LNCrawler

บทที่ 266 สถาบันแพทย์โอสถหมื่นลี้ (อ่านฟรี 28 พ.ย. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 266 สถาบันแพทย์โอสถหมื่นลี้ (อ่านฟรี 28 พ.ย. 68)

บทที่ 266 สถาบันแพทย์โอสถหมื่นลี้

 

​แน่นอนว่าพันโทหวงก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าคำตอบจะออกมาเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพของการไล่ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เลย แค่การที่พวกมันช่วยทำให้ลดการใช้ยาไล่สัตว์กลายพันธุ์ได้นี้ก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว

 

แถมนี่ก็คือการลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่ได้รับผลตอบแทนเป็นเวลานานด้วย รวมๆแล้วนี่ก็ไม่ถือเป็นการลงทุนเพิ่มเลย แต่กลับได้ประโยชน์ในการขับไล่ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เพิ่มด้วย

 

​แนวคิดที่ยอดเยี่ยมนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะจดรายละเอียดเอาไว้ จะต้องเอาไปนำเสนอให้พวกผู้นำฝ่ายปกครองรับรู้ด้วย ความดีความชอบเช่นนี้จะต้องทำให้อันซูหยวนมีแต้มทางทหารเพิ่มขึ้นอีกมากแน่นอน ถึงจะไม่สามารถทำให้เธอเลื่อนระดับได้โดยตรง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ตราบเท่าที่ยังรักษาความสำเร็จเช่นนี้เอาไว้ คงอีกไม่นานที่เธอจะกลายเป็นจ่าสิบเอกของกองทัพ!

 

​เมื่อการทดลองนี้จบลง ข่าวความสำเร็จและการมองการณ์ไกลของอันซูหยวนโด่งดังไปทั่ว ทุกคนไม่คาดคิดเลยว่าการทดลองของเด็กคนหนึ่งก็จะสำเร็จง่ายๆเช่นนี้ ผู้คนมากมายต่างก็ถอดถอนหายใจ ท้ายที่สุดแล้วอาจจะเป็นตัวพวกเขาเองที่อ่อนแอเกินไป หรือไม่ก็มีแนวคิดคร่ำครึจนไม่พัฒนา

 

​วันเวลาผ่านไป หลังจากได้กำหนดเวลานัดหมายเอาไว้ ซูหยวนก็ได้รับเชิญเป็นพิเศษเพื่อที่จะไปชมการเอาชีวิตรอดของนักเรียนจากสถาบันแพทย์โอสถหมื่นลี้ พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ต้องล่าสัตว์กลายพันธุ์เหมือนกับสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง แต่จะต้องเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดให้ได้ในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ เพื่อให้ในการใช้ชีวิตจริง พวกเขาจะสามารถเป็นฝ่ายสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมได้

 

​สำหรับการจะเป็นผู้ปรุงยาได้นั้น ไม่ใช่แค่ต้องปรุงยาเป็นเท่านั้น แต่ทักษะการสนับสนุนก็ต้องมีด้วย ในกองทัพจึงจะได้เห็นว่าฝ่ายสนับสนุนนั้น หลายครั้งจะมีแพทย์สนามและผู้จัดยาอยู่ด้วย ซึ่งการทดสอบของพวกเขาครั้งนี้ก็ต้องการจะใช้เป็นบทเรียนในชีวิตจริง

 

​เป้าหมายที่พวกนักเรียนรู้ก็คือ พวกเขาจะต้องสนับสนุนเหล่าอาจารย์และใช้ชีวิตอยู่ในค่ายให้รอดปลอดภัย เป็นการบอกพวกนักเรียนว่าที่มาครั้งนี้ก็เพื่อให้สัมผัสกับพื้นที่ล่าจริงๆก่อน

 

แต่ก็เหมือนกับที่นักเรียนสถาบันนักล่าต้องเจอ เมื่อครบ 7 วัน อาจารย์ของพวกเขาก็จะซ่อนตัวอยู่รอบๆ ขอให้คนมาช่วยคุ้มกันอยู่ห่างๆ ทว่า...นักเรียนจะต้องใช้ชีวิตที่ค่ายนั้นจนกว่าจะสามารถช่วยเหลือนักล่าหรือทหารที่อยู่ในพื้นที่ล่าครบ 100 ครั้งเสียก่อน

 

