LNCrawler

บทที่ 270 เงินทุน (อ่านฟรี 2 ธ.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 270 เงินทุน (อ่านฟรี 2 ธ.ค. 68)

บทที่ 270 เงินทุน

 

อันซูหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินบทสรุปการลงโทษทั้งหมดนั่น เธอรู้ดีว่ากลุ่มคนพวกนี้ได้รับโทษเช่นนี้ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว เธอไม่ได้ติดใจที่พวกเขาไม่ถูกโทษประหาร หรือไม่ติดใจที่ครอบครัวของพวกเขาไม่ต้องซวยไปด้วย เพราะเธอรู้ดีแก่ใจ...หัวหน้าห้องวิจัยทั้ง 11 ห้อง และผู้ช่วยอีก 37 คนนี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน

            

พวกเขาต้องการทำให้ผลงานของเธอผิดพลาดเพื่อให้เธอถูกตำหนิ หากแผนของพวกเขาสำเร็จ...มากที่สุดก็แค่ทำให้เธออับอายต่อคนอื่น อาจจะทำให้หน่วยผลิตถูกติฉินไปด้วย อย่างไรก่อนหน้านี้พวกเขาก็ยกย่องเธอมากเกินไป หากแบบจำลองที่พวกเขาชื่นชม แท้จริงแล้วใช้การไม่ได้...อย่างนั้นวิธีการที่ซูหยวนเสนอไปย่อมถูกปฏิเสธอย่างแน่นอน

            

นี่คงเป็นความต้องการของพวกเขาทั้งหมดแล้ว แต่...นอกจากพวกเขาที่ลงมืออย่างงกๆเงิ่นๆแล้ว แท้จริงยังมีคนอยู่เบื้องหลังอีก!     

            

ซูหยวนเมื่อรู้ว่างานของตัวเองถูกดัดแปลง เธอก็รีบติดต่อฝ่ายผลิตเพื่อให้เร่งทำแบบจำลองใหม่ แถมยังให้เขาตรวจสอบรายละเอียดด้วย นั่นทำให้เธอค้นพบว่าการดัดแปลงนี้เกิดขึ้น 2 ครั้ง 

 

ครั้งแรกต้องการดัดแปลงให้ระเบิดจากภายในจนใช้การไม่ได้ เมื่อรับลมไม่ได้ก็ไม่ทำให้ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์เกรงกลัว ทว่าการดัดแปลงครั้งที่สองนั้นรุนแรงมาก พวกฝ่ายผลิตตรวจสอบพบว่าไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน เพราะทักษะฝีมือต่างชั้นกันมาก 

 

ดังนั้นจึงหมายความว่ากลุ่มที่สองที่เข้ามาดัดแปลงนั้น...แท้จริงแล้วเป็นคนอีกกลุ่มที่อาศัยลงมือพร้อมกับกลุ่มแรก หากเกิดปัญหาแล้วถูกตรวจสอบ...คนที่จะถูกลงโทษย่อมไม่ใช่พวกที่ลักลอบเข้ามาเป็นคนสุดท้าย แต่จะเป็นพวกนักวิจัยทั้ง 11 ห้องนี้แทน

 

นับว่าผู้ลงมือโหดเหี้ยมมาก แต่ก็ฉลาดมากเช่นกัน เขาไม่ได้ลงมืออย่างเปิดเผยเหมือนนักวิจัยกลุ่มนี้จนทำให้ถูกจับได้โดยง่าย คาดว่าน่าจะใช้คนที่เชื่อถือได้ของตนเอง เพราะไม่มีข่าวใดๆรั่วไหลออกมา นั่นแปลว่า...จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถเชิงวิศวกรรม หรือถ้าเป็นห้องวิจัยไหนลงมือ...ในห้องวิจัยนั้นจะต้องมีวิศวกรประจำห้องตัวเอง

 

เพียงแค่เรื่องนี้ ซูหยวนก็สามารถวางแผนตรวจสอบได้แล้ว เธอสามารถเริ่มจากกลุ่มคนใกล้ตัวก่อน ใครบ้างที่ใช้วิศวกร หรือพวกที่สนิทสนมกับวิศวกร ซึ่งซูหยวนตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด แล้วพยายามสรุปรายชื่อคนที่น่าจะอยากมีปัญหากับเธอ

