บทที่ 277 การแข่งขันของโรงผลิตกระดาษ (อ่านฟรี 9 ธ.ค. 68)
บทที่ 277 การแข่งขันของโรงผลิตกระดาษ (อ่านฟรี 9 ธ.ค. 68)
บทที่ 277 การแข่งขันของโรงผลิตกระดาษ
เซี่ยเฟยเฟยรู้ตัวว่าเธอจะต้องขอบคุณอันซูหยวนคนนั้นจริงๆ แม้จะนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะติดต่อมาเอง แต่การกระทำครั้งนี้ของอันซูหยวนก็ทำให้เซี่ยเฟยเฟยเข้าใจว่าทางนั้นไม่ได้โกรธเธอจริงๆ
บางที...แม้แต่การระดมทุนครั้งก่อน ที่ได้ข่าวว่าอันซูหยวนคนนั้นแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวออกมา ไม่แน่ว่าเป็นการจงใจที่จะทำเช่นนั้นก็ได้ อันซูหยวนอาจจะต้องการสั่งสอนลุงเซี่ยแทนเธอ...
ไม่ใช่ว่าจดหมายนั่นถูกขโมยไปหรอกหรือ? อันซูหยวนเป็นคนส่งมันมาถึงเธอด้วยตัวเอง คงมีแผนการอยากจะให้เธอเข้าร่วมอยู่แล้ว แต่พอเห็นว่าเธอไม่ได้เข้าร่วมก็เลยเข้าใจสถานการณ์ บ้านเซี่ยของเธอก็เหมือนครอบครัวใหญ่อื่นๆ มีการแย่งชิงอำนาจและตำแหน่งกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ถ้าอันซูหยวนยังต้องการร่วมมือกับเธอในอนาคต เช่นนั้นก็ต้องวางรากฐานของเซี่ยเฟยเฟยในตระกูลเซี่ยให้ดี
การที่ซูหยวนแสดงออกว่าต้องการติดต่อตระกูลเซี่ยผ่านเซี่ยเฟยเฟยเท่านั้น ต่อไปตระกูลเซี่ยย่อมไม่กล้าละเลยเด็กสาวอีก เพราะความคิดเช่นนั้นจึงต้องแสดงออกอย่างใหญ่โต เล่นงานบ้านใหญ่ให้ถูกตำหนิที่ไม่ได้รับโครงการสำคัญมา ซึ่งนั่นอาจจะเป็นการพลาดท่าครั้งสำคัญ แต่จะกลายเป็นการพลาดท่าเพียงครั้งเดียว เพราะต่อไป... ไม่มีใครกล้าแย่งของไปจากเซี่ยเฟยเฟยอีกแล้ว
แม้แต่เรื่องสำคัญนี้ก็เช่นกัน ต่อให้บ้านใหญ่อยากจะขโมยไปก็ทำไม่ได้อีก พวกเขาคงไม่มีความกล้ามากพอที่จะทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม หรือต่อให้พวกเขายังต้องการ...ผู้นำตระกูลเซี่ยก็ไม่มีทางปล่อยให้เป็นเช่นนั้น สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็มีแค่เซี่ยเฟยเฟยเท่านั้นที่จะทำได้ เรื่องใหญ่ของตระกูลเซี่ย...เมื่อต้องมอบให้เธอจัดการ ไม่ใช่เท่ากับเป็นการยกระดับความสำคัญของบ้านรองไปด้วยหรอกหรือ?
“ได้ค่ะผู้อาวุโส ฉันจะรีบติดต่ออันซูหยวนนะคะ” เซี่ยเฟยเฟยตอบรับอย่างมั่นใจ
เธอมองไปยังพ่อของตัวเองที่กำลังตื่นเต้นอยู่ด้วย สองคนพยักหน้าให้กัน หลังจากนี้คงมีเรื่องให้พูดคุยกันอีกมาก แต่ล้วนแล้วเป็นเรื่องดีๆทั้งสิ้น
“ฮ่าๆ ดี ดี ดีแล้ว” คนเป็นผู้นำตระกูลหัวเราะอย่างชอบใจ เขาถึงกับลูบหัวของเฟยเฟยสองครั้งด้วยซ้ำ ซึ่งภาพที่เห็นนี้ย่อมเป็นสัญญาณให้คนในตระกูลเซี่ยได้รู้
ไม่แน่ว่าอีกไม่นาน...กระแสลมอาจจะเปลี่ยนทิศแล้วก็ได้...
