ทั้งยังไม่คิดด้วยว่าจ่าสิบเอกไป๋จะเป็นคนรับภารกิจนี้ไปทำ ไม่ใช่แค่ว่ามันไม่เกี่ยวกับงานศึกษาของเขาเท่านั้น มันยังเป็นภารกิจเล็กๆน้อยๆที่เอามาก็มีแต่จะทำให้เสียเวลา

            

ต่อให้เป็นฝ่ายสร้างสรรค์ พวกเขาก็ไม่ต้องการภารกิจวุ่นวายนี้ ไม่ใช่แค่มันเป็นภารกิจที่ไม่ได้ส่งผลมาก ยังเป็นภารกิจยุ่งยากอีกด้วย

            

หนึ่งคือต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว พวกผู้นำมองว่านี่เป็นภารกิจง่ายๆ คาดหวังกับฝ่ายศึกษาวิจัยไม่น้อย แต่พวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าการศึกษาอย่างหนึ่งนั้นต้องใช้เวลา สองคือพวกเขามีงานในมือมากมายและเป็นที่คาดหวังไม่น้อยไปกว่ากัน หากต้องใช้กำลังคนที่จำกัดไปศึกษาเรื่องอื่นอีก นี่จะไม่ทำให้เสียเวลามากไปกว่าเดิมหรือ? สาม...วิธีการที่จะต้องจัดการกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ จะต้องเป็นวิธีการที่เด็กๆใช้ได้ด้วย ข้อจำกัดเรื่องการใช้พลังงานนี้ทำให้ต้องเลือกวิธีจัดการให้ถูกต้อง และสี่นั้นสำคัญที่สุด นั่นก็คือ...พวกเขาไม่มีความสนใจเกี่ยวกับภารกิจเล็กๆน้อยๆนี้เลย

            

เมื่อไม่มีใจจะทำ งานจะสำเร็จได้อย่างไร!

 

“ภารกิจเช่นนี้ ทำไมจู่ๆจ่าสิบเอกไป๋ถึงได้รับไปทำล่ะ”

 

“นั่นน่ะสิ ภารกิจนี้ไม่ควรเป็นพวกเราที่ต้องศึกษาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ พวกผู้นำคิดว่าพวกเราว่างมากหรือ?”

 

“เฮ้อ โชคดีจริงๆที่ภารกิจนี้ไม่ได้ถูกมอบมาให้พวกเรา แค่งานที่มีในมือก็ทำไม่ทันแล้ว”

 

“นั่นน่ะสิ ถือว่าจ่าสิบเอกไป๋ช่วยแบกรับหม้อดำนี้เอาไว้แล้ว” ทุกคนพากันส่งสายตาสงสารไปยังจ่าสิบเอกไป๋ พวกเขาไม่รู้ว่าเรื่องก่อนหน้านี้เป็นมาอย่างไร แต่ร้อยเอกหูไม่คิดจะปล่อยผ่านเรื่องนี้

            

เขาเห็นว่าคนมากมายเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับภารกิจขนาดเล็กนี้ ดังนั้นจึงขออนุญาตพันโทหวงเพื่อพูดถึงมันแทน แน่นอนว่าย่อมต้องได้รับอนุญาตอยู่แล้ว นั่นเพราะพวกเขาเตรียมการมาก็เพื่อวันนี้

 

“จ่าสิบเอกไป๋ ถ้าคุณไม่มีความสามารถที่จะทำภารกิจนี้ แล้วทำไมจะต้องแย่งภารกิจไปจากจ่าสิบโทอันด้วย แบบนี้ทำให้พวกเราเสียเวลาไปมาก แม้แต่พวกผู้นำก็จะตำหนิเอาได้ คุณช่วยบอกเหตุผลในการกระทำนี้ได้หรือไม่ ถ้าคุณยังคิดไม่ออกตอนนี้...อย่างนั้นก็ช่วยเขียนรายงานความผิดของตัวเองมาภายใน 3 วัน”

 

“ส่วนภารกิจนี้ พวกเราไม่หวังพึ่งพาคุณอีกต่อไปแล้ว จ่าสิบโทอัน....ถ้าฉันอยากจะรบกวนคุณอีกครั้ง ยังสามารถสละเวลาส่วนตัวเพื่อช่วยทำภารกิจนี้ไหม”

            

ร้อยเอกหูไม่เพียงแค่เปิดเผยว่าเบื้องหลังการมอบภารกิจไปให้จ่าสิบเอกไป๋อย่างไม่สมควรนี้ แท้จริงแล้วเกิดขึ้นเพราะจ่าสิบเอกไป๋ไปแย่งภารกิจของคนอื่นมา เขายังยกความดีความชอบและแสดงการให้เกียรติจ่าสิบโทอันต่อหน้าทุกคนอีกด้วย

 

“ปรากฏว่าตอนแรก จ่าสิบโทอันจะรับงานนี้ไปทำงั้นหรอ? แล้วจ่าสิบเอกไป๋ก็เข้าไปแย่งภารกิจมา? เขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร งานในมือยังเยอะไม่พอหรือ? แถมยังเป็นภารกิจที่ไม่ถนัดอีกด้วย”

 

“เฮ้อ จะบอกว่าฉันเข้าใจเรื่องนี้ก็ได้นะ ไม่ใช่ว่าจ่าสิบเอกไป๋กับจ่าสิบโทอันไม่ถูกกันหรือ?”