 

โดยการเอารายชื่อของพวกนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลมืดต่างๆมาวางเป็นอันดับแรก รวมถึงกลุ่มคนที่ไม่ค่อยพอใจเธออยู่ก่อนแล้ว และสุดท้ายก็เป็นกลุ่มที่ไม่พอใจการปรับเปลี่ยนวิธีการให้แบบจำลองกับฝ่ายผลิต

 

ซูหยวนไม่ได้คิดเลยว่าการลงมือของเธอก่อนหน้านี้ จะเกิดเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาเสียนี่ หัวหน้าห้องวิจัยทั้ง 11 ห้องเลือกจะสั่งสอนเธอก็เพราะอยากให้เธอเจอความลำบาก ทั้งยังต้องการทำลายชื่อเสียงของเธอในเรื่องการผลิตด้วย หากเธอรู้เช่นนี้ก่อนล่วงหน้า คงจะโยนงานนี้ไปให้พวกผู้ช่วยทำแทน

 

เธอมีแบบแผนในมือ แค่คิดว่าวาดมันออกมาให้ไร้คำถาม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำงานซ้ำไปซ้ำมา คิดไม่ถึงว่าจะเป็นการทำลายวัฒนธรรมเดิมๆของผู้คน และเรื่องนี้แหละที่ซูหยวนรู้ว่ามันเป็นปัญหามากที่สุดขององค์กร

 

ไม่ใช่แค่องค์กรทหารเท่านั้น ชีวิตที่แล้วของซูหยวนก็ได้เจอกับปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรก็จะเกิดเรื่องขึ้น

 

ยกตัวอย่าง เช่น ก่อนหน้านี้สามารถนำอาหารเข้ามากินในที่ทำงานได้ เล่นสื่อโซเซียลต่างๆบนอุปกรณ์ของบริษัทได้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนกฎใหม่เข้ามา เปลี่ยนจากเดิมเป็นห้ามนำอาหารเข้ามากินเพราะมีมด แมลงสาบ และหนูเข้ามาวุ่นวายในบริษัท หรือแม้แต่การห้ามเล่นสื่อฯในอุปกรณ์ของบริษัท เนื่องจากเคยมีคนเผลอคลิกไวรัสผ่านสื่อโซเซียลเหล่านั้น 

 

แม้พวกเขาจะรู้เหตุผลว่าทำไมต้องเปลี่ยน แต่ทุกคนกลับโทษคนที่คิดกฎพวกนี้ออกมาแทนเสียอย่างนั้น นี่ก็เพราะคนบางกลุ่มทำงานยากขึ้น รู้สึกไม่สบายมากขึ้น ยังคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดจากเรื่องก่อนหน้านี้ ทำไมจะต้องมารับผิดชอบเหมือนกัน ทำไมไม่ให้คนที่โหลดไวรัสมารับผิดชอบแค่คนเดียว ทำไมไม่ให้เจ้าของโต๊ะที่ทำอาหารร่วงหล่นแล้วไม่ทำความสะอาดรับผิดชอบคนเดียว เป็นต้น 

 

ที่สำคัญ ยังมีคนอีกจำพวกหนึ่ง คนกลุ่มนี้อันตรายมากที่สุด นั่นคือกลุ่มคนที่เคยได้ผลประโยชน์จากวัฒนธรรมเดิมๆมาก่อน เช่น คนที่เคยทำขนมมาขายให้พนักงานในบริษัท หรือแม้แต่คนที่ใช้สื่อเพื่อเล่นสนุก อู้งาน หรือแม้แต่ทำงานนอกบริษัท ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะยิ่งโกรธแค้นเป็นพิเศษ จะต้องหาทางเอาคืนให้ได้

 

เทียบกับพวกนักวิจัยเหล่านี้ ก็เหมือนกับคนกลุ่มที่สอง พวกเขาก่อนหน้านี้มักจะเขียนแบบจำลองกว้างๆเพื่อให้หน่วยผลิตช่วยออกแบบให้ ดังนั้นจึงกระตือรือร้นที่จะลงมือ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาคือกลุ่มคนทั้งหมดที่ไม่พอใจเธอ พวกที่ไม่พอใจอยู่เงียบๆจากการเปลี่ยนกฎนี้ก็ยังมีเช่นกัน เพราะแบบนั้นจึงไม่ควรมองข้ามพวกเขาแม้เพียงคนเดียว

