LNCrawler

บทที่ 279 พระเอกขี่ม้าขาวปรากฏตัว (อ่านฟรี 11 ธ.ค. 68)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 279 พระเอกขี่ม้าขาวปรากฏตัว (อ่านฟรี 11 ธ.ค. 68)

บทที่ 279 พระเอกขี่ม้าขาวปรากฏตัว

           

 แผนการของอันซูหยวนได้รับการเห็นด้วยจากทุกคนทันที ดังนั้นจึงสามารถเริ่มดำเนินการอย่างรวดเร็ว อันซูหยวนเดิมทีจะปล่อยให้หลิ่วโปจัดการ อย่างไรก็เป็นเขาที่คล่องแคล่วที่สุด ทว่า...เนื่องจากเรื่องนี้ดึงดูดความสนใจของกองทัพอย่างช่วยไม่ได้ หลิ่วโปจึงแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่กองทัพเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ให้แทน

            

ก่อนหน้านี้พวกเขาเจอกับการประท้วงครั้งใหญ่ของเหล่าผู้เก็บขยะเนื่องจากการกวาดล้างเขต A ทำให้พวกเขาไม่มีรายได้อีกต่อไป ครั้นจะไปเก็บที่เขต B ก็ยากลำบากเกินไป ขนาดผู้ใช้พลังยังไปแล้วตกตาย เช่นนั้นพวกเขาจะยังไปทำอะไรได้อีก?

 

แค่เข้าไปแตะๆที่เขต B ก็เกือบจะต้องตายกันแล้ว แทนที่จะกระโจนเข้าไปตายให้เป็นอาหารของพวกสัตว์กลายพันธุ์ สู้นอนอดตายส่งกลิ่นเหม็นเน่าที่เขตปลอดภัยนี่แหละ ถือว่าเป็นการประท้วงไปในตัวด้วยเลย

            

ความลำบากใจเหล่านี้เดิมทีก็แก้ไม่ได้ คิดไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายแล้วเด็กสาวผู้หนึ่งจะก้าวออกมา เปลี่ยนเรื่องยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ

            

เดิมทีเธอมีความดีความชอบในการเสนอเรื่องทหารอาสา ทำให้พวกนักล่าที่มีทักษะต่อสู้เล็กๆน้อยๆมีงานทำไปแล้ว เวลานี้กลับยังมีแผนการจ้างคนงานจากผู้เก็บขยะอีกด้วย

            

การสร้างรายได้ 800 เครดิตใน 1 แปลงเพาะปลูกนี้ถือเป็นรายได้สูงมาก ดังนั้นกองทัพจึงเป็นคนจัดกลุ่มให้พวกเขาเอง โดยให้ 4 คนต่อ 1 กลุ่ม เพื่อที่จะได้แบ่งรายได้ 200 เครดิตต่อ 1 คน คิดคำนวณได้ง่ายๆ อีกทั้งยังสามารถทำงานได้ต่อเนื่องด้วย

            

เมื่อ 1 คน ใช้ยาฆ่าหญ้าจัดการวัชพืชทั่วแปลงแล้ว อีก 3 คนก็ทยอยขนไม้เหล่านั้นออกไปส่งให้โรงผลิตกระดาษของตระกูลเซี่ยได้เลย ไปถึงที่นั่นจะมีคนขององค์กรเกษตรกรมอบเงินให้พวกเขา สามารถรับรายได้แล้วกลับไปทำงานต่อ

            

ดูจากประสิทธิภาพการทำงานของผู้เก็บขยะแล้ว เข้าใจว่า 1 วันพวกเขาจะจัดการแปลงเพาะปลูกได้ 2 แห่ง หรือบางกลุ่มอาจจะทำได้แค่ 1 แห่งเท่านั้น แต่รายได้วันละ 200 ถึง 400 เครดิตก็ไม่แย่

            

ประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาไม่ได้ดีเท่ากับพวกนักล่า เนื่องจากขีดจำกัดของร่างกาย แต่จำนวนของพวกเขามีมากหลายร้อยคน ดังนั้น 1 วันสามารถจัดการแปลงเพาะปลูกได้ 120 -130 แปลงเพาะปลูกเลยทีเดียว เรื่องนี้ทำให้พวกองค์กรเกษตรกรดีใจอย่างมาก วันเดียวกันนั้น...พวกเขาก็ออกประกาศเกี่ยวกับเรื่องวัชพืชนี้ให้เกษตรกรทุกคนได้รู้โดยถ้วนหน้าแล้ว

            

