LNCrawler

บทที่ 260 วิธีรับมือกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ (อ่านฟรี 22 พ.ย. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 260 วิธีรับมือกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ (อ่านฟรี 22 พ.ย. 68)

บทที่ 260 วิธีรับมือกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์

 

เนื่องจากคำแนะนำเชิงคำขอของเจ้าหน้าที่ ซูหยวนจึงได้เลือกเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในฝ่ายศึกษาวิจัยมาทั้งหมด 5 คน โดยเลือกจากที่พวกเขามีความรู้ความสนใจเกี่ยวกับสัตว์กลายพันธุ์มากเป็นพิเศษ ไม่ได้สนใจรายชื่อที่ถูกจัดเตรียมเรียงลำดับเอาไว้

 

ซึ่งวิธีการเช่นนี้ก็ทำได้ไม่ผิดอะไร บางครั้งหัวหน้านักวิจัยจะเลือกจากรายชื่อที่ถูกเรียงลำดับเอาไว้แล้ว โดยรายชื่อเหล่านี้จะรวมคนที่น่าสนใจหรือพวกที่ใช้เส้นสายเรียงเอาไว้ให้ ดังนั้นอาจจะได้ทั้งคนมีความสามารถจริง หรืออาจจะเป็นคนใหญ่คนโตจากสกุลไหนสักคนก็เป็นได้ 

 

ในขณะเดียวกันก็มีวิธีการเลือกโดยให้นักวิจัยเลือกผู้ช่วยงานจากผลการทำงานการสนับสนุนที่ผ่านมา พวกเขาทำงานในหน่วยมาเป็นเวลานานแล้ว ย่อมรู้จักเจ้าของผลงานศึกษาที่ส่งต่อข้อมูลมาให้บ้าง หากมีคนไหนที่เคยทำงานถูกใจมาก่อน พวกเขาก็จะจดจำเอาไว้ ถึงเวลาที่เรียกใช้คนก็ยังใช้สิทธินั้น แต่ซูหยวนไม่ได้สนใจทั้งคนมีเส้นสาย และไม่รู้เกี่ยวกับผลงานของผู้คนที่ผ่านมา เธอจึงเลือกเอาจากผลคะแนนสอบรวมกับประเด็นความสนใจที่พวกเขาระบุเอาไว้

 

ดังนั้นจึงได้ผู้ช่วยที่มีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับสัตว์กลายพันธุ์มา เริ่มแรกเธอเลือกมา 10 รายชื่อ จากนั้นก็ให้พวกเขาอธิบายเกี่ยวกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ที่พวกเขารู้ เนื่องจากเธอมีเวลาทำงานที่นี่จำกัด จึงต้องการคนที่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์มากหน่อย

 

สุดท้ายได้เลือกเอาจากคนที่รู้เกี่ยวกับสัตว์กลายพันธุ์นี้มากที่สุด งานของพวกเขาจึงเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยหน้าที่หลักๆมีแค่การรวบรวมและสรุปข้อมูลของไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เท่านั้น

 

ห้องทำงานของซูหยวนจึงกลายเป็นห้องทำงานที่เงียบที่สุด ทุกคนรู้หัวข้อของภารกิจนี้ แต่หน้าที่ของพวกเขามีแค่การอธิบายเกี่ยวกับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เท่านั้น ถึงแม้จะดีใจที่ตัวเองถูกเรียกมาทำงาน ทว่า...หลายคนกลับคิดว่าพวกเขาไม่ได้มีโอกาสในการสร้างผลงานเช่นที่คิดเอาไว้ 

 

ไม่ใช่แค่ซูหยวนยังอายุน้อย แต่เธอกลับไม่ได้พูดถึงแนวคิดของการป้องกันไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เลย ไม่ใช่บอกว่ามีเวลาจำกัดหรือ? แล้วทำไมผ่านมาเกือบสัปดาห์ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าอีก