 

ซูหยวนใช้เวลาจำนวนมากไปกับการไล่หาข้อมูล เธอมีอยู่ในใจอยู่แล้วว่าควรจะเป็นคนๆนี้ที่หวังทำร้ายเธออย่างรุนแรง แต่เพื่อไม่เป็นการปรักปรำ เธอจะต้องหาข้อมูลให้ละเอียดก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าเขาไม่ได้ลงมือแล้วเธอได้แก้แค้นผิดคนไปแล้ว จะขอโทษตอนนั้นก็คงไม่ทัน 

 

ในขณะที่ซูหยวนใช้เวลารวบรวมรายชื่อคนที่มีสิทธิลงมือมากที่สุด พวกทหารทั้ง 10 คนที่มาช่วยงานของเธอก็กำลังตั้งใจทำรายงานสรุปอย่างขะมักเขม้น หากเป็นคนอื่นได้เห็นซูหยวนทำงานที่ไม่ใช่งานสำคัญของห้องวิจัย เธอจะต้องถูกตำหนิแน่ๆ แต่เพราะความสำเร็จที่ผ่านมาของอันซูหยวน และแนวคิดที่เธอเป็นคนวางแผนไว้ทั้งหมด ทหารทั้ง 10 ย่อมเต็มใจที่จะทำงานส่วนสุดท้ายที่น่าปวดหัวนี้ด้วยตัวเอง

 

หากหัวหน้าอันซูหยวนอยากจะนอนพักผ่อน พวกเขาก็ยังจะแบ่งคนไปบีบนวดให้เธอด้วยซ้ำ นี่นับเป็นความเคารพอย่างถึงที่สุดแล้ว

 

นอกจากห้องทำงานของอันซูหยวนจะค่อนข้างยุ่งแล้ว ตอนนี้ทางพวกผู้นำของฝ่ายวิจัยก็กำลังวางแผนใหญ่เช่นกัน 

 

เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก พวกเขาจึงได้เจอฝ่ายผลิตแบบจำลอง และเชิญหน่วยไอทีของกองทัพเพื่อมาประชุมความร่วมมือพร้อมกัน โดยวางแผนที่จะใช้เทคนิคเดียวกับแปลงเพาะปลูก กำหนดให้มีชื่อคนเข้าออกพื้นที่ต่างๆ เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการตรวจสอบ ภายหลังถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นอีกก็จะไล่ตามรายชื่อที่ปรากฏนั้นได้เลย การสอบสวนก็จะง่ายขึ้นมาก

 

ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ก็หมายความว่าฝ่ายศึกษาวิจัยยังต้องการงบประมาณสนับสนุนในส่วนนี้อีกมากเพื่อปรับปรุงและเดินระบบ นอกจากนี้ยังต้องเสียค่าดำเนินการรายปีด้วย ถึงค่าดำเนินการรายปีจะไม่ได้มากมายนัก ทว่า...การดำเนินการขั้นแรกขึ้นจะต้องจ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ และนั่นแหละที่เป็นปัญหา!

 

“ไม่มีวิธีเลยหรือ? หรือคิดจะปล่อยให้เป็นปัญหาเช่นนี้ไปอีกเรื่อยๆกัน” พันโทหวงพูดขึ้นด้วยความเหนื่อยใจ เขามองไปยังลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน ก็ได้แต่เห็นว่าทุกคนกำลังทำสีหน้าอ่อนใจไม่ต่างกันกับตนเอง

 

“ช่วงนี้งานวิจัยไม่ค่อยประสบความสำเร็จดี งานที่คาดหวังอย่างการศึกษาหุ่นรบอินทรีย์ก็เพิ่งจะทดสอบรอบแรกไปเท่านั้น ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกมาก กว่าจะได้เอาออกไปใช้งานจริงคงอีก 2 ปีข้างหน้า ระหว่างนี้เงินสนับสนุนที่ได้มาจากตระกูลจาง วางแผนไปจนถึงสุดแล้วอาจจะแค่พอดีด้วยซ้ำ ไม่สามารถเจียดมาให้หยิบยืมได้ก่อนเลยครับ”

 

“หรือพวกเราจะไปขอให้ตระกูลจางช่วยเรื่องนี้อีกดี?”

