LNCrawler

บทที่ 276 สร้างทีมรับจ้าง (อ่านฟรี 8 ธ.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 276 สร้างทีมรับจ้าง (อ่านฟรี 8 ธ.ค. 68)

บทที่ 276 สร้างทีมรับจ้าง

 

ซูหยวนยังมีช่องว่างในการรับสมัครคนมาช่วยงานอีกเพียบ ไม่กี่วันก่อนพ่อของเธอเปรยๆเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้ว พวกผู้เก็บขยะกำลังจะอดตายกันหมดหากไม่สามารถหางานได้ บางคนรู้สึกสงสารจึงอยากจะลาออกจากงานของเธอ แล้วขอให้ซูหยวนจ้างงานพวกนั้นแทน ดีที่พวกเขามาปรึกษาก่อน เพราะสุดท้ายแล้ว...ซูหยวนไม่อาจจะจ้างพวกเขาเพื่อช่วยทำเกษตรได้จริงๆ

            

เรี่ยวแรงของนักล่ากับพวกผู้เก็บขยะนั้นไม่เหมือนกัน อีกทั้งเธอต้องการคนที่จะป้องกันตัวเองได้ ถ้าเอาผู้เก็บขยะมา หากมีคนบุกรุก ไม่ใช่ว่าพวกเขาก็เป็นได้แค่ศพที่นอนรอความตายหรือ?

            

ดังนั้นความคิดนี้จึงถูกพับไป แต่พ่อของซูหยวนยังพูดเสมอว่าเห็นคนเหล่านั้นแล้วก็คิดถึงตัวเองก่อนหน้านี้ ถ้าหากพวกเขาไม่กลายเป็นนักล่า ตอนนี้ก็คงจะอดยากไม่แพ้กัน

            

ซูหยวนรับปากว่าจะเก็บเรื่องนี้มาคิด แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีเวลามากพอ ทว่าตอนนี้ดูเหมือนจะมีวิธีแก้ปัญหาแล้วไม่ใช่หรือ?

           

 “ทีมรับจ้างจัดการวัชพืชกระดาษ” ชื่อนี้ดูจะเหมาะไม่น้อยใช่ไหม? ขอแค่มียาฆ่าหญ้าของเธอ ใครก็ทำงานได้ อีกอย่าง...ซากไม้พวกนี้ไม่ได้หนักเลย หลังจากพวกมันปล่อยน้ำออกจากต้นหมดแล้ว น้ำหนักก็เบาแสนเบา เพราะแบบนี้จึงสามารถทำกระดาษคุณภาพสูงได้

            

ซูหยวนขอให้พวกเขาขนของเหล่านี้ไปไว้ที่บ้านของเธอในเขตชั้นกลางก่อน ซากพวกนี้เป็นของที่พวกเกษตรกรไม่รู้จัก ดังนั้นจึงไม่ได้ขวางทางไว้ เพียงแค่มองด้วยความสนใจก็เท่านั้น

            

ขณะที่ทางซูหยวนกำลังวางแผนการผลิตสินค้าครั้งใหม่ ที่ตระกูลเซี่ยก็กำลังวุ่นวายกันแล้ว

            

หลังจากสถานการณ์การระดมทุนครั้งก่อน ผู้นำตระกูลเซี่ยกลับมาก็ได้ลงโทษบุตรชายคนโตของเขา ทำให้สถานะของครอบครัวใหญ่ลดลงไปอยู่บ้าง 

 

อีกทั้งยังเรียกหาเซี่ยเฟยเฟยไปพบเป็นการส่วนตัว สอบถามเธอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอันซูหยวนและตนเอง ยังขอให้เธอไปพบกับเด็กสาวเพื่อขอโทษอีกครั้ง พยายามแก้ไขความเข้าใจผิดทั้งหมด 

 

ทว่า...ปัญหาก็คือ เซี่ยเฟยเฟยเองก็ไม่รู้จะเข้าหาอันซูหยวนอย่างไร ครั้งก่อนเจอกันโดยบังเอิญ แม้แต่เรื่องบัตรเชิญก็ยังไม่คิดว่าจะได้รับ ดังนั้นจนกระทั่งตอนนี้...เซี่ยเฟยเฟยก็ยังติดต่ออันซูหยวนไม่ได้