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซูหยวนนั่งทำงานของตนเองไปพร้อมๆกับฝึกสมาธิไปด้วย เวลาว่างหลังทำงานในห้องวิจัยเสร็จก็กลับไปฝึกวิธีการใช้หอกต่อไป ปีที่แล้วเธอสอบผ่านมาได้ก็เพราะคู่ซ้อมของเธอเป็นทหารมือใหม่ทั่วไป แต่จากที่สังเกตเห็น...การสอบของภาคเรียนนี้ไม่ง่ายนัก เธอจะต้องเจอกับพลทหารระดับสิบโทขึ้นไป ซึ่งพวกเขาใช้เวลาไปกับการฝึกหอกเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะแทบไม่เหลือโอกาสชนะ ถึงอย่างนั้น....จากแนวการทดสอบของภาคเรียนก่อนๆ ซูหยวนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการคนที่เอาชนะทหารได้ แต่ต้องเป็นคนที่สามารถใช้หอกได้ตามเกณฑ์ที่พวกเขาตั้งเอาไว้

 

ซูหยวนรู้ว่าเกณฑ์ของตัวเองอยู่ระดับสูงกว่าคนอื่นเนื่องจากผลงานที่ผ่านมา แต่เธอไม่ได้รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย กลับกัน...ซูหยวนเองก็ชื่นชอบที่จะได้วัดระดับฝีมือโดยตรง มีคู่ให้ซ้อมเช่นนี้ ย่อมต้องพัฒนาอย่างก้าวกระโดดแน่

 

“จ่าสิบโทอัน ตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว หัวหน้ามีแนวทางการศึกษาไปรายงานให้พวกผู้นำหรือยังครับ” พลทหารอายุประมาณ 30 กล่าวอย่างสุภาพ แม้เขาจะอายุมากกว่า ทว่าซูหยวนมีตำแหน่งสูงกว่าตนเอง ดังนั้นเขาจะต้องเคารพเธอ

            

แม้ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่พลทหารนักวิจัย 5 คนในห้องเธอพูดถึงกันอยู่เสมอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าถามเธอออกมาโดยตรง ซูหยวนมีเวลาปิดภาคเรียนแค่ 1 เดือนครึ่งเท่านั้น ตอนนี้ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว คิดเป็น 3 สัปดาห์หลังจากที่อันซูหยวนปิดภาคเรียน เหลือเวลาอีกแค่ 4 สัปดาห์เท่านั้น ถ้าเธอยังไม่ทำอะไร...อย่างนั้นภารกิจนี้ก็ควรจะต้องคืนให้พวกผู้นำ เพื่อให้พวกเขาเตรียมมองหาหัวหน้าภารกิจคนใหม่

            

ซูหยวนมองดูคนถามเล็กน้อย เธอเองก็รู้ว่าตอนนี้ได้เวลาที่ต้องรายงานความคืบหน้าแล้ว...

           

 เธอไม่กล้านำเสนอวิธีการรวดเร็วเกินไป ในความเป็นจริงแล้ว...ซูหยวนคิดออกตั้งแต่ภารกิจยังไม่ถูกมอบมาถึงเธอเสียอีก ดังนั้นเรื่องแนวทางการศึกษาจึงไม่ใช่ประเด็นปัญหา ทว่า...เธอควรจะต้องมีคำอธิบายให้พวกเขา นั่นต่างหากที่เป็นปัญหา

            

เวลานี้มีคนมาช่วยงานถึง 5 คน เพียงแค่ข้อมูลที่พวกเขารวบรวมมา ซูหยวนก็สามารถกำหนดทิศทางการจัดการโดยอาศัยลักษณะของไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ได้แล้ว

            

ไม่สิ! ต้องบอกว่า ซูหยวนสามารถใช้ข้อมูลของโลกนี้มาอธิบายแนวคิดของเธอจากความรู้ที่โลกก่อนได้แล้วต่างหาก ดังนั้นจึงได้เรียกรวมทุกคนเพื่อมาฟังรายละเอียดก่อนจะส่งคนไปนัดหมายรายงานความคืบหน้าให้พวกผู้นำวันพรุ่งนี้

 