​ดูไม่ใช่เป้าหมายที่ยากเย็นอะไรเมื่อเทียบกับเป้าหมายของนักเรียนปีก่อนๆที่ต้องช่วยเหลือรวมแล้ว 500 ครั้ง ไม่รวมว่า 1 คนจะบาดเจ็บมากี่ครั้งก็ตาม หากสามารถรักษาพวกเขาจนกลับไปทำงานได้ปกติ แล้วอีกวันได้รับบาดเจ็บอีกก็นับเป็นครั้งที่ 2 เช่นกัน แต่จำนวนเท่านั้นเป็นจำนวนของเขต A เมื่อเทียบกับเขต B ที่อันตรายมากกว่า แถมจำนวนนักล่าก็น้อยกว่า เช่นนี้แล้วยังเรียกว่าเป็นการทดสอบที่ยากยิ่งกว่าหลายเท่า

 

​ในเมื่อเป้าหมายไม่ใช่การเอาชีวิตรอด ดังนั้นค่ายพักแรมของพวกเขาจะต้องปลอดภัย ซึ่งแบบจำลองที่อันซูหยวนนำมาก็จะเอาใช้ที่นี่เอง

 

“อาจารย์คะ ทำไมจึงมีทหารเดินทางร่วมกับพวกเราด้วยคะ” นักเรียนคนหนึ่งของสถาบันเอ่ยถามด้วยความสงสัย เธอเป็นนักเรียนส่วนตัวของอาจารย์ท่านนี้ จึงสามารถพูดคุยได้โดยตรง

 

​เป็นอันซูหยวนและคนของหน่วยวิจัยอีก 2 คนที่เดินทางติดตามมาด้วย ดูแล้วแปลกแยกจากกลุ่มของพวกเขาเหลือเกิน หลายคนสงสัยเกี่ยวกับที่มาของทั้ง 3 คนนี้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม ส่งผลให้พวกเขาขอให้นักเรียนส่วนตัวอาจารย์เป็นคนถามขึ้นมาแทน

 

“หืม? นั่นไม่ต้องใส่ใจนัก พวกเขาแค่อยากจะเอาตัวอย่างงานวิจัยในห้องทดลองมาใช้”

 

“หมายความว่า...พวกเขาต้องการเอามาทดลองกับสถาบันของเราหรอคะ? แล้วถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา...” เด็กสาวขมวดคิ้ว ไม่คิดเลยว่ากองทัพจะทำเช่นนี้ คิดใช้งานพวกตนเป็นหนูทดลองเช่นนั้นหรือ?

 

“นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร เป็นแค่การสร้างแบบจำลองในการป้องกันไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เท่านั้น เรื่องนี้กลับจะเป็นผลดีต่อพวกเธอมากกว่า หากผลการทดลองนี้ผ่านไปด้วยดี”

 

“อาจารย์ แล้วถ้ามันไม่ดี...”

 

“เช่นนั้นพวกเราก็ต้องดูแลกันเอง เอาล่ะ อย่าไปใส่ใจเรื่องวุ่นวายเหล่านั้น เพียงแค่ตั้งใจให้ดีเพื่อเรียนรู้วิชาจากการปฏิบัติจริงก็พอ” คนเป็นอาจารย์คร้านที่จะอธิบายอีก

 

​อันที่จริงต้องบอกว่าเรื่องนี้ตัวเขาคัดค้านไปก่อนที่จะรับผิดชอบพาเด็กมาแล้ว ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมจะต้องใช้นักเรียนของสถาบันพวกเขาเป็นตัวทดลอง ถึงจะบอกว่ามันสามารถไล่สัตว์กลายพันธุ์ได้ แถมประหยัดยาได้ แต่จะเป็นอย่างไรถ้าคุณสมบัติเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นจริง

 

​ถ้ามันเปลี่ยนจากปกป้อง 8 ชั่วโมงเป็น 4 ชั่วโมง เด็กๆจะไม่เดือดร้อนแทนหรือ?

