บทที่ 264 ผู้ช่วยเหลือหรือตัวปัญหา(อ่านฟรี 26 พ.ย. 68)
บทที่ 264 ผู้ช่วยเหลือหรือตัวปัญหา(อ่านฟรี 26 พ.ย. 68)
บทที่ 264 ผู้ช่วยเหลือหรือตัวปัญหา
“เหอะ! ถ้าเห็นแล้วก็ไสหัวไป พวกเราจะได้ทำงานเสียที” หัวหน้าหน่วยผลิตคว้าเอกสารนั้นมาแล้วเดินหนีเข้าไปในที่ทำงาน ปล่อยให้นักวิจัยทุกคนยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น
“จ่าสิบโทรุ่ย วิธีการเขียนแบบจำลองเหล่านั้น คุณจะช่วย....”
“เฮ้อ เรื่องนี้คงจะไม่ได้แล้วล่ะ”
“เอ๋ จ่าสิบโทรุ่ย ทำไมต้องปฏิเสธรวดเร็วกันเช่นนี้ด้วยเล่า พวกเราแค่อยากจะขอให้ช่วยแนะนำเล็กๆน้อยๆเท่านั้น เป็นนักวิจัยเหมือนกันก็มีน้ำใจให้กันหน่อยไม่ได้หรือ?”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วย ต่อให้อยากช่วยก็ทำไม่ได้”
“นี่....”
“เฮ้อ พูดตามตรง ... แบบจำลองนี้ฉันก็ไม่ได้ทำเอง แต่เป็นอันซูหยวนที่ช่วยเหลือ ถ้าไม่ได้จ่าสิบโทอัน...ทางนี้ก็ไม่รู้ว่าจะออกแบบอย่างไรเหมือนกัน”
“เป็นเธออีกแล้ว?”
“เข้าใจแล้ว คนที่มีความคิดแปลกประหลาดอันยอดเยี่ยมนี้ก็คงมีแค่เธอเท่านั้นแหละ”
“นั่นน่ะสิ คงมีแต่เธอจริงๆ ในเมื่อเรื่องนี้ไม่มีทางออกอื่นแล้ว เช่นนั้นฉันก็ขอตัวก่อนนะ”
“อืมๆ ฉันก็ขอตัวเหมือนกัน งานยังยุ่งอยู่เลย มีอะไรต้องไปจัดการอีกมาก”
“ใช่ๆ ฉันก็ด้วย ต้องรีบไปทำงานของตัวเองแล้ว...” ใช้เวลาไม่นานหลังจากที่จ่าสิบโทรุ่ยบอกว่าตัวเองได้รับความช่วยเหลือนี้มาจากเด็กสาว พวกเขาทุกคนต่างก็พากันออกไปทันที ต่างพูดว่างานยังคงค้างคาและต้องรีบไปจัดการ ข้ออ้างสารพัดที่พวกเขาพูดมา สุดท้ายกลับไม่ได้เดินไปยังเส้นทางที่มีจุดหมายเป็นห้องทำงานของตัวเองเลย
หนึ่งคนสองคนมองหน้ากันเอง เส้นทางที่พวกเขากำลังจะไปนั้น...ท้ายที่สุดแล้วก็มีเป้าหมายเป็นที่เดียวกัน
“หัวหน้าฟ้ง ไม่ใช่ว่าจะรีบกลับไปทำงานหรือ? เหตุใดยังเดินมาทางนี้เล่า ห้องทำงานของท่านไม่ได้อยู่ใกล้ที่นี่เลย แทบจะอยู่คนละทิศคนละทาง”
“ฮ่าๆ เนื่องจากมีข้อมูลที่ต้องไปศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นเส้นทางนี้ก็ถูกแล้ว แต่หัวหน้าทีม...ไม่ใช่ว่าเราเลยห้องวิจัยของหัวหน้ามาแล้วหรือ? ทำไมจึงไม่รีบเข้าไปทำงานเล่า หรือว่า...อยากจะไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเหมือนกัน”
“เหอ เหอ เหอ พวกคุณยังจะพูดจาเหลวไหลอะไรกันอยู่ได้ สุดท้ายแล้วแค่ต้องการจะไปขอความช่วยเหลือจากจ่าสิบโทอันไม่ใช่หรือ? ฉันพูดตามตรงเลยก็แล้วกัน ฉันเดินไปที่นี่ก็เพื่อขอให้เธอช่วยเหลือ ต้นแบบงานอะไรนั่นของฉันไม่เหมือนกับแบบจำลองของจ่าสิบโทอันและแบบจำลองของจ่าสิบโทรุ่ย ไม่สามารถคัดลอกรูปแบบในการสร้างแบบจำลองได้ ดังนั้นจึงอยากจะได้คำแนะนำและแนวทางเสียหน่อย”
