LNCrawler

บทที่ 269 บทลงโทษที่ดีที่สุด (อ่านฟรี 1 ธ.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 269 บทลงโทษที่ดีที่สุด (อ่านฟรี 1 ธ.ค. 68)

บทที่ 269 บทลงโทษที่ดีที่สุด

 

หลังจากได้ผลลัพธ์ของการทดสอบ กลุ่มทหารก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่อีก ซูหยวนก็เก็บข้าวของและกระโจมของตนเอง เตรียมที่จะเดินทางออกจากค่ายพักของพวกนักเรียน 

 

“พวกคุณจะไปแล้วหรือ?” นักเรียนหญิงที่คุ้นหน้าคุ้นตาเข้ามาทักทายซูหยวน

 

ก่อนหน้านี้เธอเสียมารยาทต่อซูหยวนไม่น้อย ด้วยเข้าใจว่าพวกทหารกำลังใช้พวกตนเป็นเครื่องมือในการทดลองอุปกรณ์ คิดไม่ถึงเลยว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นกลับมีคุณค่ายิ่ง ดังนั้นเธอจึงเข้ามาหาซูหยวนด้วยตัวเอง อย่างแรกก็เพื่อขอโทษ และอีกอย่าง...เธอก็ต้องการที่จะสร้างความสัมพันธ์กับซูหยวนเอาไว้

            

เห็นได้ชัดว่าในบรรดาทหารกลุ่มนี้ อันซูหยวนที่อายุน้อยพอๆกับตนเองเป็นหัวหน้ากลุ่ม แม้แต่อุปกรณ์สั่งการให้โจมตีก็อยู่ในมือของเธอ ดังนั้นถ้าจะเข้าหาใคร ก็ควรจะต้องเข้าหาเธอนี่แหละ

 

“คุณทหาร ก่อนหน้านี้ฉันได้เสียมารยาทต่อคุณไป เรื่องนี้หวังว่าคุณจะไม่ถือสา” เด็กสาวก้มหัวลง ถึงจะมาจากตระกูลใหญ่ ก็ไม่ได้เย่อหยิ่งนัก 

            

อาจจะด้วยนิสัยของผู้สนับสนุน เมื่อต้องทำงานร่วมกับคนอื่น พวกเธอยังทำหน้าที่ตัวเองได้ดี ต่อให้ไม่พอใจใครก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนสีหน้าของตัวเองได้

            

ถึงก่อนหน้านี้เธอจะไม่ชอบซูหยวนที่แอบดูการปรุงยาของพวกเธอ ทั้งยังมีกลิ่นอายของนักล่า ซึ่งเธอเคยได้ยินว่าที่สถาบันนักล่านั้นมีการสอนวิชาทำยาด้วย จึงเข้าใจผิดคิดว่าซูหยวนเป็นหนึ่งในคนที่ดูถูกการปรุงยาของพวกตน แต่ด้วยความสามารถที่อันซูหยวนแสดงออกมา เธอจึงได้รู้ว่าตัวเองคิดผิดไป

            

กับผู้มีความสามารถในการสร้างแบบจำลองที่มีประโยชน์เช่นนี้ จะต้องเป็นคนที่ฉลาดและมีกระบวนการคิดที่ดีแน่ ดังนั้นที่มองดูการปรุงยาของพวกตน แท้จริงแล้วอาจจะต้องการศึกษาจริงๆจังๆก็ได้

 

“ไม่เป็นไร” ซูหยวนโบกมือ เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว 

 

“ขอบคุณคุณทหารมากค่ะ ว่าแต่...เรื่องแบบจำลองนี้ ทางกองทัพมีแผนที่จะสร้างมันออกมาขายหรือเปล่าคะ”

 

“เรื่องนั้น...ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของพวกผู้นำ”

 

“โอ้ อย่างนั้นหรอคะ ถ้าหากมีความสนใจที่จะสร้างผลงานนี้เพื่อออกขาย ฉันมีคนที่อยากจะแนะนำให้รู้จักอยู่นะคะ ถ้าคุณกรุณา...จะเป็นการดีมากหากติดต่อมาที่ตระกูลเซี่ยของฉัน” เมื่อได้ยินการแนะนำตัวเช่นนี้ ซูหยวนก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

            