 

“ไม่ถูกกัน? จะเป็นไปได้ยังไง จ่าสิบโทอันก็แค่นักเรียนที่เข้ามาช่วยงานเท่านั้น ไม่ได้อยู่ประจำที่ฝ่ายเราด้วยซ้ำ”

 

“อย่าลืมสิว่าจ่าสิบโทอันมาช่วยงานใคร?”

 

“หืม ใครล่ะ”

 

“โถ่ ไม่รู้เรื่องนี้หรอ? จ่าสิบโทอันมาช่วยงานจ่าสิบโทรุ่ย ซึ่งจ่าสิบเอกไป๋กับจ่าสิบโทรุ่ยนั้นไม่ค่อยถูกกันอยู่แล้ว”

 

“เรื่องจริงหรือ? เพิ่งรู้ข้อมูลนี้เหมือนกันนะเนี่ย! ฉันเคยรู้แค่ว่าจ่าสิบโทรุ่ยกับจ่าสิบโทเฟยไม่ค่อยถูกกัน ไม่คิดเลยว่าจะลามไปถึงจ่าสิบเอกไป๋ด้วย”

 

“เหอ เหอ เหอ เรื่องแบบนี้...แค่ดูว่าจ่าสิบโทเฟยเป็นคนของใคร ก็น่าจะรู้แล้วนี่”

            

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหมือนลมเปลี่ยนทิศ จากเดิมสงสารจ่าสิบเอกไป๋ เวลานี้กลับมีแค่เสียงตำหนิเท่านั้น ก็นะ...ตัวเองยังไม่พร้อมจะรับภารกิจเพิ่ม ความคืบหน้าก็ยังไม่มี กลับต้องการหาเรื่องคนอื่น สนใจเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของฝ่าย แบบนี้จะถูกตำหนิก็ไม่ผิดนัก!

 

“เรื่องนั้น...หากจ่าสิบโทรุ่ยไม่มีงานให้ฉันช่วย...” อันซูหยวนให้เกียรติจ่าสิบโทรุ่ยที่ดูแลตัวเองมาตลอด ครั้งก่อนที่เธอเอ่ยปากรับภารกิจนี้ก็เพื่อตอบแทนความกรุณาของพันโทหวงที่ช่วยออกหน้าแทนเท่านั้น หลังจากที่เขาปฏิเสธแล้วมอบภารกิจให้คนอื่น เรื่องนี้ก็เป็นอันจบไปแล้ว หากต้องการให้เธอช่วยงาน ก็ต้องถามหัวหน้าที่เธอสังกัดก่อน

            

เห็นว่าอันซูหยวนรู้เรื่องขนาดนี้ จ่าสิบโทรุ่ยที่ได้หน้าไปด้วยก็คลี่ยิ้มจางๆอย่างหาได้ยาก

 

“รับภารกิจนี้เถอะ”

 

“ขอบคุณค่ะจ่าสิบโทรุ่ย” การให้เกียรติของทั้งสองคนถูกมองเห็นแล้ว หลายคนอิจฉาจ่าสิบโทรุ่ยมากๆที่ได้เด็กดีแบบนี้ไปช่วยงาน ไม่เพียงแค่ให้เกียรติเขาเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการให้หน้าเขาไปในตัวด้วย

 

“ถ้าอย่างนั้น...ภารกิจนี้ก็ไม่ต้องให้จ่าสิบเอกไป๋ที่กำลังยุ่งทำอีกแล้ว ขอให้จ่าสิบโทอันช่วยจัดการให้แทน แล้วก็เหมือนกับข้อเสนอครั้งก่อน...ในระหว่างที่กำลังทำภารกิจเร่งด่วนนี้ ฉันจะมอบห้องทำงานส่วนตัวให้เป็นการชั่วคราว แน่นอนว่าถ้าใครไม่เห็นด้วยก็สามารถรับภารกิจนี้ไปทำแทนได้ จะได้ไม่ผิดธรรมเนียม”

            

พันโทหวงประชดด้วยการมองไปรอบๆ ถึงแม้คนมากมายจะตกใจกับการมอบสิทธิพิเศษนี้ให้จ่าสิบโทอัน แต่พวกเขาก็ไม่มีใครกล้าคัดค้านออกมาแม้เพียงคำเดียว

            

ก็นะ...ใครก็กลัวว่าภารกิจหนักเหมือนหินนี้จะโยนทับเท้าตัวเองกันทั้งนั้นแหละ ต่อให้พันโทหวงไม่พูดออกมา ก็ไม่มีใครกล้าจริงๆ เว้นก็แต่คนโง่เท่านั้น

            