 

​ถึงเขาจะโต้เถียงอย่างไร ทว่าคนเป็นผู้นำสถาบันได้ตกลงกับพวกกองทัพไว้แล้ว สุดท้ายยังมีผู้นำฝ่ายปกครองมาดูด้วย เช่นนี้แล้วเขาก็ทำได้แค่ภาวนาให้นักเรียนเท่านั้น

 

​อย่าลืมว่าเรื่องนี้ ถึงพวกผู้นำฝ่ายปกครองจะตั้งใจมาดูการทดสอบประสิทธิภาพของแบบจำลอง แต่...พวกเขาก็จะได้เห็นความสามารถของนักเรียนปีหนึ่งไปด้วยอยู่ดี

 

​หากพวกเขาทำผลงานได้ดีก็ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่ส่วนใหญ่แล้ว...ผลลัพธ์ที่ออกมากลับจะทำให้อับอายเท่านั้น

 

​ไม่มีนักเรียนชั้นปีที่ 1 ปีไหนที่จะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเลย พวกเขาไม่เหมือนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งที่สามารถจัดการสัตว์กลายพันธุ์ได้ แม้สถาบันแพทย์โอสถหมื่นลี้จะสอนให้นักเรียนเป็นฝ่ายสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมก็จริง ทว่า...เวลาทำงานจริงกับเวลาทดสอบนี้เหมือนกันหรือ?

 

​ตอนทำงานจริง พวกเขาก็อยู่แนวหลัง คอยวิ่งไปมาเพื่อเอายาไปให้หรือพาคนเจ็บกลับมาหรือแค่ฟังคำสั่งจากพวกแพทย์อีกที ไหนเลยจะต้องเอาตัวรอดไปด้วย วิ่งหาคนทำงานไปด้วยกัน...

 

​ถึงอยากจะบ่น ทว่าคนตัวเล็กๆเช่นเขาทำได้ด้วยหรือ? ในเมื่อผู้อำนวยการสถาบันยังพูดไม่ได้ แล้วเขายังจะทำอะไรได้กันล่ะ

 

​เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็มองไปยังเด็กสาวที่เป็นเจ้าของงานวิจัยนี้ ดูจากอายุแล้วไม่เห็นความน่าเชื่อถือเลยสักนิด ตอนแรกว่าทำใจยากแล้ว เวลานี้ยิ่งทำใจได้ยากกว่า การที่เขาจะฝากนักเรียนของตัวเองไว้กับอุปกรณ์ทดลองของเด็กสาวที่อายุพอๆกันนี้...มันอดทำให้เขาเพิ่มความกังวลใจไม่ได้จริงๆ

 

​พวกเขาเดินทางกันไปแค่ส่วนต้นของเขต B เท่านั้น ไม่ได้จงใจพาเด็กๆเข้าไปในส่วนลึกเหมือนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งก่อนหน้านี้ เพราะจุดประสงค์ในการทดสอบต่างกันจึงทำให้ตั้งเป้าหมายต่างกันไปด้วย เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือนักล่าหรือทหารให้ได้ 100 ครั้งในเขต B นี้ แค่นี้ก็นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่แล้ว ดังนั้นเบื้องต้นขอให้ทำภารกิจนั้นให้เสร็จก่อนเถิด แล้วจึงค่อยพิจารณาการทดสอบต่อไป

 

​การเพิ่มระดับความยากของการทดสอบนี้กระทบไปทั่ว ไม่ใช่แค่สถาบันของพวกเขาเท่านั้นที่เสี่ยงว่านักเรียนชั้นปีที่ 1 จะทดสอบไม่ผ่าน สถาบันอื่นๆก็เจอความยุ่งยากเช่นกัน ขนาดสถาบันเพลิงพลองก็ได้ยินข่าวว่าเจอกับความเสียหายหนัก เกือบจะทำให้ตกตายยกชั้นปีไปแล้ว โชคดีที่สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเข้าช่วยเหลือ

 

​ตอนนี้ทุกสถาบันต่างก็กลัวว่าเด็กๆของพวกเขาจะถูกส่งไปตายทั้งนั้น เรื่องนี้ทุกคนรู้ แต่พวกผู้นำฝ่ายปกครองกลับไม่รู้อะไรทั้งสิ้น เพียงมอบคำสั่งแล้วก็บอกว่าทุกคนต้องพัฒนา โดยไม่สนใจถึงกระบวนการเลยว่าระหว่างการพัฒนาต้องเสียอะไรไปบ้าง!