ถึงเธอจะเป็นนักล่า เกษตรกร และนักวิจัย แต่ก็ย่อมได้ยินชื่อเสียงของตระกูลเซี่ยมาอยู่บ้าง ได้ยินว่าพวกเขาเป็นตระกูลใหญ่ที่มีความสามารถในการผลิตอยู่บ้าง เป็นคู่แข่งของตระกูลหานในเรื่องการแย่งชิงส่วนแบ่งของตลาด ความสัมพันธ์ของพวกเขากับกองทัพก็ไม่ได้แย่ เนื่องจากหลายครั้งก็เป็นการซื้อสิทธิ์ในการผลิตของต่างๆจากกองทัพเช่นกัน

            

แม้ว่าซูหยวนจะไม่มีสิทธิในการตัดสินใจเลือกตระกูลในการผลิตอุปกรณ์ที่ได้จากการวิจัยของกองทัพ แต่การที่ตระกูลเซี่ยเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของตระกูลหานก็ทำให้เธอสนใจไม่น้อย

 

“เข้าใจแล้ว ฉันจะพูดถึงตระกูลเซี่ยในที่ประชุมสักคำนะคะ”

 

“ขอบคุณมากค่ะ คุณก็คือ....”

 

“อันซูหยวน จ่าสิบโทอันซูหยวน” 

 

“ฉันคือเซี่ยเฟยเฟยค่ะ” สองคนทำความรู้จักกันเสร็จ ซูหยวนก็เก็บข้าวของของตัวเองกลับไป ปล่อยให้เซี่ยเฟยเฟยอยู่กับการทดสอบของสถาบันต่อ

            

พวกเธอยังมีเรื่องสำคัญที่จะต้องไปสะสางอยู่ด้วย คนที่วางแผนเล่นงานให้ถึงกับต้องตายนั้น...ซูหยวนไม่มีทางปล่อยไว้เฉยๆแน่!

            

ตัวอย่างการทดลองที่ถูกแก้ไขส่งมอบให้ฝ่ายผลิตทำรายงานแล้ว พวกเขาสามารถตรวจสอบและให้รายละเอียดได้ว่ามีการปรับแต่งให้ต่างจากแบบเดิมอย่างไรบ้าง แม้จะไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ แต่ก็สามารถหาหลักฐานได้จากทักษะการปรับเปลี่ยน รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้

            

เรื่องเหล่านี้ย่อมไม่เกินความสามารถของกองทัพอยู่แล้ว ใช้เวลาไม่นานก็มีพวกหัวหน้านักวิจัยกลุ่มใหญ่ถูกพามาห้องสอบสวน ในขณะที่ผู้นำอย่างพันโทหวงลอบกุมขมับตัวเองอย่างช่วยไม่ได้

            

หากเรื่องนี้เกี่ยวพันกับคนสองสามคนก็คงจะไม่เป็นอะไร เขายังสามารถลงโทษคนเหล่านั้นด้วยโทษสูงสุด เช่น การขับออกจากฝ่าย ปลดยศทหาร หรือการขอให้ทางนั้นต้องจำคุกเพื่อรับโทษ อย่างไรก็ตาม...พอเห็นจำนวนพวกหัวหน้านักวิจัยนับสิบคน แล้วยังมีพวกลูกน้องที่ติดตามมาอีกหลายสิบคน หากไล่คนเหล่านี้ออกไป ไม่ใช่ว่าจะเป็นการปลดประจำการเกือบครึ่งหนึ่งหรอกหรือ?

            

อันซูหยวนเห็นภาพนี้ย่อมเข้าใจว่าเธอย่อมไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุดแล้ว มีแต่จะต้องอะลุ่มอล่วยเท่านั้น สถานการณ์เช่นนี้ก็ไปต่อได้เท่านี้เพื่อปกป้ององค์กร อีกอย่าง...เธอเป็นแค่คนนอกด้วย ดังนั้นต่อให้เธอไม่ได้ผิดอะไร หัวหน้าอย่างพันโทหวงก็ต้องเอาคนของตนเองไว้ก่อน

            

ยังมีงานมากมายที่หวังพึ่งพาพวกเขา และซูหยวนก็ไม่สามารถรับผิดชอบแทนทั้งหมดได้

 