เห็นหัวหน้าทีมสองคนพูดจาวกไปวนมา สุดท้ายคนที่เดินตามมาด้วยกลับไม่สามารถทนฟังได้ ตัวเขากล่าวออกมาโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความกล้าหาญทำให้ทุกคนได้แต่มองด้วยความเขินอาย
“ฮะ ฮะ ที่จริงฉันก็เช่นกัน”
“พวกเราก็ด้วย ถ้าอย่างนั้นก็ไปพร้อมกันนี่แหละ”
“ใช่ๆ ในเมื่อครั้งก่อนจ่าสิบโทอันก็ยังมอบวิธีการจัดเรียงข้อมูลให้พวกเราได้ ครั้งนี้ก็คงจะไม่ใจดำขนาดนั้นหรอก ให้เธอเขียนหนังสืออีกสักเล่มเพื่อเป็นแนวทางให้พวกเราดีหรือไม่”
“นั่นน่ะสิ ถ้ามีรายละเอียดเหมือนวิธีการจัดรูปแบบของเอกสารก็คงจะดี ที่ห้องทำงานของฉันทำงานได้ง่ายขึ้น หาเอกสารได้ง่ายขึ้นก็เพราะการปฏิวัติครั้งก่อนของเธอ”
หลังจากที่เปิดใจพูดกันตรงๆ พวกเขาก็มีความคิดกันมากขึ้น กระทั่งอยากจะให้ซูหยวนเขียนหนังสือออกมาอีกสักเล่มด้วยซ้ำ แน่นอนว่ามีทั้งคนที่เห็นด้วยกับการให้เกียรติเธอ กับคนที่ไม่เห็นด้วย
กลุ่มคนที่ไม่ชอบใจอันซูหยวน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้งานของพวกเขายุ่งยากมากขึ้นเวลานี้ก็ได้มารวมตัวเช่นกัน พวกเขาแต่ละคนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก การถูกต่อว่าจากหน่วยผลิตแล้วไม่อาจจะทำอันใดได้ งานของพวกเขาถูกทำให้ช้าลงมากขนาดนี้ย่อมต้องไม่พอใจอย่างหนัก
“พวกเราไม่ควรปล่อยให้เป็นแบบนี้นะ”
“นั่นน่ะสิ ไม่ใช่ว่าจ่าสิบโทอันทำแต่เรื่องวุ่นวายหรอกหรือ? ก่อนหน้านี้ก็ทำให้พวกเราต้องจัดรูปแบบเอกสารใหม่ทั้งหมด แล้วตอนนี้ก็ยังทำให้พวกเราทำงานยากขึ้นอีก แทนที่จะรีบสรุปรีบมอบคำสั่งออกไปให้หน่วยผลิต กลับต้องมาทำงานเพิ่ม ทั้งยุ่งยากแล้วก็เพิ่มอำนาจให้หน่วยผลิตโดยไม่สมควรอีก”
“เด็กคนนั้นแท้จริงแล้วทำงานเพื่อฝ่ายวิจัยของพวกเราหรือเพื่อหน่วยผลิตกันแน่ บางที...เธออาจจะแค่อยากเอาใจพวกหน่วยผลิตก็ได้ สุดท้ายก็ทำให้พวกเราเดือดร้อนกันหมด”
“พวกเราจะต้องลงมือแล้ว ถ้ายังปล่อยไป ไม่แน่ว่าอาจจะหาเรื่องวุ่นวายมาเพิ่มอีก”
“นั่นน่ะสิ ถ้าอย่างนั้นพวกเราควรจะรวมตัวไปหาพันโทหวงหรือไม่”
“เหอ เหอ เหอ ไปหาพันโทหวงหรือ? เขาน่ะหรือที่จะช่วยพวกเรา? เห็นได้ชัดว่าเขาลำเอียงเข้าข้างจ่าสิบโทอันอย่างมาก ไม่มีทางที่จะเห็นด้วยกับพวกเราแน่”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะทำอย่างไรกันดี....” เห็นประเด็นถูกพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ดวงตาของผู้รอจังหวะก็พูดขึ้นมา