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ อีกฝ่ายย่อมต้องเสียผลประโยชน์ไม่น้อย ดังนั้นสีหน้าของบ้านใหญ่จึงดูไม่ดีเอาเสียเลย
ผู้นำบ้านใหญ่กำหมัดแน่น รู้สึกว่าอันซูหยวนคนนี้กำลังเข้ามาเพื่อสั่นคลอนตัวเอง...ดังนั้น...ถ้าเข้ามาแล้วไม่ทำประโยชน์ให้เขา เช่นนั้นก็ไม่ควรจะเก็บไว้อีกต่อไป ต่อให้เธอทำไปจะเป็นประโยชน์กับตระกูลเซี่ย แต่ถ้ามันทำให้เขาไม่ได้กลายเป็นผู้นำตระกูล เช่นนั้นก็ปล่อยไว้ไม่ได้
หากสุราดีไม่ยอมดื่ม เช่นนั้นก็ต้องดื่มสุราบังคับแล้ว ไม่สิ! ตอนนี้...คงเหลือแค่การดื่มเลือดเท่านั้นแล้วกระมัง!!
เขาวางแผนที่จะติดต่ออันซูหยวนนั่นอีกครั้ง สอบถามหาความร่วมมือ แล้วก็ตรวจสอบว่าบ้านรองสัญญาแลกเปลี่ยนสิ่งใดให้อีกฝ่าย เขาเชื่อว่าถ้าหญิงสาวผู้นั้นเป็นคนของประธานจางจริงๆ เช่นนั้นจะไม่มีทางร่วมมือกับบ้านรองโดยไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรแน่ ถึงอย่างนั้น...ถ้าเด็กนั่นพูดดีๆด้วยไม่ได้ เขาก็พร้อมที่จะลงมือขั้นต่อไปเช่นกัน
สถานการณ์ในตระกูลเซี่ยรู้ไปถึงหูคู่แข่งอย่างตระกูลหานด้วยเช่นกัน ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พวกเขายังคงมีความสุขที่สามารถชนะงานประมูลโดยการจ่ายเงินมากกว่าตระกูลเซี่ยเพียง 10,000 เครดิตเท่านั้น ทำเอาตระกูลเซี่ยหน้าดำหน้าแดงเพราะความโกรธ ยิ่งเห็นพวกมันอารมณ์เสียมากแค่ไหน พวกเขาก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น
จ่าสิบเอกไป๋ถูกเชิญไปที่ตระกูลหานเพื่อฉลองความสำเร็จเล็กๆน้อยๆครั้งนี้ด้วย ยังวางแผนเกี่ยวกับโครงการศึกษาของอันซูหยวนที่เพิ่งซื้อมาได้ ถึงจ่าสิบเอกไป๋จะไม่ค่อยชอบอันซูหยวน ทว่างานวิจัยของเธอก็น่าจะทำเงินได้ไม่น้อยจริงๆ
“เรื่องนี้ต้องขอบคุณคนของฉันที่ลอบเข้าไปในห้องทำงานของอีกฝ่ายได้ จึงสามารถแอบสืบเรื่องราคาของตระกูลเซี่ยได้ เดิมทียังคิดว่าเจ้านั่นไม่มีประโยชน์ เกือบจะกำจัดทิ้งอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ก็ถือว่าพิสูจน์ตัวเองแล้วว่ายังทำงานได้อยู่”
จ่าสิบเอกไป๋กล่าวด้วยท่าทางสูงส่ง ทำราวกับว่าตัวเองนั้นควบคุมชะตาชีวิตของใครก็ได้ แม้แต่ผู้นำตระกูลหานฟังแล้วก็ยังลอบขมวดคิ้ว
“จ่าสิบเอกไป๋ แน่ใจหรือว่าคนผู้นั้นไว้ใจได้จริงๆน่ะ”
“หืม? ทำไมถึงถามเช่นนั้นเล่า ผู้นำตระกูลหาน?”
“ไม่ได้จะสงสัยสายตาของท่านหรอกนะ แต่ว่า...ทหารคนนั้นสามารถเข้าไปสืบราคามาได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าในห้องเก็บจดหมายระดมทุน มีแค่อันซูหยวนนั่นคนเดียวที่ตรวจสอบหรือ? ถ้าหากว่านี่เป็นเพียงกับดักที่จะหลอกให้คุณเชื่อใจ เช่นนั้น...”