“ฉันไม่คิดเลยว่าทุกคนจะทำเช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ทำงานร่วมกันมานาน แต่ทำไมถึงใจแคบได้ขนาดนี้กัน ฉันบอกตามตรง...รู้สึกผิดหวังกับทุกคนที่นี่มาก” พันโทหวงพูดขึ้นมา คำพูดของเขานั้นส่งผลให้พวกหัวหน้าห้องวิจัยได้แต่รู้สึกละอาย 

            

พวกเขาทำผิดจริง ทั้งยังทำผิดเหมือนเด็กๆอีกด้วย ในฐานะนักวิจัยงานสำคัญเพื่อมนุษย์ชาติแล้ว หากมีคนประสบความสำเร็จในการสร้างสิ่งดีๆเพื่อมนุษย์ชาติขึ้นมาสักอย่าง พวกเขาควรจะต้องภาคภูมิใจ รู้สึกดีใจไปด้วย แต่เพราะความยากลำบากในการปรับเปลี่ยน พาลทำให้โกรธจ่าสิบโทอันแล้วคิดทำลายงานของเธอ เห็นที...พวกเขาจะยังมีจิตใจเสียสละไม่พอ ช่างน่าอับอายจริงๆ

 

“ท่านผู้นำ พวกเรารู้ว่าผิดแล้ว พวกเรายอมรับคำตัดสินของท่านทั้งหมด” ตัวแทนหัวหน้าฝ่ายวิจัยพูดขึ้น เขามองไปยังอันซูหยวน หากเป็นตอนนี้...การได้รับโทษบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร อีกอย่าง...โชคดีที่เธอทำงานอย่างระมัดระวัง ดังนั้นจึงไม่เกิดข้อผิดพลาดใหญ่หลวงขึ้น

            

หากเป็นตอนนี้ โทษที่พวกเขาจะได้รับก็ยังพอก้มหน้ายอมรับและเข้าใจได้ แต่ถ้าหลังจากที่แผนการของพวกเขาสำเร็จ แล้วถูกผู้อื่นยืมมือฆ่าคน เวลานั้น...หากมีคนต้องตายมากมาย เชื่อเถอะว่าเรื่องจะไม่จบแค่การตำหนิกันภายในอย่างแน่นอน พวกคนใหญ่คนโตของตระกูลต่างๆที่สนับสนุนนักเรียนสถาบันแพทย์โอสถหมื่นลี้ไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่ จะต้องกดดันให้ทางการเอาโทษพวกเขาอย่างถึงที่สุด ซึ่งนั่นย่อมต้องตามมาด้วยชีวิตของพวกเขาทั้งตระกูล 

            

ดังนั้นบทลงโทษภายในฝ่ายจึงถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว

 

“ดี ในเมื่อคิดกันได้แล้ว ฉันก็จะไม่ส่งเรื่องนี้ไปหน่วยกลาง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่มอบความยุติธรรมให้จ่าสิบโทอันหรอกนะ งานที่เธอพยายามตั้งใจทำอย่างดีเกือบจะผิดพลาดขึ้นเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกคุณ ดังนั้นจะต้องชดใช้ให้เธอ” 

 

พันโทหวงพูดขึ้นหลังจากที่เขาได้เรียกประชุมพวกผู้ใหญ่ของฝ่ายแล้ว อีกทั้งเรื่องนี้ยังถูกเสนอโดยคนของตระกูลจางที่สนับสนุนอันซูหยวนอยู่ด้วย ซึ่งนี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่ายแล้วจริงๆ

 

“หลังจากนี้ต่อไป งานวิจัยใดๆก็ตามที่ทุกคนสร้างขึ้น ส่วนแบ่งเรื่องลิขสิทธิ์หรือรายรับอื่นๆทั้งหมดไม่ว่าจะได้เท่าไร ทุกครั้งจะต้องแบ่งให้จ่าสิบโทอันซูหยวนร้อยละ 1 ตลอดไป เรื่องนี้กองทัพจะเป็นผู้ร่างสัญญา มีผลบังคับไปตลอดชีวิต ตั้งแต่พวกระดับหัวหน้าไปจนถึงระดับลูกน้อง แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังรวมถึงเงินเดือนทุกคนด้วย”

            