            

คิดไม่ถึงเลยว่าผ่านไปไม่กี่วัน เป็นวันประชุมของตระกูลเซี่ยที่เกิดขึ้นทุกๆเดือน ครอบครัวในตระกูลเซี่ยทั้งหมดจะต้องเข้าร่วมพร้อมกันในตอนเย็น หากเป็นเมื่อก่อนคงจะมีอาหารมื้อใหญ่อยู่ตรงหน้า กินไปคุยกันไป ทว่า...ที่นี่เป็นสถานการณ์อะไร นอกจากน้ำดื่มที่ดีหน่อยก็ไม่มีอะไรให้พวกเขาแล้ว

            

ทุกคนนั่งดื่มน้ำรออย่างมีความสุข มีแค่วันประชุมนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะดื่มน้ำได้มากจนพอใจ ถึงจะไม่มีอาหารดีๆ พวกเขาก็ยังมีความสุขได้

            

ครอบครัวรองเซี่ยนั่งอยู่ใกล้ๆกับครอบครัวใหญ่ ต่อหน้าคนอื่นแล้วสองพี่น้องยังแสดงออกว่าเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ต่อให้เบื้องหลังจะจ่อมีดแทงกันแค่ไหน สุดท้ายก็ยังต้องยิ้มหวานให้กันอยู่ดี

 

“ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง ดูท่าว่าทางท่านพ่อจะเรียกใช้งานบ้านน้องรองบ่อยๆเลยใช่ไหม คงจะเหนื่อยไม่น้อยเลยสิ”

 

“ก็เหนื่อยบ้างครับ แต่ก็สนุกดี ผมเองก็อยากทำงานให้ตระกูลบ้าง ก่อนหน้านี้โอกาสทั้งหมดเป็นพี่ใหญ่ที่ทำ ผมเพิ่งจะได้ลองทำบ้าง ถึงรู้ว่ามันทำให้มีความสุขขนาดนี้”

 

“ฮ่าๆ ดี ดีแล้ว น้องรองรู้สึกชอบที่ได้ทำงานก็ดีแล้ว พี่ใหญ่คนนี้จะได้วางใจ อนาคตหากมีปัญหาอะไรยังจะมีน้องรองคอยช่วยเหลือ”

 

“ไม่เป็นอะไรครับ ทางผมก็เหมือนกัน...อนาคตถ้ามีปัญหาอะไรก็ยังต้องการคำแนะนำจากพี่ใหญ่บ้าง”

            

ทั้งสองคนพูดกัน ต่างก็คาดการณ์ว่าตัวเองจะกลายเป็นผู้นำตระกูลกันทั้งนั้น คำพูดหวานแต่บาดคมนี้ทำให้คนอื่นที่ฟังอยู่ได้แต่ลอบหัวเราะ

            

ความสนุกของงานประชุมนี้ย่อมต้องเป็นการวิวาทกันเองของพี่น้องคู่นี้นี่แหละ ถ้าพวกเขาไม่แย่งชิงกัน คนอื่นก็แทบจะไม่มีหัวข้อให้สนทนาแล้ว

 

“ได้ยินว่าลูกสาวของบ้านรองสนิทสนมกับทหาร ครั้งก่อนได้รับบัตรเชิญเข้าร่วมงานแต่ถูกแย่งไปโดยบ้านใหญ่ล่ะ”

 

“อืม เรื่องนั้นก็รู้เหมือนกัน แต่แทนที่จะดี กลับกลายเป็นแย่ ไปแย่งบัตรเชิญที่คนต้องการมอบให้สหาย สุดท้ายแม้แต่โครงการที่ควรจะได้มาไว้ในมือตระกูลเซี่ย กลับตกเป็นของตระกูลหานแทน น่าเสียดายจริงๆ”

 

“เฮ้อ ใครใช้ให้บ้านใหญ่ไม่มีลูกหลานดีๆเหมือนบ้านรอง ต่อไปไม่แน่ว่าตำแหน่งผู้นำตระกูลก็อาจจะได้มาด้วยวิธีนี้”

 

“จะง่ายดายขนาดนั้นหรือ? ต่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทหารแล้วอย่างไร? สุดท้ายแล้วยังไม่ทำประโยชน์อะไรเลย แล้วไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์นั้นก็จบไปแล้วด้วยหรือ?”