 

“เอาล่ะ พวกเราจะตั้งค่ายที่นี่” คนเป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจส่งสัญญาณ ซูหยวนกับสมาชิกทหารอีก 2 คนจึงทำหน้าที่ของพวกเขา

 

​เด็กๆมองดูการทำงานของทั้ง 3 คนด้วยความสนใจ ยิ่งมีซูหยวนที่อายุพอๆกับตัวเองอยู่ด้วย พวกเขาก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นว่าเธอเป็นใครกันแน่

 

​เพียงสะบัดแล้วก็กางออก แบบจำลองพืชกลายพันธุ์ก็เผยโฉมให้ทุกคนได้เห็น ค่ายของนักเรียนกินพื้นที่ไม่มาก ใช้แบบจำลองเพียง 5 ชิ้นก็เพียงพอที่จะปกป้องเขตทั้งหมดแล้ว ซูหยวนบรรจุผงยาไล่สัตว์กลายพันธุ์ลงไปด้วย รวมแล้วต้องใช้ 5 ขวด ซึ่งจะสามารถปกป้องได้ 12 ชั่วโมง นานกว่าปกติที่เคยใช้

 

​ในขณะที่ซูหยวนเตรียมการ ที่ห้องทำงานของนักวิจัยก็เริ่มพูดถึงเรื่องการทดสอบวันนี้แล้ว

 

“เป็นอย่างไรบ้าง แผนที่ดำเนินการสำเร็จดีหรือไม่” นักวิจัยคนหนึ่งพูดขึ้นมาลอยๆแต่ทุกคนที่นั่งรวมกันนี้ย่อมรู้ดีว่าหมายถึงอะไร

 

“ฮ่าๆ ก็ต้องสำเร็จแล้วน่ะสิ เมื่อคืนนี้ฉันเข้าไปจัดการด้วยตัวเอง มั่นใจแน่ว่าจะต้องล้มเหลว”

 

“ดี ดีแล้ว นี่เป็นการมอบประสบการณ์ในการเป็นนักวิจัยที่ดีก็เท่านั้น ถ้าทำทุกอย่างแล้วประสบความสำเร็จ ไม่เคยเรียนรู้ที่จะรับมือกับความผิดพลาด ความเสียใจ ต่อไปจะกลายเป็นโทษร้ายแรงแทน”

 

“ใช่ๆ พวกเราก็แค่มอบบทเรียนให้รุ่นน้องนักวิจัยคนหนึ่งเท่านั้น”

 

“หึ! ได้ยินจากพวกฝ่ายผลิตว่างานชิ้นนี้ถูกมองว่าเป็นมาสเตอร์พีชของพวกเขาอีกชิ้นหนึ่งเลย เพราะใช้เวลาสร้างเพียง 2 วัน แถมยังประสบความสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกที่สร้าง”

 

“เหอะ! ปล่อยให้พวกเขาดีใจไปก่อนเถอะ อีกไม่นานก็คงจะงงตาแตกแล้วว่าเกิดความผิดพลาดได้อย่างไร”

 

​เสียงหัวเราะของนักวิจัยหัวแข็งดังขึ้น คนเดินผ่านไปผ่านมายังแปลกใจที่พวกเขามีข่าวดีอะไรกัน หลังจากที่ไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะถูกพวกผู้นำตำหนิไป

 

​แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่เรื่องของพวกเขา ดังนั้นจึงไม่มีคนให้ค่าสนใจ เพียงสงสัยแต่ก็เดินผ่านไปเท่านั้น ทว่า...คนที่สนใจกลับเป็นคนที่อยู่ในห้องทำงานใหญ่ผู้หนึ่ง

 

“ดี ตอนนี้ก็เอาออกไปใช้แล้วหรือไม่? จากที่กำหนดเอาไว้ มันจะระเบิดตอนไหน”

 

“หลังจากผ่านไป 6 ชั่วโมงครับ” คนเป็นลูกน้องตอบกลับ

 

“ดี ดี อย่างนั้นก็รอฟังข่าวให้ดี รีบเอามารายงานฉันทันทีที่ได้ยินเกี่ยวกับการระเบิดนี้”

 

“เข้าใจแล้วครับ” สองคนเจ้านายพูดกันไม่กี่ประโยคก็เข้าใจกัน คนหนึ่งวางแผน อีกคนลงมือ สองคนทำสิ่งชั่วร้ายและกำลังรอฟังผลลัพธ์จากการลงมือนี้

 

​ยิ่งถ้ามีข่าวคนตายมากเท่าไร นั่นคงจะเป็นข่าวดีมากๆของเขาเลยก็ว่าได้!