“ทำไมพวกเราถึงไม่เปิดเผยข้อผิดพลาดของจ่าสิบโทอันล่ะ ตั้งแต่แรกแล้ว...ฉันก็ไม่คิดว่าเธอเหมาะสมที่จะมาทำงานเป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจวิจัยหรอกนะ ก่อนหน้านี้เป็นผู้ช่วยก็ยังว่าแปลกประหลาดแล้ว”
“เด็กคนหนึ่งยังเรียนไม่จบแต่ยกย่องเสียจนสูงส่ง เรียกมาทำงานวิจัยให้กับกองทัพที่ต้องผ่านการคัดเลือกอย่างยากลำบาก ผ่านไปไม่ถึงปีก็ได้กลายมาเป็นหัวหน้ากลุ่มแล้ว หากบอกว่าเป็นลูกนอกสมรสของท่านพันโทหวงก็ยังน่าเชื่อเลย”
“กับเด็กที่ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่ผ่านการทำงานจริงจังมาก่อน หลังจากที่ออกมาจากพื้นที่เขตชั้นนอกก็ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ อย่างนั้นจะเป็นเด็กที่ทำงานโดยไม่มีข้อผิดพลาดได้อย่างไร”
“ถ้าพวกเราทำให้เห็นว่าเด็กคนนั้น แท้จริงแล้วไม่มีความสามารถในการควบคุมการวิจัยจริงๆ เมื่อความน่าเชื่อถือหมดไป ใครจะกล้าเอาตัวอย่างจากเด็กนั่นมาอ้างอีกล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของหัวหน้านักวิจัยทั้งหลายก็มีประกายบางอย่างวาดผ่าน แม้ว่าบางคนจะไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่ที่นี่ล้วนคิดเหมือนกัน
อันซูหยวนมอบความลำบากให้พวกเขาเกินไป ถึงจะไม่อยากลงมือ...ก็ไม่สามารถปล่อยไปได้เช่นกัน อีกอย่าง...การมอบประสบการณ์ให้เด็กสาวนั้นไม่ถือว่าผิดเสียทีเดียว การจะเป็นนักวิจัยชั้นยอดได้ จะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายอยู่แล้ว ครั้งนี้เป็นงานเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ถ้าผิดพลาดก็ยังไม่ได้เกิดปัญหาร้ายแรง ถ้าในอนาคตต้องรับผิดชอบงานใหญ่ที่มีชีวิตมนุษย์ชาติอยู่ในกำมือ เธอจะได้ระวังให้มากขึ้นอย่างไรล่ะ
เมื่อมองหาความชอบธรรมให้ตัวเองได้แล้ว พวกเขาก็ปรึกษาวางแผนกันต่อ โดยที่ไม่รู้เลยว่าด้านหลังของพวกเขานั้นมีคนแอบสังเกตการณ์อยู่ และแน่นอนว่าคนๆนั้นย่อมเป็นคนที่โยนระเบิดก้อนใหญ่นี้ให้พวกเขา
“หัวหน้า คนพวกนั้นเริ่มกันแล้วครับ”
“โอ้ แล้วแผนการของพวกเขาเป็นอย่างไร ลองไปตรวจสอบดูอีกที ฉันต้องการจะทำให้มั่นใจว่าเรื่องนี้จะส่งผลให้เด็กนั่นไม่สามารถกลับมาเป็นนักวิจัยได้อีกเลย”
“เข้าใจแล้วครับ ผมได้ยินคร่าวๆว่าพวกเขาจะทำให้แบบจำลองที่ได้มานั้นเกิดความผิดปกติ แทนที่พวกมันจะสามารถไล่ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ได้ เพิ่มความปลอดภัยให้ค่ายพักแรมของนักเรียน แต่พวกมันจะทำงานผิดพลาดด้วยการทำให้อุปกรณ์นั้นระเบิดออกทันทีที่นำออกมาใช้งานครับ”
“หืม? เพียงแค่ระเบิดหรือ?”