 

“อืม ความสัมพันธ์นั้นยังไม่แน่จะกู้กลับมาได้ เห็นว่าในงานระดมทุน อีกฝ่ายตัดพ้อไม่น้อยเลยนี่ กระทั่งเดินหนีไปเลย”

 

“ตอนนี้ก็ได้แค่รอดูแล้วว่าคุณหนูบ้านรองจะติดต่อแก้ไขความสัมพันธ์อีกครั้งได้ไหม”

            

สมาชิกของตระกูลเซี่ยต่างก็ลอบพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านไปหลายวันแล้ว ทั้งยังเป็นประเด็นพูดถึงกันมานาน ทว่า...นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามารวมตัวกันมากขนาดนี้ ย่อมต้องเอาเรื่องสนุกๆมาพูดกันอีกแน่นอน

            

ก่อนที่พวกเขาจะพูดคุยกันไปมากกว่านี้ ในที่สุดผู้นำตระกูลก็มาถึงแล้ว ทุกคนยืนต้อนรับอีกฝ่ายอย่างเป็นระเบียบ เมื่อคนเป็นผู้นำนั่งลง คนอื่นๆก็เลยนั่งลงด้วย

 

“เอาล่ะ รายงานสถานการณ์ของตระกูลเซี่ยมา” คนไม่เสียเวลามากนัก เขาโบกมือคราเดียวก็ให้เริ่มการประชุมได้

            

ผู้อาวุโสคนแรกเดินออกมา สีหน้าของเขาไม่ค่อยสู้ดีนัก ทุกครั้งที่ต้องออกมารายงานล้วนแต่ถูกตำหนิตลอด แม้เขาจะไม่ใช่คนเดียวที่ถูกต่อว่า แต่การที่ขึ้นมาเป็นคนแรกก็เหมือนเปิดประเดิมเรื่องไม่ดีเช่นกัน

 

“สำหรับโรงงานผลิตกระดาษ เนื่องจากตระกูลหานได้ทุ่มตลาดซื้อซากพืชกลายพันธุ์ในราคาสูงเพื่อจัดการกับ....”

            

ปัง!!

 

“ราคาพืชกลายพันธุ์สูง ราคาสูงๆ พูดอยู่นั่นทุกเดือน ฉันรู้อยู่แล้วว่าเกิดปัญหานี้ แต่ที่อยากรู้ก็คือวิธีแก้ไข! ว่าอย่างไร? ติดต่อใครได้บ้างหรือยัง หาเทคโนโลยีผลิตที่ทำให้ต้นทุนถูกลงได้หรือยัง พวกมันเพิ่มราคาสูงก็เพราะอยากให้ราคาตลาดสูง แต่เมื่อเข้ากระบวนการผลิตกลับทำได้ดีกว่า ยังไงก็ยังคงได้กำไรอยู่ ถ้าอย่างนั้น...พวกเราล่ะ แก้ไขอย่างไรไปแล้วบ้าง!”

            

ผู้นำตระกูลแค่ได้ยินคำแรกก็หัวเสียเสียแล้ว เขาอยากจะฟังเรื่องดีๆบ้าง ทำไมจึงเป็นเช่นนี้!

 

“ระ เรื่องนั้น...เรื่องนั้นยังแก้ไขไม่ได้ครับ”

 

“เฮ้อ ถ้ายังแก้ไขไม่ได้ก็ไสหัวไปทำงานสิ! ยังจะมีหน้ามานั่งเล่นอีกหรือ?” เมื่อเขาพูดแบบนี้ คนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรีบวิ่งหนีออกไป มันก็เป็นเช่นนี้เสียทุกครั้ง ในฐานะคนแรกก็ต้องรองรับอารมณ์คนแรก ช่างน่าอายจริงๆ

 

“เซี่ยเฟยเฟย” ก่อนที่คนสองจะก้าวออกมาเพื่อรายงานสถานการณ์ของตนเองบ้าง จู่ๆผู้นำตระกูลก็ชี้ไปยังหลานสาวของตน ทำเอาเซี่ยเฟยเฟยสะดุ้งโหยง

            

ซึ่งไม่ใช่แค่เซี่ยเฟยเฟยเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่บ้านหลักก็สะดุ้งไปด้วย เขารู้ว่าสาเหตุของความผิดที่แท้จริงก็คือตัวเขา คงไม่วายจะโดนด่าไปด้วยกันแน่

 

“ฉันคาดหวังข่าวดี” คนพูดแค่นั้น ทำเอาเซี่ยเฟยเฟยลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาด้วย

 

“ทะ ท่านปู่ เรื่องนั้น...”