 

“พูดเป็นเรื่องขำขันเลยนะ ตระกูลจางจะช่วยเหลือคนก็ต่อเมื่อพวกเขาได้ประโยชน์ ลืมฉายาของประธานจางคนนั้นไปแล้วหรือ? อย่าคิดฝันเลยว่าพวกเขาจะสนับสนุนเงินส่วนนี้เพื่อพัฒนาการทำวิจัยน่ะ”

 

“นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เช่นนั้นจะทำอย่างไร? หรือจะปล่อยให้เห็นเช่นนี้จริงๆ ปล่อยไปตามเวรตามกรรมหรือ?”

 

“แบบนั้นก็ไม่ได้อยู่แล้ว ครั้งนี้ไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าครั้งหน้าเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาจริงๆ เงินไม่กี่ร้อยล้านเครดิตนี้ก็ไม่นับเป็นอะไรได้” ยิ่งพูด ดูเหมือนก็จะยิ่งเจอปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ แทบจะไม่เหลือทางออกให้พวกเขาอีกแล้ว ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้พวกเขาอยากร้องไห้ออกมาแล้วจริงๆ

 

“เอ่อ ผมขอเสนอความคิดได้ไหมครับ” 

 

ในขณะที่ทุกคนกำลังจนปัญหา จู่ๆร้อยโทจางที่เงียบมาโดยตลอดก็ยกมือขึ้น เขามองไปยังพันโทหวงด้วยความประหม่า ไม่รู้ว่าความคิดของตัวเองนี้ควรจะพูดออกไปดีหรือไม่ แต่เพราะไม่มีทางออกนอกจากนี้แล้ว เขาจึงทำได้แค่หน้าหนาพูดออกไปเท่านั้น

 

“ร้อยโทจางไม่ต้องเกรงใจไป พูดออกมาเถอะ ที่นี่ทุกคนไม่มีความคิดดีๆอีกแล้ว” พันโทหวงโบกมือ ต่อให้เป็นความคิดที่น่าขันแค่ไหน พวกเขาก็อยากรับฟังอยู่ดี เผื่อจะเอาไปปรับใช้ได้

            

ร้อยโทจางเม้มริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา แม้แต่ตอนที่เขาพูด...ใบหน้าก็ยังขึ้นสีแดงเพราะความเขินอายด้วยซ้ำ

 

“เอ่อ เรื่องนี้...ทำไมพวกเราไม่ลองให้จ่าสิบโทอันไปพูดคุยกับประธานจางด้วยตัวเองล่ะ” เมื่อเขาพูดถึงตรงนี้ พันโทหวงและผู้ฟังคนอื่นๆก็ชะงักไป

            

อะไรคือการให้จ่าสิบโทอันไปพูดกับประธานจางด้วยตัวเอง? แล้วมันต่างอะไรกับการที่พวกเขาไปพูดล่ะ? หรือจ่าสิบโทอันเป็นลูกสาวนอกสมรสของประธานจางจริงๆ ขออะไรไปก็จะได้ทุกอย่างหรือ? 

            

ที่สำคัญ...จ่าสิบโทอันเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ แล้วพวกเขายังจะกล้าให้เธอไปขอเงินจากคนอื่นเพื่อพัฒนาฝ่ายอีกหรือ? พวกเขาคงไม่มีหน้าจะไปทำเช่นนั้นใช่ไหม?

 

“นั่นไม่ได้หรอก อย่าพูดถึงอีกเลย” พันโทหวงไม่คิดว่าลูกน้องจะพูดเช่นนี้ เขาโบกมือแล้วก็หาแนวคิดอื่นต่อไป

            

สุดท้ายวันนั้นก็ไม่มีผลลัพธ์ที่ดีอะไร ทุกคนหมดความคิดที่จะเสนอ จึงถูกสั่งให้แยกย้ายกันไป เตรียมหาวิธีการจัดการอื่นๆ โดยให้เวลาไปคิดเพิ่มอีก 3 วัน ก่อนจะมีการประชุมครั้งต่อไป

            