 

​ไม่มีใครคิดเลยว่าผลของการทดลองขนาดเล็กนี้จะกลายเป็นที่สนใจจากผู้คนมากมายถึงเพียงนั้น อันซูหยวนเวลานี้แค่สนใจกับการจัดเตรียมค่ายให้พร้อม เธอยังคำนวณจำนวนยาไล่สัตว์กลายพันธุ์ให้เพียงพอด้วย ไม่เหมือนกับนักเรียนนักล่า พวกเขามีความสามารถในการป้องกันตัวเองสูง แต่นักเรียนเหล่านี้จะต้องได้รับการป้องกันที่ดีพอที่จะให้พวกเขาสนใจแค่เรื่องการเร่งทำยารักษาคน

 

​ซูหยวนไม่ได้มีความรู้ในการทำยามากนัก แต่เธอเข้าใจเรื่องสมุนไพร เมื่อเสร็จงานป้องกันค่ายแล้วก็กลับมาดูการทำงานของพวกนักเรียนไกลๆ ศาสตร์ของพวกเขาน่าสนใจจริงๆ การผสมยานี้ไม่เหมือนกับการใช้เทคโนโลยีที่โลกเดิม แต่เพื่อให้ยามีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขายังใส่พลังงานของตนเองเข้าไปทุกกระบวนการด้วย

 

​ยาแต่ละชนิดต้องการจำนวนพลังงานที่ต่างกัน บางชนิดต้องการมาก บางชนิดต้องการน้อย ดังนั้นผู้มีพลังงานมากแต่ต้องการปรุงยาระดับต่ำ จำเป็นต้องควบคุมพลังงานของตนเองให้ดีเพื่อไม่ให้ไหลทะลักออกมาจนทำให้ยาเสียคุณภาพ การเป็นผู้ปรุงยานี้ไม่ได้แข่งขันกันที่ปริมาณพลังงาน แต่แข่งขันกันที่คุณภาพของพลังงานและการควบคุมมากกว่า

 

“เธอดูอะไรอยู่” ในขณะที่ซูหยวนกำลังให้ความสนใจกับหม้อยาเงียบๆ เสียงหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง

 

“ถามว่ากำลังดูอะไรอยู่? สนใจที่จะขโมยวิธีการปรุงยาของพวกเราหรือไง? ขอบอกนะว่าต่อให้เรียนรู้ไปก็ไม่ได้จะใช้งานได้ง่ายๆ หากทำยาไม่ถูกต้องแล้วทำให้ตัวเองตายขึ้นมา อย่ามาโทษว่าฉันไม่เตือนล่ะ” เธอกอดอกมองซูหยวนด้วยสายตาดูถูก หลายครั้งที่ผู้คนมักคิดว่าการปรุงยาเป็นเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเลย

 

​ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ราคาของยาคงจะไม่สูงเช่นทุกวันนี้หรอกใช่ไหม?

 

​อีกอย่าง ความสำคัญของพวกเธอก็ไม่แพ้ไปกว่าพวกแพทย์หรือพวกเกษตรกรเลย เนื่องจากต้องทำงานกับทั้งสองฝ่าย เกษตรกรเป็นผู้ปลูกสมุนไพรส่งมาให้พวกเธอ ในขณะที่พวกแพทย์จะเป็นคนเอายาของพวกเธอไปใช้งาน หลายครั้งที่เมื่อเทียบกับทั้งสองฝ่ายนี้แล้ว ฝ่ายปรุงยาของพวกเธอนับว่ามีระดับชั้นที่ต่ำกว่าในสังคม มักจะถูกทั้งสองฝ่ายมองข้ามเสมอ ทว่า...เธอกลับไม่คิดเช่นนั้น

 

​จริงอยู่ที่ถ้าไม่มีเกษตรกร พวกเธอก็ปรุงยาไม่ได้ แล้วถ้าไม่มีแพทย์คอยตรวจโรค ยารักษาระดับสูงกว่านั้น หรือการช่วยเยียวยาผู้คนก็จะไม่มีประสิทธิภาพ แต่ลองคิดกลับกัน...ถ้าไม่มีนักทำยาอย่างพวกเธอล่ะ พวกเขาจะทำงานได้มีประสิทธิภาพเช่นนี้หรือ?

 

​แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องอันดับกับนักวิจัยคนนี้ ทว่า...หลังจากได้เห็นท่าทางของอีกฝ่าย เธอก็อดไม่ได้ที่จะเข้าใจว่าหญิงสาวทหารคนนี้กำลังดูถูกการปรุงยาของพวกเธอเหมือนกัน

 

​คงจะคิดว่าการปรุงยาขึ้นมาสักอย่างเป็นเรื่องง่ายดายกระมัง...

 

 …..…………………………