“ทุกคนคะ มารวมกันตรงนี้สักครู่ค่ะ จากข้อมูลที่ทุกคนให้มา ฉันพอจะนึกวิธีการจัดการไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ได้แล้ว วันพรุ่งนี้ขอให้ส่งคนไปนัดหมายผู้นำ พันโทหวงเพื่อที่จะได้รายงานแผนการศึกษาขั้นต่อไปด้วยนะคะ”

 

“หากแนวคิดนี้ถูกต้อง อย่างนั้นงานของพวกเราก็น่าจะเสร็จได้ในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า จากนั้นสัปดาห์สุดท้ายที่ฉันสามารถอยู่ที่ฝ่ายศึกษาวิจัยได้ พวกเราอาจจะนำตัวอย่างไปทดลองที่เขต B จริงๆ เพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้ง”

            

ซูหยวนไม่ได้พูดเสียงดังมากนัก แต่ทุกคนในห้องล้วนได้ยินทั้งหมด ก่อนหน้านี้พวกเขาทำงานภายใต้ความเงียบมาตลอด ข้อมูลของไก่หงอนแดงกลายพันธุ์มีมากมายทั้งยังหาได้ไม่ยากนัก ดังนั้นงานของพวกเขาแทบจะเสร็จตั้งแต่ 1 สัปดาห์แรกแล้ว ทว่า...เมื่อเอาข้อมูลไปให้จ่าสิบโทอัน เธอกลับไม่ได้พูดอะไรออกมา พวกเขาจึงคิดว่าข้อมูลที่หามาให้ยังไม่เพียงพอ ยังคงใช้ความพยายามอีก 2 สัปดาห์เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกต่อไป

            

ไม่คิดเลยว่าแค่พวกเขาเอ่ยถามออกไป หัวหน้าจ่าสิบโทอันก็พูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ เธอบอกว่า...คิดแนวทางการศึกษาออกแล้ว! เหอ เหอ เหอ จู่ๆจะคิดออกก็คิดออกเลยหรือ? เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จากสองกรณี...หนึ่งคือจ่าสิบโทอันไม่ได้ใส่ใจภารกิจนี้จริงๆ เพียงแค่อยากจะมีอะไรไปรายงานเท่านั้น แนวคิดที่ว่าจะทำได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ และสอง....นั่นก็คือการที่เธอคิดได้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่อยากเปิดเผยมันออกมา!

            

จากท่าทางและผลงานที่เลื่องลือของจ่าสิบโทอันในช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขากลับรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นแบบที่สองมากกว่า ถ้าอย่างนั้น...สองสัปดาห์ที่พวกเขาหัวหมุน ก็เป็นแค่การถ่วงเวลาของจ่าสิบโทอันเท่านั้นหรือ?

           

 แต่ละคนรู้สึกว่าหัวเราะก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก ความกระอักกระอ่วนเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา มีแต่ต้องพยายามฟังคำของจ่าสิบโทอันให้จบเท่านั้น

 

“แนวทางศึกษานี้ได้มาจากลักษณะทางกายภาพของไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ ด้วยอุ้งเท้าที่เป็นรอยแตกแห้งกับกรงเล็บของมัน เมื่อรวมกับการที่พวกมันไม่สามารถควบคุมนิ้วเท้าของตนเองได้ดี ดังนั้น...วิธีการจัดการพวกมัน ง่ายๆอาจจะเป็นการใช้ตาข่ายดักเอาไว้ แน่นอนว่าถ้าวิธีการนี้...จะต้องใช้ควบคู่ไปกับยาไล่สัตว์กลายพันธุ์เหมือนเดิม”

 

“อีกวิธีหนึ่ง ฉันจะใช้โอกาสจากที่ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์สายตาไม่ดี และนิสัยที่กลัวหม้อข้าวหม้อแกงกลายพันธุ์มากที่สุด ดังนั้นพวกเราสามารถสร้างแบบจำลองของต้นหม้อข้าวหม้อแกงกลายพันธุ์ขึ้นมาได้ สร้างขึ้นมาเป็นลักษณะโป่งพอง เพื่อให้มันขยับได้หลังจากที่มีกระแสลม ด้วยวิธีการนี้...ถ้าไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เห็นเข้า พวกมันควรจะวิ่งหนีทันที”