“ครับ พวกเขาบอกว่าจะแอบตัดแต่งให้แบบจำลองนั้นดูดลมเข้าไปแต่ไม่ปล่อยออกมา เมื่อลมถูกอัดแน่นจนรับไม่ไหวก็จะเกิดระเบิดออกมา นอกจากจะไม่สามารถใช้การได้แล้ว ยังทำให้เสียงดังจนเรียกความสนใจจากสัตว์กลายพันธุ์ใกล้ๆมาอีกด้วย”
“แค่นั้น?” จ่าสิบเอกไป๋เลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“เอ่อ ครับ....ใช่ครับ” คนถูกถามชะงักไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าหัวหน้าไป๋กำลังหมายถึงสิ่งใดกันแน่ อะไรคือ “แค่นั้น?” แผนการของพวกเขาที่จะทำให้ผลการทดลองออกมาเลวร้ายแบบนั้นยังถามว่า “แค่นั้น?” ได้อีกหรือ?
เพียงแค่นี้ จ่าสิบโทอันก็คจะถูกทำลายชื่อเสียงแล้ว ผลการทดลองที่ผิดพลาด แม้จะผ่านการทดลองในห้องทดลองมาแล้วก็ตาม แบบนี้แล้วต่อไปเมื่อนำเสนองานใดๆออกมาอีก จะต้องถูกตั้งคำถามมากกว่าเดิมแน่
อย่างไรก็ตาม ดวงตาของจ่าสิบเอกไป๋กลับหรี่ลงเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าพวกนักวิจัยเหล่านั้นจะคิดได้แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ ต่อให้ผลการทดลองของอันซูหยวนครั้งนี้ผิดไป เธอก็ยังสามารถได้รับโอกาสครั้งใหม่อยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงว่านี่เป็นความผิดพลาดครั้งแรก ต่อให้จะได้รับสายตาสงสัยจากผู้คน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ถ้าต้องการทำลายเธอให้จมลงและไม่มีโอกาสกลับมาสร้างปัญหาอีก สมควรจะต้องทำให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่
“ไม่เป็นไร ในเมื่อพวกเขาคิดได้เท่านี้ ฉันก็จะช่วยสนองให้มันดีขึ้นกว่าเดิมเอง”
คำว่า “ดีขึ้น” ของเขาทำให้ผู้ช่วยงานขนลุกชันอยู่บ้าง ไม่ได้คิดเลยว่าหลังจากนี้... “ดีขึ้น” นั้นจะเป็นการต้องการทำลายผู้คนนับร้อย! จิตใจที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ แม้แต่เขาที่เป็นผู้ช่วยมานานก็ยังรู้สึกกลัว
ทางซูหยวนกำลังยุ่งอยู่กับการออกแบบการทดลองรอบแรกในห้องวิจัย เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ซูหยวนย่อมต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่แล้ว
คราวนี้พวกผู้นำยังมาชมด้วยตัวเอง พวกเขาวางแผนที่จะให้ผู้นำฝ่ายปกครองเข้าชมการทดสอบจริงด้วย ดังนั้นการทดสอบในห้องทดลองนี้จึงต้องตรวจสอบให้แม่นยำ
“ไม่คิดเลยว่าจะสำเร็จรวดเร็วขนาดนี้” พันโทหวงกล่าวชื่นชม
“ยังไม่ถือว่าสำเร็จค่ะ ยังเหลือการทดลองอีกสองครั้ง”
“ฮ่าๆ นั่นสินะ แต่ถ้าครั้งนี้สำเร็จก็น่าจะคาดการณ์ได้แล้วว่าพวกไก่กลายพันธุ์หงอนแดงนั้นมีนิสัยหวาดกลัวพืชหม้อข้าวหม้อแกงกลายพันธุ์จำลองจนไม่กล้าเข้าใกล้จริงหรือไม่” พันโทหวงคาดหวังไว้มาก เรื่องข้อมูลนิสัยของไก่หงอนแดงกลายพันธุ์นั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เก็บเอาไว้ในข้อมูลพื้นฐานมานานแล้ว อย่างไรก็ตาม...ไม่เคยมีใครคิดเอาประโยชน์จากเรื่องนี้มาใช้ มีก็แค่อันซูหยวนนี่แหละที่เป็นคนแรก ดังนั้นจึงเป็นการปฏิวัติวงการวิจัยอย่างแท้จริง