“ฮ่าๆ ผู้นำตระกูลหานคิดมากเกินไปแล้ว ทหารชั้นต่ำนั่นไม่กล้าทำหรอก” จ่าสิบเอกไป๋โบกมือ
“ท่านมั่นใจขนาดนั้นเลยหรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าไม่มั่นใจก็คงจะไม่ใช้งานอีกฝ่ายหรอก ที่จริงแล้ว...เจ้านั่นไม่ได้มือสะอาดนัก หากกล้าหักหลังฉันล่ะก็...เอกสารความลับที่มันเคยทำไว้ทั้งหมดจะถูกส่งไปที่ทางการแน่ แล้วก็ไม่ใช่แค่มันเท่านั้น เครดิตจำนวนมากที่ถูกส่งจากมันไปยังครอบครัว ก็เป็นเส้นทางการเงินที่จะทำให้พวกมันทั้งตระกูลถูกจับเข้าคุกรอวันประหารชีวิตได้แล้ว”
“โอ้ กลายเป็นว่าจ่าสิบเอกไป๋เตรียมการเอาไว้หมดแล้วนี่เอง”
“ฮ่าๆ ใช่แล้ว ฉันจะใช้งานคน ถ้าไม่เตรียมแผนสำรองไว้บ้าง ก็แย่น่ะสิ” จ่าสิบเอกไป๋แสยะยิ้มร้าย เมื่อเห็นคนมั่นใจขนาดนี้แล้ว หัวหน้าตระกูลหานก็ไม่ใส่ใจอะไรอีก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จ่าสิบเอกไป๋คิดนั้น แท้จริงแล้วไม่ถูกต้องเอาเสียเลย....ไม่ใช่ว่าข้อมูลที่เขาเก็บรวบรวมไว้ไม่มีประโยชน์ แต่ต้องถามว่าข้อมูลพวกนั้นยังมีอยู่หรือเปล่า
ไม่ใช่ว่าพวกเขาร่วมงานกันมานานแสนนานแล้วหรือ? ทหารหนุ่มที่แสนฉลาดเจ้าเล่ห์ผู้นั้นจะยอมปล่อยให้เอกสารความลับส่วนตัวถูกเก็บไว้ที่จ่าสิบเอกไป๋หรือ? ถ้ามันยังอยู่ที่นั่น...เขาไม่กล้าออกมาจากห้องทำงานของอีกฝ่ายในวันนั้นหรอก
สุดท้ายแล้ว เอกสารของเขาถูกสับเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ จ่าสิบเอกไป๋ยังคงเชื่อมั่นว่าเอกสารเอาผิดทหารหนุ่มยังอยู่ทั้งหมด แต่ความเป็นจริงแล้วก็แค่ข้อมูลขาวสะอาดของเขาเท่านั้น เมื่อไรที่เขารู้ตัว...วันนั้นก็คงจะเป็นวันที่เขาอกแตกตายไปแล้ว...
ระหว่างที่พวกเขายังหัวเราะกัน ตอนนั้นคนของตระกูลหานที่ปลอมตัวเข้าไปสืบเรื่องราวในตระกูลเซี่ยก็ส่งข่าวมา พ่อบ้านตระกูลหานรับเอกสารแล้วรีบเอาเข้ามาหาผู้นำตระกูลด้วยสีหน้าแตกตื่น ทำเอาจ่าสิบเอกไป๋ก็ยังต้องกลับมานั่งหลังตรงด้วยความสนใจ
“เกิดอะไรขึ้น”
“ผู้นำตระกูลครับ เรื่องนี้...เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาแล้วจริงๆ ตอนนี้ตระกูลเซี่ยดูเหมือนว่าจะได้วิธีการผลิตกระดาษที่ดีมาแล้วครับ” เมื่อได้ยินดังนั้น คิ้วของผู้นำตระกูลหานก็กระตุกอย่างช่วยไม่ได้
การแข่งขันเรื่องการผลิตกระดาษนั้นเป็นการแข่งขันที่ตระกูลหานไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน เนื่องจากพวกเขามีเทคโนโลยีการผลิตที่จะทำให้ลดต้นทุนไปมาก ดังนั้นจึงสามารถเพิ่มราคารับซื้อสินค้าจากพืชกลายพันธุ์ที่นำมาแปรรูปเป็นกระดาษได้สูงกว่าตระกูลเซี่ย สุดท้ายไม่มีผู้ขายคนไหนที่ไม่อยากได้เงินเพิ่ม จึงทำให้ตระกูลเซี่ยไม่อาจจะรับซื้อวัตถุดิบจากพวกนักล่าได้
หรือถ้าต้องซื้อ ก็จะถูกบังคับซื้อในราคาที่แพงขึ้นมาอีก ในที่สุดตระกูลเซี่ยก็ต้องเพิ่มราคากระดาษของพวกเขาขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้...ย่อมไม่มีสินค้าไหนขายออกได้ง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่าสินค้าของตระกูลหานจะขาดตลาดก็เท่านั้น
ทว่า...จู่ๆคนที่เป็นรองมาตลอด เวลานี้กลับมีเรื่องน่าอัศจรรย์เข้ามางั้นหรือ? พวกเขาได้วิธีการผลิตกระดาษที่ดีมาหรือ? นั่นมันอะไรกัน!