            

ซูหยวนอธิบายแนวคิดของตัวเอง ในขณะที่เหล่าผู้ช่วยนักวิจัยทั้ง 5 ก็ลอบมองหน้ากันเอง วิธีการแบบนี้...พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลย

            

เรื่องการใช้ตาข่ายเพื่อดักสัตว์กลายพันธุ์นั้นเคยเห็นอยู่บ้าง แต่เพราะหลายครั้งมีสัตว์กลายพันธุ์ชนิดอื่นเข้ามาวุ่นวาย นั่นทำให้ประสิทธิภาพในการดักสัตว์กลายพันธุ์บางชนิดไม่ได้ผล อีกทั้งยังต้องเสียทรัพยากรเป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง ดังนั้นเมื่อได้ยินแผนการนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่ามันทำได้ แต่ไม่ใช่วิธีการที่ดีพอ

            

จนกระทั่งได้ยินแผนการที่สอง การสร้างแบบจำลองต้นหม้อข้าวหม้อแกงกลายพันธุ์ขึ้นมาเพื่อไล่ศัตรูโดยธรรมชาติของไก่หงอนแดงกลายพันธุ์งั้นหรือ? นี่ช่างเป็นวิธีที่สร้างสรรค์จริงๆ แต่...มันจะได้ผลหรือ? พวกไก่หงอนแดงกลายพันธุ์จะหนีไปแค่เพราะสิ่งเหล่านี้จริงหรือ?

            

ถึงจะสงสัยในเรื่องนี้ แต่มันก็สามารถทดลองได้ หากวิธีการแบบนี้ได้ผลจริงๆ อย่างนั้น...ในอนาคตก็อาจจะปรับใช้วิธีการนี้กับสัตว์กลายพันธุ์อื่นๆด้วยก็ได้ มันจะไม่ใช่แค่ทำผลประโยชน์เพื่อจัดการไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เท่านั้นแล้ว แต่จะเป็นการเปิดโลกใหม่ให้นักวิจัยและนักล่าทุกคนต่างหาก!

            

หญิงสาวไม่ได้รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ สีหน้าแปลกใจระคนตื่นเต้นของทุกคนนั้นทำให้เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่อสั่งงานให้พวกเขาเรียบเรียงกระบวนความคิดนี้เพื่อจัดทำเป็นรายงาน ทุกคนก็กระตือรือร้นที่จะออกแบบจำลองมาให้เธอมาก ดังนั้นวันนี้จึงกลายเป็นวันทำงานที่ทั้งห้องมีบรรยากาศที่ดีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากมันเป็นบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจมาตลอด 2 สัปดาห์

            

ผู้นำเสนอแนวคิดนี้ให้เหล่าผู้นำไม่ใช่ซูหยวน เธอขอให้พลทหารในทีมคนหนึ่งช่วยจัดการ อีกฝ่ายมีวิธีการเรียนรู้และรายงานแบบทหาร ย่อมกระฉันกระเฉงยิ่งกว่า ซึ่งหลังจากรายงานจบ...พวกผู้นำก็มองหน้ากันเอง ไม่รู้ว่าวิธีการที่เสนอออกมานั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

 

“แนวความคิดนี้แปลกใหม่ดีนะ”

 

“ครับ เป็นความคิดของหัวหน้าครับ เป็นแนวทางการศึกษาที่พวกเราเองก็ยังไม่คุ้นเคยมาก่อน”

 

“โอ้ เป็นแนวทางของจ่าสิบโทอันงั้นหรือ?”