บทลงโทษนี้ฟังผิวเผินแล้วดูไม่รุนแรงอะไร ทุกคนถูกหักเงินคนละ 1 ส่วนเท่านั้นจากการกระทำความผิดร้ายแรงนี้ ยกตัวอย่างเช่นพวกเขามีรายได้ 100,000 เครดิตต่อเดือน เช่นนั้นต้องถูกกองทัพหักให้อันซูหยวน 1,000 เครดิตต่อเดือน ดูเป็นรายการหักที่น้อยมากๆ แต่ถ้าคำนวณให้ดีจะรู้ว่าเรื่องนี้ค่อนข้างกลายเป็นบ่วงติดหลังพวกเขาไปตลอดแล้วจริงๆ

            

ขอยกตัวอย่างแค่ลิขสิทธิ์งานที่นักวิจัยคิดค้นออกมา ถึงจะเป็นการได้รับแค่ 1 ครั้งเพื่อขายให้กองทัพ จากนั้นกองทัพจะไปเก็บจากภาคเอกชนหรือสร้างขึ้นมาเองก็สุดแล้วแต่พวกเขา ทว่า...เงินก้อนสำหรับงาน 1 ครั้งนั้นไม่ใช่น้อยๆ เป็นรายได้พิเศษนอกจากเงินเดือน หลายครั้งนักวิจัยพวกนี้ก็ได้เกิน 10 ล้านเครดิต!!

            

หากหนึ่งคนโดนหัก 100,000 เครดิตมาให้ซูหยวน แล้วถ้า 10 ห้องวิจัยประสบความสำเร็จเหมือนกันทั้งหมด ซูหยวนก็จะได้เงินไปเปล่าๆ 1 ล้านเครดิต แน่นอนว่ามันไม่มีเรื่องง่ายๆขนาดนั้น หนึ่งปีอาจจะมีคนศึกษาได้แค่ 2 คน หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ ทว่า...คิดจากเงินเดือนของคนหลายสิบคนที่นี่ ขอแค่ขั้นต่ำ 1,000 เครดิต เท่ากับซูหยวนจะมีรายได้หลายหมื่นเครดิตทุกๆเดือนโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย

 

ชีวิตเช่นนี้...ใครบ้างจะไม่ต้องการ ในอนาคตซูหยวนแทบไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงก็มีกินมีใช้ไม่อดอยาก แล้วยังไม่ต้องพูดถึงว่าการรับเงินนี้ไม่ใช่แค่ส่งมอบให้ซูหยวนเท่านั้น แต่จะต้องถูกกองทัพหักตลอดชีวิตของผู้กระทำผิด หากซูหยวนจากโลกนี้ไปก่อน ทายาทของเธอก็จะยังได้รับสิทธิพิเศษนี้ด้วย

            

ทุกคนมองหน้ากัน รู้สึกว่าบทลงโทษนี้ค่อนข้างเบาสำหรับความผิดของพวกเขา แน่นอนว่าความคิดของพวกเขาย่อมถูกต้อง โทษนี้เป็นแค่โทษขั้นต้นเท่านั้น ยังมีโทษใหญ่ที่จะต้องชดเชยให้ซูหยวนอีก 2 ประการ

 

“นอกจากเรื่องการหัก 1 ส่วนของรายได้ทั้งหมดแล้ว ยังมีการลงโทษอื่นๆอีก อย่างแรก...เนื่องจากทุกคนเป็นนักวิจัย และจ่าสิบโทอันก็เป็นผู้ใฝ่ความรู้ ดังนั้น...ผลงานทุกอย่างตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จ่าสิบโทอันจะสามารถเรียนรู้ความสำเร็จหรือแม้แต่ความล้มเหลวของทุกคนได้”

            

ความหมายของบทลงโทษนี้ทำให้ดวงตาของทุกคนสั่นไหว พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบทลงโทษที่รุนแรงเช่นนี้ก็ถูกเอาออกมาใช้ด้วย

            

จริงอยู่ที่งานวิจัยล้วนเป็นสิ่งที่เผยแพร่ได้ แต่นั่นก็เป็นข้อมูลงานวิจัยที่สำเร็จแล้วเท่านั้น กระบวนการและรายละเอียดต่างๆที่พวกเขาใช้ความพยายามในการรวบรวมไว้ ก็ต้องมอบให้อันซูหยวนดูด้วยหรือ? นี่...ไม่ใช่ว่าจะเป็นการติดปีกให้เธอบินเลยหรือไง?