“วิธีผลิตกระดาษอะไร!” เขาเอ่ยถามด้วยความหงุดหงิด คนเป็นพ่อบ้านส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“รายละเอียดยังไม่ทราบมากครับ แต่คนของพวกเราบอกว่า...คนตระกูลเซี่ยได้ผูกสัมพันธ์กับจ่าสิบโทอันซูหยวนแล้ว ทางนั้นจึงได้มอบวิธีการผลิตกระดาษมาให้เป็นการปลอบใจเพื่อนอย่างคุณหนูเซี่ยเฟยเฟย”
“อะไร? เช่นนั้นก็แปลว่าอันซูหยวนคนนั้นคือคนที่มอบวิธีการสร้างกระดาษแบบใหม่หรือ?”
“ใช่ครับท่านผู้นำตระกูล” ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน จ่าสิบเอกไป๋ก็ขมวดคิ้วแน่น
ทำไมช่วงนี้เขาจึงได้ยินชื่อของอันซูหยวนบ่อยนัก อีกฝ่ายกำลังตามหลอกหลอนเขาอยู่หรือ? เหตุใดพูดไปพูดมาก็ยังมีชื่อของเธออยู่ แถมทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนี้...มักมีแต่ปัญหาเข้ามาไม่หยุด
“ให้คนของเราเร่งตรวจสอบดูว่าพวกเขามีวิธีอะไรดีๆกันแน่ จะต้องเอาวิธีนั้นมาเป็นของพวกเราให้ได้ ไม่สิ! จะต้องพัฒนาวิธีการที่ดีกว่าออกมาให้ได้ ไม่ว่าอย่างไร...ส่วนแบ่งการขายกระดาษจะยกให้ตระกูลเซี่ยไม่ได้!”
ผู้นำตระกูลหานสั่งออกมาเสียงเข้ม พ่อบ้านก็รับคำอย่างมั่นใจ เขารู้ว่าผู้นำตระกูลให้ความสำคัญกับการผลิตกระดาษมาก จากส่วนแบ่งที่ไม่ต้องมอบให้ใคร มีแค่ตระกูลหานเท่านั้นที่ครอบครองตลาด เวลานี้ตระกูลเซี่ยยังตะโกนว่าอยากแย่งกับพวกเขาอยู่เลย เช่นนี้จะปล่อยไปได้หรือ?
สองตระกูลได้ข่าวเรื่องการผลิตกระดาษ ฝ่ายหนึ่งตื่นเต้นยินดี ฝ่ายหนึ่งกำลังเป็นกังวล ทว่า...กลับมีอีกฝ่ายหนึ่งที่กำลังเกี่ยวข้องด้วย ทั้งยังได้ยกขบวนคนมากกว่า 10 คนมาหาเธอด้วยตัวเอง
“เกษตรกรอัน พวกเรามาแล้ว...” เสียงของรองประธานองค์กรเกษตรกรทำให้อันซูหยวนเกือบจะสำลักน้ำลายของตนเอง
เธอกับเพื่อนสองคนกำลังนั่งพักผ่อนอยู่อย่างสบายใจ หลังจากไม่กี่วันก่อนที่เริ่มทดลองการใช้เปลือกไม้ไปทำกระดาษแล้วพบว่ามันประสบความสำเร็จจริงตามที่คิดเอาไว้ สองวันต่อมารองประธานองค์กรเกษตรกรก็ทราบข่าวเสียแล้ว ทั้งยังพาคนมาหาเธอที่แปลงเพาะปลูกร้างนี้นับสิบคน ช่างเป็นคนที่หูตาไวเสียจริง...