 

“ก็ช่วยๆกันค่ะ ข้อมูลมากมายได้มาจากสมาชิกของทีม ดังนั้นก็เลยทำให้มองเห็นจุดเล็กๆน้อยๆบางจุดที่อาจจะเอามาปรับเปลี่ยนได้”

 

“อืม เข้าใจแล้ว สำหรับวิธีการแรกนั้นทำได้เลย การใช้กับดักควบคู่ไปกับยาไล่สัตว์กลายพันธุ์นั้นน่าจะได้ผลดี ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งต่อผู้นำฝ่ายปกครองเพื่อให้บอกกับพวกนักเรียนก็แล้วกัน ส่วนวิธีที่สองนั้น...ช่วยศึกษาให้ละเอียด แล้วก็รายงานผลการทดลองให้ฉันฟังด้วยนะ ถ้ามันสำเร็จจริงๆ...งานนี้จะสามารถเป็นพื้นฐานเพื่อต่อยอดงานวิจัยเกี่ยวกับการขับไล่สัตว์กลายพันธุ์ชนิดอื่นๆได้เลย”

 

“เข้าใจแล้วค่ะ” ซูหยวนรับคำ ถึงเธอจะไม่ได้คาดหวังว่าวิธีการนี้จะใช้ได้ทั้งหมด เพราะไม่ใช่สัตว์กลายพันธุ์ตัวไหนจะมีสายตาย่ำแย่เหมือนไก่หงอนแดงกลายพันธุ์นี้ ทว่า...หากเธอระบุเอาไว้ในงานวิจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะพิเศษที่ทำให้ตัดสินใจใช้วิธีการนี้จนได้ผลลัพธ์ที่ดี พวกเขาคงจะต้องพิจารณามันก่อนเลือกใช้วิธีการเช่นนี้ไปศึกษาล่ะนะ

            

ทุกคนพากันกลับห้องทำงานของตนเอง ข่าวเรื่องที่ซูหยวนใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ก็สามารถคิดวิธีการรับมือเบื้องต้นได้แล้วแพร่กระจายไปทั่ว แถมยังมีข่าวลือว่าเธอได้เปิดโลกการวิจัยใหม่ๆขึ้นมาอีก สิ่งนี้ทำให้คนไม่พอใจเยอะมาก โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มีผลงานใดๆปรากฏในช่วงนี้ ทั้งยังเพิ่งถูกตำหนิกลับไปด้วย

            

ผู้คนชอบพูดเปรียบเทียบคนนั้นกับคนนี้ นิสัยไม่ดีแบบนี้ทำให้คนเกลียดชังกันมานักต่อนักแล้ว ส่วนคนที่เกลียดกันอยู่แล้ว...ย่อมต้องเกลียดมากไปกว่าเดิมเสียอีก!

 

“ว่ามา! พวกมันเสนอวิธีการใหม่ๆอย่างไร อะไรทำให้พวกผู้นำชื่นชมมันมากขนาดนี้!!” เสียงของชายอายุ 60 กว่าปีคำรามออกมาด้วยความโกรธ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผลงานเหล่านี้กลับไปอยู่ในมือคนอื่น แถมยังทำได้ดีกว่าตัวเองด้วย เป็นแบบนี้แล้วมันก็เหมือนทำให้คนอื่นเข้าใจว่าที่จริงแล้วเขาอ่อนแอกว่าเด็กคนนั้นเลยไม่ใช่หรือ?

 

“คือว่า...เป็นวิธีการง่ายๆครับ ไม่ได้ต้องใช้ความฉลาดอะไรเลย ก็แค่เป็นวิธีที่พวกเราล้วนมองข้ามเท่านั้น” คนสืบข่าวพยายามพูดให้ดูเป็นเรื่องเล็กๆ บรรเทาความโกรธของหัวหน้ากลุ่มลง แต่ในความจริงแล้ว...ยิ่งเขาพูดเช่นนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำตะปูตัวใหญ่เข้าไปกลางใจของจ่าสิบเอกไป๋มากขึ้น

 

“เป็นวิธีการง่ายๆที่พวกเรามองข้ามหรือ? ไร้สาระ!! ถ้าพูดเรื่องนี้ออกไป ผู้คนคงจะหัวเราะเยาะพวกเราแล้ว! เหอะ! วิธีการง่ายๆแต่มองข้ามไป นี่ก็เท่ากับว่าพวกเราโง่งมแล้ว!”