เรื่องราวในการประชุมครั้งนี้เผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ขนาดซูหยวนไม่ค่อยได้ออกจากห้องก็ยังได้ยินจากทหารผู้ช่วยของเธอ

 

“หัวหน้า ได้ยินว่าฝ่ายของพวกเราต้องการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆให้มีการตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าออกเหมือนกับแปลงเพาะปลูกล่ะ”

 

“หืม? นั่นก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? ต่อไปถ้ามีคนกล้าคิดเล่นตุกติกอีก อย่างนั้นก็จะตรวจสอบได้ง่ายๆ”

 

“ใช่แล้ว ทุกคนก็เห็นดีเห็นชอบด้วย แต่ปัญหาก็มีอยู่”

 

“ปัญหาหรือ?”

 

“ใช่ เป็นปัญหาเรื่องเงินที่จะต้องใช้ ได้ยินว่าเป็นหลักร้อยล้าน”

 

“โอ้ ถึงกับร้อยล้านเลยหรือ? นั่นเป็นจำนวนเงินที่มากเกินไปหรือเปล่า ฝ่ายของพวกเรามีจุดที่ต้องใช้เงินอีกมาก จะเอามาใช้กับเรื่องนี้จนหมดได้อย่างไร”

 

“ใช่แล้ว ดังนั้นโครงการดีๆนี้อาจจะถูกปัดตกไปก็ได้ น่าเสียดายจริงๆ...” 

            

ซูหยวนได้ยินคำพูดของพวกเขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย การที่ห้องทำงานจะมีการตรวจสอบรายชื่อนั้นเป็นเรื่องดีจริงๆ เธอเคยได้รับการช่วยเหลือเพราะรายชื่อเข้าออกแปลงเพาะปลูกมาก่อน หากในอนาคตต้องการทำงานที่นี่อีก...การมีระบบนี้ดูแลย่อมปกป้องเธอได้มาก

            

นอกจากนี้...เธอไม่ใช่ว่าติดค้างกับตระกูลหานอยู่หรอกหรือ? ในเมื่อมีเรื่องดีๆเช่นนี้เข้ามาแล้ว อย่างนั้นก็ควรจะช่วยเหลือตระกูลเซี่ยหน่อยเป็นไรไป

 

“ทุกคน ฝากงานที่นี่ด้วยนะ ฉันจะไปพบผู้นำสักครู่”

 

“หัวหน้าอัน หัวหน้าจะไปพบผู้นำเพื่อพูดคุยเรื่องปรับปรุงระบบหรือเปล่า”

 

“ใช่”

 

“โอ้ คิดเอาไว้แล้วว่าหัวหน้าจะต้องช่วยได้” ทหารคนนั้นหัวเราะออกมา ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น

 

“ทุกคนพูดกันว่าแม้แต่ในที่ประชุมก็พูดถึงหัวหน้าครับ ถึงพวกเขาจะพูดข่าวลือเกี่ยวกับที่หัวหน้าเป็นลูกนอกสมรสของประธานจางก็เถอะ สำหรับผมแล้วมันก็เป็นแค่เรื่องล้อเล่นเท่านั้น แต่ทุกคนก็ยืนยันจริงๆว่าหัวหน้าสามารถพูดคุยกับประธานจางได้ เรื่องเงินแค่ไม่กี่ร้อยล้าน ถ้าเป็นหัวหน้าขอ...ประธานจางก็จะให้ ดังนั้นในที่ประชุมจึงมีคนหนึ่งเสนอให้มาขอแรงหัวหน้าช่วยเหลือด้วยครับ”

            

ซูหยวนตากระตุกเมื่อได้ยินข่าวลือไร้สาระนั้น ตอนนี้เธอกลายเป็นลูกนอกสมรสของประธานจางไปได้อย่างไร คนที่คิดก็ช่างสรรหาเรื่องมาคิดจริงๆ

            

อย่างไรก็ตาม ข่าวลือนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ไปเสียทั้งหมด ปรากฏว่าก่อนหน้านี้มีคนเสนอชื่อเธอเพื่อเป็นสื่อกลางในการติดต่อระดมทุนอยู่แล้วงั้นหรือ? เช่นนั้น...เธอขอพบผู้นำพันโทหวงนี้ก็คงจะไม่ถือเป็นการเสียมารยาทมากเกินไปใช่ไหม?

 

……………………………..