คนโง่คนหนึ่งที่เคยก้าวพลาดไปกัดฟันกรอด เขามองอันซูหยวนที่ได้รับห้องทำงานส่วนตัว แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าของเขาเลย ไม่สิ! เป็นการลากเขาออกมาแล้วตบหน้าต่อหน้าคนมากมายต่างหาก! ความแค้นนี้...เขาจะต้องตอบแทนเป็นร้อยเป็นพันเท่าแน่

            

สุดท้ายเป็นอันซูหยวนที่ได้รับภารกิจนี้ไป เธอติดตามเจ้าหน้าที่เพื่อไปยังห้องทำงานส่วนตัวของตนเอง เดิมทีไม่เข้าใจว่าการได้รับห้องทำงานส่วนตัวมีความพิเศษอะไรถึงขนาดทำให้จ่าสิบเอกไป๋จะต้องกระโดดลงมาขวาง แต่หลังจากได้ยินคำอธิบายของเจ้าหน้าที่แล้ว ซูหยวนก็เข้าใจทั้งหมดทันที

 

“เนื่องจากจ่าสิบโทอันได้รับมอบหมายห้องทำงานส่วนตัว ดังนั้นคุณสามารถรับเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อช่วยศึกษางานจากรายชื่อทหารฝ่ายศึกษาเหล่านี้ได้ครับ”

 

“ทหารเหล่านี้คงจะยินดีมากๆถ้าคุณรับพวกเขาเข้ามา เพราะโอกาสที่จะได้มาช่วยทำงานในห้องวิจัยยากยิ่งกว่าการสอบเข้ามาเป็นพลทหารเสียอีก” คนพูดคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่อ

 

“ปกติแล้วทหารเหล่านั้นจะมีหน้าที่เพื่อวิ่งไล่หาเอกสารและข้อมูลตามที่คนของห้องศึกษาวิจัยอยากได้ แล้วก็ยังมีงานจิปาถะอื่นๆมากมายด้วย อีกอย่าง...โอกาสที่จะสร้างผลงานก็แทบไม่มี ดังนั้น...มันจะเป็นเรื่องดีมากถ้าจ่าสิบโทอันสามารถรับพลทหารเข้ามาในห้องทำงานเต็มตามโควตา แม้ว่าจะเป็นภารกิจเร่งด่วน และห้องทำงานนี้ก็มอบให้คุณชั่วคราวก็เถอะ แต่โอกาสที่จ่าสิบโทอันจะได้เป็นหัวหน้าห้องนี้ตลอดไปก็ยังมีอยู่”

            

แน่นอนว่าตัวเขานั้นติดตามช่วยงานของเหล่าผู้นำ ย่อมต้องเห็นความทะเยอทะยานของคนในหน่วยมาก คำพูดนี้จึงต้องการขอให้อันซูหยวนช่วยเหลือ

           

 เขาไม่รู้หรอกว่าเธอจะประสบความสำเร็จในการศึกษาไหม ทว่า...ด้วยทรัพยากรที่เธอได้ ก็ควรจะไม่ถึงกับไม่มีวิธีการใดๆออกมาเลยไม่ใช่หรือ?

 

“โควตาที่ฉันมีคือเท่าไรคะ”

 

“อืม ที่จริงมีโควตาอยู่ 30 ที่สำหรับหนึ่งห้องการศึกษา แต่เพราะนี่เป็นภารกิจขนาดเล็ก ผมก็ไม่มั่นใจว่าโควตานั้นจะเต็ม 30 อยู่หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา...โควตา 30 ที่ก็เอาไว้สำหรับหัวข้อการศึกษาระดับสูง” คนเม้มปากเล็กน้อย แม้เขาจะอยากให้อันซูหยวนรับคนทั้ง 30 คน แต่ก็กลัวว่าเธอจะถูกตำหนิจากหัวหน้าห้องวิจัยอื่นๆเกี่ยวกับความโลภนี้

 

“ดังนั้น...เลือกมาสัก 5 คนก่อนดีไหมครับ” เขาเสนอออกไป จำนวน 5 คน กับภารกิจขนาดเล็กนี้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว 

            

อันซูหยวนไม่ได้มีปัญหา อีกอย่าง...เธอทำงานนี้คนเดียวก็ยังได้ ซูหยวนมีแผนในใจอยู่แล้ว ดังนั้นจะได้คนมากหรือน้อยก็ไม่มีผลอะไร 

            

แน่นอนว่าการมีคนมาช่วยย่อมต้องดีกว่า อย่างน้อยๆ ข้อมูลขนาดเล็กและหาได้ทั่วไป ก็ให้พวกเขารวบรวมและสรุปมาให้ได้อยู่ ตัวเธอมีวิธีการศึกษาและแนวทางอยู่ในใจ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะสรุปวิธีการแก้ไขมาได้ แต่ในฐานะผู้ศึกษาวิจัย...จะต้องมีต้นสายปลายเหตุ พวกเขาไม่เคยรู้เหมือนที่เธอรู้ ไม่เคยเห็นเหมือนที่เธอเห็น ฉะนั้น...จึงต้องทำให้พวกเขาอนุมัติงานนี้ก่อน เพื่อที่จะได้ทำตัวอย่างแล้วเอาไปทดลองต่อไป

            

 

………………………………..