 

“มะ ไม่ใช่นะครับหัวหน้า คือว่า...คือว่าเรื่องนี้...”

 

“ไม่ต้องพูดไร้สาระอะไรอีก รีบรายงานมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น! ฉันไม่ได้อยากฟังคำพูดไร้สาระของคุณอีก”

 

“ขะ เข้าใจแล้วครับหัวหน้า คือว่า...จ่าสิบโทอันเสนอแนวคิดในการสร้างแบบจำลองพืชกลายพันธุ์ชนิดหนึ่ง มันถูกเรียกว่า...เอ่อ พืชแกงดอกไม้ เอ่อ...ชื่อว่า...” เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับสัตว์หรือพืชกลายพันธุ์จริงๆ ยิ่งพืชกลายพันธุ์เขต B ซึ่งเป็นระดับต่ำแบบนั้น ยิ่งไม่มีอะไรให้พวกเขาต้องศึกษา ดังนั้นจึงจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ

            

ได้ยินแบบนี้แล้ว จ่าสิบเอกไป๋ก็ขมวดคิ้ว เขารู้ว่าจุดอ่อนของตัวเองและสมาชิกในกลุ่มคืออะไรแล้ว

            

ถ้าถามเกี่ยวกับอวัยวะต่างๆของมนุษย์ แม้แต่เส้นเอ็น กระดูก ตำแหน่งของเม็ดเลือดหรืออื่นๆ พวกเขาย่อมรู้และเข้าใจอย่างละเอียด ทว่า...พอเป็นเรื่องของพวกกลายพันธุ์ ต่อให้เป็นเรื่องง่ายดายขนาดไหน พวกเขาก็ไม่มีพื้นฐานเลย บางที...หลังจากนี้อาจจะต้องเพิ่มเรื่องพวกนี้เข้าไปให้ศึกษากันแล้ว

 

“หม้อข้าวหม้อแกงกลายพันธุ์ใช่ไหม”

 

“ครับ ใช่ครับ ชื่อนั้นเลย...จ่าสิบโทอันเสนอให้สร้างแบบจำลองของพืชกลายพันธุ์ชนิดนี้เพื่อทำให้ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์กลัวแล้วไม่กล้าเข้าใกล้ครับ”

 

“สร้างสิ่งที่กลัวเพื่อไล่อีกสิ่งงั้นหรือ? แนวคิดนี้...น่าสนใจแต่...มันจะสำเร็จหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง!”

            

ดวงตาของจ่าสิบเอกไป๋หรี่ลง เขาไม่สามารถปล่อยให้อีกฝ่ายทำเรื่องนี้สำเร็จได้ ไม่ว่ามันควรจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม...เขาจะต้องทำลายมันทิ้ง!

            

ไม่ใช่ว่าคนเหลือเวลาแค่ 3 สัปดาห์หรือ? ถ้าหากยังทำการทดลองไม่สำเร็จ แล้วยังหาข้อสรุปไม่ได้ ต่อให้ทิ้งแนวคิดดีๆเอาไว้ คนที่จะได้หน้าก็ต้องเป็นคนที่รับเรื่องมาต่อ ไม่ใช่เธอ!

            

ขอเพียงไม่ใช่อันซูหยวนผู้นี้ เขาก็ยอมรับได้ทั้งนั้นแหละ ต่อให้เป็นจ่าสิบโทรุ่ยก็ตาม...เพราะถ้าอีกฝ่ายทำสำเร็จจริงๆ เขานี่แหละที่จะเสียหน้า 

            

ในขณะที่ภารกิจนี้เขาทำไม่ได้ เด็กน้อยที่ยังเรียนไม่จบกลับคิดได้ในเวลาแค่ 1 เดือนกว่าๆเท่านั้น ฮึ่ม! ถ้าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป เขาก็ไม่มีหน้าที่จะอยู่ในฝ่ายศึกษาวิจัยเพื่อมนุษย์ชาติแล้ว!!

 

…………………………………..