            

เซี่ยเฟยเฟยรู้แล้วว่าชะตากรรมของตนเองเป็นอย่างไรหลังจากเห็นผู้อาวุโสก่อนหน้านี้ถูกจัดการไป แม้จะอยากเลี่ยงแค่ไหนก็ทำไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องการหลับหูหลับตาพูดไปให้เสร็จๆ ทว่า...ก่อนที่เธอจะพูดถึงสถานการณ์ของตนเอง เวลานั้นผู้อาวุโสที่เพิ่งวิ่งหนีร้องไห้ออกไปกลับวิ่งพรวดพราดเข้ามาแทน

 

“คุณหนูเซี่ย!! ได้โปรด คุณหนูเซี่ยช่วยชีวิตด้วย!!”

            

เสียงร้องโหยหวนของชายชราทำให้เซี่ยเฟยเฟยที่กำลังเตรียมใจถูกตำหนิถึงกับผวา เธอจะคิดได้อย่างไรว่าจู่ๆก็เกิดเรื่องนี้ขึ้น ชายชราคนนี้เกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมา ดูเอาสิ! ถึงกับนั่งคุกเข่าให้เธอหรือ? เขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน

 

“เกิดอะไรขึ้น” แม้แต่ผู้นำตระกูลเซี่ยก็ยังสับสน เขากำลังถามเรื่องสำคัญ จู่ๆชายชราที่ถูกไล่ตะเพิดออกไปกลับวิ่งเข้ามาหาเรื่องตายเสียอย่างนั้น

 

“ท่านผู้นำตระกูล มีความหวังแล้วครับ มีความหวังแล้ว..”

 

“อะไร เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่” 

 

“นะ นี่ครับ นี่ครับ จดหมายนี้....” คนมือสั่นเทา โบกกระดาษจดหมายในมืออย่างตื่นเต้น 

 

“นี่คือจดหมายของเฟยเฟยไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงอยู่ในมือของท่านได้” พ่อของเซี่ยเฟยเฟยขมวดคิ้ว ตอนที่ชายชราโบกจดหมายในมือ เขาก็ได้เห็นแล้วว่าจดหมายนั่นมีชื่อของเซี่ยเฟยเฟยเป็นผู้รับ

            

เขาจะลุกขึ้นไปหยิบมา แต่ชายชรากลับไม่ยอมให้ ทั้งยังรีบกอดมันเอาไว้ราวกับนี่ก็คือสมบัติทั้งชีวิตของเขาด้วย ท่าทางที่น่าอับอายอย่างการขโมยจดหมายผู้อื่นนั้นทำให้พ่อของเซี่ยเฟยเฟยอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าตัวเองสามารถพูดอะไรได้อีก

 

“ท่านผู้นำตระกูล จดหมายนี้...เป็นจดหมายของคุณหนูเซี่ยก็จริง แต่มันเป็นจดหมายที่จะช่วยเปลี่ยนโรงผลิตกระดาษของผมได้เลย ดังนั้น...ดังนั้นได้โปรด ขอให้คุณหนูเซี่ยช่วยฉันด้วยเถอะ”

            

คิ้วของผู้นำตระกูลเลิกขึ้น มองดูชายชราที่ทำตัวหน้าไม่อายก็กระดิกนิ้ว ขอจดหมายจากมือของอีกฝ่ายมาอ่านบ้าง แน่นอนว่าในฐานะผู้นำตระกูล ต่อให้ไม่อยากให้ใคร ชายชราก็ต้องมอบให้เขา

 

“อืม ดี เป็นเรื่องดีจริงๆ”

            

หลังจากผ่านไปเกือบ 3 นาที ผู้นำตระกูลอ่านซ้ำสองสามรอบก็หัวเราะออกมา กลายเป็นว่าการประชุมครั้งนี้...เขาได้ยินข่าวดีๆพร้อมกันถึงสองข่าว!