“อะ เอ่อ พวกเรา...พวกเราควรจะต้องไปก่อนหรือไม่” ซานหยานเอ่ยถามด้วยความกังวล
เขารู้ว่าชายที่เข้ามานี้เป็นใคร ทั้งยังคาดเดาได้ด้วยว่าทั้งกลุ่มนี้คงจะมาเพราะเรื่องกระดาษที่ทำจากวัชพืชของเพื่อนนักเรียนอันซูหยวน อย่างไรก็ตาม...ซูหยวนไม่ได้ไล่พวกเขาไป เพียงพยักหน้าให้พวกเขานั่งลงข้างกันต่อไปเท่านั้น
“ไม่เป็นไร การค้นพบนี้พวกนายก็มีส่วนด้วย ดังนั้นอยู่ฟังด้วยกันนี่แหละ”
“แต่ว่าพวกเราไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากช่วยยกไม้...”
“ฉันพูดแล้ว อย่าปฏิเสธอีกเลย ไม่อย่างนั้นในอนาคตคงจะไม่กล้าเรียกให้พวกนายมาช่วยทำงานแล้ว” เมื่อได้ยินซูหยวนพูดเช่นนั้น นักเรียนซานและนักเรียนถงก็รีบนั่งลง พวกเขาไม่ต้องการเอาเปรียบอันซูหยวน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากช่วยเหลือ ตอบแทนเธอเสียหน่อย
ลำพังพวกเขาจะมีดีก็แค่เรี่ยวแรงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น หากซูหยวนไม่ขอให้พวกเขาช่วยงานตัวเองอีกในอนาคต เช่นนั้นคนที่ไม่มีอะไรดีเลยอย่างพวกเขาจะตอบแทนบุญคุณของเด็กสาวได้อย่างไร
รองประธานองค์กรได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็ไม่ได้พูดแทรกขึ้นมา เพียงมองเด็กนักเรียนทั้งสองคนและเข้าใจว่าในอนาคตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งคู่เพิ่มอีกหน่อย ในเมื่อพวกเขาเป็นเพื่อนของเกษตรกรอัน เช่นนั้นการทำให้พวกเขาพอใจก็เท่ากับการทำให้อันซูหยวนพอใจด้วย ในอนาคตองค์กรของพวกเขายังต้องพึ่งพาเด็กสาวอีกมาก ดังนั้นความสัมพันธ์นี้...ต่อให้ไม่อยากพัฒนาไปให้มากกว่าเดิมก็จำเป็นต้องไม่ทำลายมันไปเสียก่อน
กลับมายังเรื่องวัชพืชที่สามารถเปลี่ยนเป็นกระดาษได้อย่างน่าอัศจรรย์นี้ เดิมทีตอนที่ได้ยินการรายงานก็ไม่อยากจะเชื่อ ใครจะคิดว่าวัชพืชกระดาษที่ไม่เป็นที่ต้องการ ขนาดจะทำลายทิ้งก็ยังคร้านจะทำเนื่องจากความยุ่งยากของพวกมัน ถ้าไม่ใช่เพราะอันซูหยวนและเพื่อนรับภารกิจนี้ไปทำ เชื่อเถอะว่าแปลงเพาะปลูกพวกนี้ก็คงยังถูกทิ้งร้างอยู่อย่างนั้น เหมือนที่มันเคยเป็นมาหลายเดือนหลายปีแล้ว...
ใครจะไปคิดว่าวัชพืชที่ผู้คนไม่อยากมอง ท้ายที่สุดแล้วกลับเป็นทรัพยากรสำคัญไปเสียได้
อันซูหยวนผู้นี้ไม่รู้เป็นใครกันแน่ เธอมีความฉลาดเกินวัย แล้วก็มีความรู้เกินกว่าทุกคนจริงๆ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เด็กสาวหนีไปเสียก่อน ในฐานะรองประธานสภาขององค์กรจำเป็นต้องมาด้วยตัวเอง
อันที่จริงประธานสภาฯก็อยากจะมาด้วย หากไม่ติดว่าวันนี้เขามีเข้าประชุมกับพวกผู้นำฝ่ายปกครองและต้องรับมอบนโยบายใหม่ เชื่อเถอะว่าคนที่นำมาที่นี่ย่อมต้องเป็นเขา
“อะ แอ่ม เกษตรกรอัน พูดตามตรง...พวกเรามาที่นี่ก็เพราะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องการใช้วัชพืชเปลี่ยนเป็นกระดาษได้ ไม่ทราบว่าเธอพอจะแนะนำพวกเราบ้างได้ไหม”
รองประธานสภาฯกล่าวไปก็รู้สึกเขินอายไปด้วย ถ้าไม่ใช่อันซูหยวน...เขาก็คงจะไม่กล้าเอ่ยถามอย่างไร้ยางอายเช่นนี้หรอก...
……………………………….