เหมือนที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ เกษตรกรระดับสูงจำนวนหนึ่งสนใจทันที พวกเขาเช่าแปลงเพาะปลูกเพิ่ม จากนั้นก็เอาหัวเชื้อของวัชพืชกลายพันธุ์ไปโยนๆไว้ที่แปลงเพาะปลูก ด้วยความรวดเร็วในการเติบโตของพวกมัน เข้าใจว่าน่าจะใช้เวลาแค่ 4 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว 

            

หนึ่งคนเช่าเพิ่มอีกหลายสิบแปลงเพาะปลูก ทำให้จำนวนแปลงเพาะปลูกเหลือใช้ในระบบลดลงไปเรื่อยๆ แม้แต่พวกองค์กรเกษตรกรก็ยังสนใจด้วย เมื่อพบว่าแปลงเพาะปลูกร้างกำลังจะถูกจัดการหมด พวกเขายังจ้างให้พวกผู้เก็บขยะเหล่านั้นมาทำงานให้องค์กรต่อด้วย

            

งานของพวกเขาไม่ได้มีอะไรมาก ก็แค่ไปทำหน้าที่โยนหัวเชื้อวัชพืชกระดาษเหล่านี้ให้ทั่วทุกแปลงเพาะปลูกที่องค์กรมีอยู่ในมือ กระทั่งวางแผนจะขยายแปลงเพาะปลูกไปที่เขต A เดิมด้วยซ้ำ

 

เนื่องจากข้อจำกัดของแปลงเพาะปลูกสำหรับผลิตวัชพืชกระดาษไม่ได้มีอะไร ต่อให้พวกมันดูดซับสารพิษเข้าไปก็ไม่มีผลอะไรนัก เดี๋ยวก็จะต้องเปลี่ยนเป็นกระดาษอยู่ดี ไม่เหมือนพืชผักหรือสมุนไพรที่จะต้องกินเข้าร่างกาย ดังนั้นความร่วมมือนี้จึงทำให้กองทัพและพวกผู้นำฝ่ายปกครองยินดีมาก

 

เรื่องใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดนี้ อันซูหยวนจึงพลอยได้หน้าได้ตาไปด้วย แน่นอนว่าแต้มของกองทัพก็คงจะไม่หนีไปไหนไกล อีกเพียงก้าวเดียว อันซูหยวนก็สามารถขึ้นตำแหน่งจ่าสิบเอกได้โดยตรงแล้ว...

 

ข่าวที่อันซูหยวนทำในช่วงนี้สร้างความไม่พอใจให้ผู้คนจำนวนมาก ตระกูลหานนั้นไม่ชอบที่ตัวเองต้องเสียผลประโยชน์ไปอยู่แล้ว ทว่าคนที่โกรธแค้นมากกว่ากลับเป็นคนในตระกูลเซี่ยเสียเอง

 

“นังผู้หญิงสารเลวนั่น! ไม่สามารถปล่อยไว้ได้จริงๆ”

 

“บ้านรองตอนนี้แทบจะลอยตัวเวลาเดินแล้ว พวกเขาคิดจริงๆว่าตัวเองจะกลายเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปน่ะ”

 

“เหอะ!! ก็แค่เรื่องผลิตกระดาษไม่ใช่หรอ? ถ้าพวกเราสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ บ้านรองจะทำอย่างไรต่อ...” รอยยิ้มเหี้ยมปรากฏที่ใบหน้าของบุตรชายคนโตผู้นำตระกูลเซี่ย 

            

ในเมื่อเขาไม่ได้รับประโยชน์ เช่นนั้นก็ไม่ควรจะมีใครต้องได้ประโยชน์ทั้งนั้น!!

            

ไม่ใช่ว่าเรื่องโรงผลิตกระดาษนี้มอบให้น้องรองดูแลแล้วหรอ? ถ้าหากว่าวิธีการผลิตกระดาษจากวัชพืชกระดาษถูกเผยแพร่ออกไปถึงหูของตระกูลหาน อย่างนั้น...ความผิดนี้จะอยู่ที่ใคร?

            

ต่อให้เป็นน้องรอง ก็ต้องชดใช้ให้ตระกูลอย่างสาสม!! ใครบอกว่านี่เป็นโอกาสที่จะพลิกเกมให้น้องรองกันล่ะ แท้จริงแล้ว...โอกาสก็มาพร้อมกับวิกฤติได้เหมือนกัน 

            

เดิมทีอยู่เฉยๆกินๆนอนๆสุขสบายในบ้านก็ดีแล้ว กลับคิดจะมาแย่งตำแหน่งผู้นำตระกูลกับเขา เช่นนั้นน้องรองก็อย่าว่าเขาเลยว่าไม่มีเมตตา ในเมื่ออีกฝ่ายแสดงออกว่าสามารถจะมาแทงข้างหลังเขาได้ทุกเมื่อ อย่างนั้นก็ต้องกำจัดออกไปให้สิ้นซาก แม้แต่เซี่ยเฟยเฟย...นังเด็กนั่นก็ไม่ควรปล่อยไว้!!