ห้องทดลองถูกเตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว อุปกรณ์ก็ถูกเตรียมเอาไว้พร้อมแล้วเช่นกัน ในการทดลองนี้มีนักวิจัยสามสี่คนมาดูผลลัพธ์ของมันด้วย ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่สนใจแนวคิดของซูหยวนเกี่ยวกับการสร้างแบบจำลองที่สัตว์กลายพันธุ์พวกนั้นหวาดกลัวมาเป็นสิ่งป้องกัน
ซูหยวนเดินไปตรงกลางลานทดสอบ ใช้มือเดียวเพื่อสะบัดให้แบบจำลองคลี่ออกมาเมื่อถูกลม นี่เป็นการออกแบบเพื่อให้มันสามารถพกพาได้ง่ายๆ ทำให้เหมือนกับการพับผ้าเพื่อไม่ให้อุปกรณ์นี้กลายเป็นภาระในการขนย้าย
เห็นภาพของผ้าที่กำลังขยายเหมือนกับกระโจมที่พัก ค่อยๆกลายเป็นรูปร่างของพืชกลายพันธุ์ขนาดใหญ่ประมาณ 2 เมตร ทั้งยังขยายแขนขาของมันยืดยาว ดวงตาของเหล่าผู้นำก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้น
“จ่าสิบโทอันใส่ใจรายละเอียดจริงๆ แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการใช้งานก็ยังทำให้มันง่ายขึ้น”
“ใช่แล้ว การออกแบบนี้ถ้าไม่ละเอียดพอย่อมไม่สามารถทำได้ง่ายๆ แต่พวกหน่วยผลิตกลับทำได้ใน 2 วันเท่านั้น นับว่ามีความสามารถแล้วจริงๆ” สองผู้นำระดับสูงของฝ่ายศึกษาวิจัยพูดคุยกัน ล้วนมีแต่คำชื่นชมทั้งนั้น หากคนอื่นมาได้ยินคงไม่วายจะริษยาซูหยวนเพิ่มขึ้นไปกว่าเดิมอีก
ในขณะเดียวกัน ซูหยวนที่อยู่ด้านล่างนั้นไม่ได้สนใจท่าทางของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เพียงส่งสัญญาณมือออกไปเพื่อเริ่มดำเนินการขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการทดลองนี้
“พร้อมแล้ว ปล่อยไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ออกมาได้เลย” เห็นท่าทางสงบและมั่นใจของอันซูหยวน ทุกคนต่างก็กำหมัดแน่น เธอไม่แม้แต่จะออกไปจากบริเวณนั้นด้วยซ้ำ เพียงยืนอยู่กับแบบจำลองให้รู้ไปเลยว่าจะได้รับบาดเจ็บจากไก่หงอนแดงกลายพันธุ์หรือไม่
การทดสอบเช่นนี้นับเป็นความกล้าหาญสำหรับนักวิจัยจริงๆ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เน้นการฝึกฝนทักษะการต่อสู้ ย่อมไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับพวกกลายพันธุ์โดยตรง แต่กับอันซูหยวน...แค่ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ไม่กี่ตัวนี่นับเป็นอะไรได้ ต่อให้ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ ด้วยพลังงานของเธอก็ยังกดข่มพวกมันไม่ให้ขยับได้เลย
...ที่สำคัญที่สุดก็คือ ซูหยวนมั่นใจในวิธีการรับมือของตัวเองมาก ดังนั้น...ต่อให้ไม่สามารถสู้กับไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ได้ เธอก็ยังตั้งใจจะยืนอยู่ตรงนี้เพื่อแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงประสิทธิภาพของแบบจำลองพืชกลายพันธุ์นี้อยู่ดี
………………………….