 

“เฟยเฟย มานี่สิ มานั่งข้างปู่นี่” คนกวักมือเรียก ทั้งยังสั่งให้ผู้ช่วยของตนเองจัดเก้าอี้เสียใหม่ ให้หลานสาวมานั่งข้างกายตัวเองแทน

            

เซี่ยเฟยเฟยที่ยังไม่เข้าใจอะไร ทำได้แค่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือหาบิดาของตนเองเท่านั้น จากนั้นก็ต้องเดินไปหาผู้นำตระกูลนั่งตัวลีบอยู่ใกล้ๆเขาท่ามกลางสายตาของคนทั้งตระกูล

 

“จดหมายนี่ ลองอ่านดูก่อน แล้วก็ร่วมมือกับผู้อาวุโสทำกำไรให้ตระกูล อ้อ แล้วก็....เรื่องนี้ยกให้เป็นความดีความชอบของเฟยเฟย ดังนั้นกำไรของเดือนแรกจากโรงผลิตกระดาษตระกูลเซี่ย ต้องมอบให้เฟยเฟยเข้าใจไหม เป็นทุนการศึกษาให้เธอ”

 

“เข้าใจแล้วครับ” 

 

แม้ผู้อาวุโสจะตกใจ เพราะเงินจากการทำกำไรน่าจะสูงมาก หลังจากที่ได้อ่านรายละเอียดคร่าวๆ ก็พบว่าวิธีการใหม่นี้เป็นวิธีที่สุดยอดจริงๆ ไม่ใช่แค่ลดต้นทุนไปเกือบครึ่ง ยังสามารถขายในราคาสูงขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นยังต้อง แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับ

            

เป็นดั่งที่ท่านผู้นำตระกูลพูด ถ้าไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ที่คุณหนูเซี่ยมี เรื่องดีๆเช่นนี้คงจะไม่เกิดขึ้น อีกอย่าง...ถ้าเขาขัดใจตอนนี้ ไม่ใช่ว่าคุณหนูก็ไปพูดกับทหารอันซูหยวนคนนั้นแล้วก็ล้มเลิกความร่วมมือ หากเธอเอาไปให้ตระกูลหาน ครั้งนี้โรงผลิตกระดาษของพวกเขาคงไม่ต้องผุดต้องเกิดแล้ว

            

ก่อนหน้านี้เขากำลังเศร้าใจที่ถูกตำหนิไม่ไว้หน้า จึงออกมาจากห้องโถงประชุม คิดไม่ถึงว่าจะเห็นพนักงานของตระกูลถือจดหมายเตรียมจะเอาไปส่ง จึงได้รับจดหมายนั้นไว้แทน 

            

ตามปกติแล้ว จดหมายส่วนตัวเช่นนี้ไม่ควรมีคนเปิดอ่านของผู้อื่น แต่จดหมายที่ถูกส่งมาให้คุณหนูเซี่ยเป็นแค่การเขียนใส่กระดาษหนึ่งแผ่นพับครึ่ง ด้านหลังเขียนชื่อของเซี่ยเฟยเฟยเอาไว้เท่านั้น ต่อให้ไม่อยากอ่าน...เขาก็ยังมองเห็นเนื้อหาอยู่ดี

            

เพราะแบบนั้น เขาจึงได้ค้นพบว่าสิ่งที่จะช่วยชีวิตของเขาไปตลอดกาลก็คือสิ่งนี้!!

 

“คุณหนูเซี่ย ด้วยความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมของคุณ พวกเราตระกูลเซี่ยอยากจะขอเชิญคุณอันซูหยวนมาที่ตระกูล คุณหนูสามารถเป็นตัวกลางช่วยเหลือได้หรือไม่ครับ”

            

เซี่ยเฟยเฟยที่กำลังอ่านจดหมายก็เงยหน้าขึ้นมอง แม้แต่เธอก็ยังสับสนว่าเรื่องดีๆเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เธอเกือบจะจมน้ำตายเพราะพวกเขาอยู่แล้ว ทว่าเวลานี้...กลับถูกยกขึ้นสูงเหมือนพระเจ้าแทน

 

……………………………….