            

ปกติแล้วการศึกษาค้นคว้าของใครก็จะถูกเก็บเอาไว้เป็นของคนนั้น ถือว่าเป็นความยากลำบากของพวกเขาที่จัดเรียงเอาไว้เอง เพราะบางครั้งยังสามารถเอาการศึกษาเก่าๆมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นข้อมูลสนับสนุนงานใหม่ในอนาคตได้ ความพยายามพวกนี้ย่อมไม่ต้องการเปิดเผยให้ใคร ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่าได้มอบจิตวิญญาณทั้งหมดของตนเองให้ผู้อื่นไปแล้ว

            

ใครจะคิดว่าจู่ๆพวกเขาก็จะได้รับโทษเช่นนี้ด้วย...นี่ทำให้ทุกคนลอบมองหน้ากันเอง อยากจะทักท้วงสักคำสองคำ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร บทลงโทษสุดท้ายกลับทำให้พวกเขาเจ็บปวดยิ่งกว่า

 

“แล้วก็บทลงโทษสุดท้าย...หลังจากนี้ถ้าจ่าสิบโทอันต้องการศึกษาวิจัยเรื่องใด ไม่ว่าจะทำในกองทัพหรือภายนอก ทันทีที่จ่าสิบโทอันต้องการคน ขอเพียงระบุรายชื่อมาเท่านั้น ทุกคนที่นี่จะต้องยอมร่วมมือกับเธอ กลายเป็นลูกมือในการทำงานให้เธอด้วย”

 

“อ้อ แล้วถ้าเมื่อไรที่จ่าสิบโทอันไม่พอใจกับผลงานนี้ เธอสามารถส่งคำร้องมาที่กองทัพเพื่อมอบบทลงโทษพิเศษสำหรับคนที่ไม่ตั้งใจทำงานให้เธอได้ด้วย ถึงเวลานั้น...พวกเราก็ไม่เกี่ยงที่จะดึงปัญหาเก่าขึ้นมาถกอีกครั้งหรอกนะ”

            

ได้ยินคำพูดนี้ของพันโทหวง ทุกคนก็อ้าปากค้างไปเลย สำหรับพวกลูกน้องทหารนั้นไม่เท่าไร แต่พวกที่เป็นหัวหน้าห้องวิจัยนั้นไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบทลงโทษเช่นนี้ก็มีด้วย

            

ตัวเองเป็นถึงหัวหน้าห้องวิจัย เป็นคนที่ได้รับความเคารพอย่างมากจากคนอื่นๆ ทว่า...เวลานี้กลับเป็นว่าที่แรงงานให้จ่าสิบโทอัน ต่อไปเมื่อทำการวิจัยใดๆ เมื่อจ่าสิบโทอันเรียกหา...เช่นนั้นรายชื่อหัวหน้าห้องวิจัยของพวกเขาก็จะกลายเป็นแค่ “สมาชิกสนับสนุนการวิจัย” เท่านั้น นี่...นี่ไม่เท่ากับเป็นการทำเรื่องให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะหรือ?

            

พวกเขาอยากจะโต้แย้งกับคำสั่งนี้เหลือเกิน แต่เมื่อทวนประโยคสุดท้ายของผู้นำเสร็จ สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นกล้ำกลืนฝืนใจไปแทน

            

สรุปว่าต่อให้พวกเขาไม่พอใจ ก็ทำได้แค่ยินยอมเท่านั้น หากยังดื้อรั้นแล้วให้คนรื้อฝอยหาตะเข็บ เช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการหาเรื่องตายแล้ว แน่นอนว่าคงไม่ได้ตายคนเดียวแน่...ในเมื่อพันโทหวงพูดเช่นนี้ คงไม่แคล้วว่าจะลากครอบครัวของพวกเขามาตายด้วยกัน!

 

“มีใครสงสัยหรือไม่พอใจการลงโทษข้อไหนบ้าง ถ้าใครไม่สามารถยอมรับการลงโทษเพียงเท่านี้ได้ ก็สามารถมาพูดคุยได้ตลอดเวลา ฉันจะตอบสนองความต้องการให้เอง”

            

พันโทหวงทิ้งท้ายไว้อีกคำ ความเงียบปกคลุมทั้งห้อง นี่ย่อมหมายความว่าเรื่องนี้จบลงแล้ว 

 

…………………………………