 

“ส่งคนไปแจ้งตระกูลหาน ตราบเท่าที่ลากนังเด็กเซี่ยเฟยเฟยไปเป็นผู้หญิงของคุณชายน้อยบ้านมันได้ ฉันก็จะมอบวิธีการผลิตกระดาษจากวัชพืชนั่นให้มัน!”

 

“คุณชายใหญ่! ถึงกับต้องทำเช่นนี้...”

 

“ทำไม? ถ้าอย่างนั้นวิธีการผลิตจะไปอยู่ในมือตระกูลหานได้ไง? คิดว่าพ่อของฉันโง่ขนาดจะไม่สงสัยเรื่องนี้หรือ? ถ้าหากว่านังเด็กเซี่ยเฟยเฟยแท้จริงแล้วเป็นผู้หญิงของตระกูลหาน ความลับนี้ก็มีโอกาสรั่วไหลไปถึงพวกมันแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปตามสืบอีก เรื่องนี้...ไม่ใช่แค่ทำลายบ้านรองเท่านั้น แต่ยังเป็นการปกป้องตัวเองด้วย!”

 

“เข้าใจแล้ว สุดท้ายก็ยังเป็นคุณชายใหญ่ที่รอบคอบจริงๆ ฮ่าๆ”

 

“ถ้าอย่างนั้น ผมจะรีบไปจัดการทันที” บ้านใหญ่มีแผนการใหญ่โตเช่นนี้ บ้านรองกลับไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกหมายหัวอยู่ พวกเขากำลังนั่งพูดคุยกันอย่างมีความสุข

 

“เฟยเฟย ลูกจะต้องขอบคุณสหายของลูกให้ดีเข้าใจไหม ถ้าไม่ใช่เพราะเธอคนนั้น...บ้านพวกเราคงจะไม่ได้รับความสนใจเช่นนี้จากปู่ของหนูแน่”

 

“เข้าใจแล้วค่ะพ่อ ลูกดีใจที่ทำประโยชน์ให้พ่อได้นะคะ”

 

“อืม ดีแล้ว อย่าไปทำให้อันซูหยวนคนนั้นเข้าใจผิดอีกล่ะ ต่อไปอาจจะไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กลับมาได้ง่ายเหมือนก่อนอีก” เมือ่ได้ยินเช่นนี้ เซี่ยเฟยเฟยก็ชะงักไปเล็กน้อย เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าครั้งก่อนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อันซูหยวนไม่ได้โกรธตั้งแต่แรก หรือว่าโกรธไปแล้ว แต่กลับใจอ่อนให้เธอภายหลัง...

            

แน่นอนว่าเซี่ยเฟยเฟยไม่ได้พูดอะไรกับพ่อของตัวเอง เธอไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นกังวล ก่อนหน้านี้เคยพูดไปแล้วว่าเธอไม่ได้ทำอะไร แต่พวกเขาก็ดูไม่เชื่อนัก เช่นนั้นก็ปล่อยให้เข้าใจอย่างที่อยากเข้าใจไปก็แล้วกัน

 

“หลังการผลิตรอบแรกนี้ พ่อจะเอากระดาษสัก 10 ลังไปให้อันซูหยวน ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนของฝ่ายวิจัยด้วยหรือ? เช่นนั้นคงจะชอบกระดาษนี้มากเหมือนกัน”

 

“ใช่แล้วค่ะ เธอเป็นนักวิจัยด้วย นี่เป็นความคิดที่ดีเลยค่ะ”

 

“อืม ดีแล้ว อย่างนั้นหนูก็ไปเอากระดาษแล้วไปที่ฝ่ายศึกษาวิจัยหน่อยก็แล้วกันนะ”

 

“เข้าใจแล้วค่ะพ่อ” สองคนพ่อลูกพูดคุยกัน เนื้อหาของพวกเขาก็รู้ถึงหูบ้านใหญ่เช่นกัน ความสะเพร่านี้ทำให้พวกเขาเกือบจะเสียใจไปจนตาย!!

            

วันหนึ่งเมื่อการผลิตกระดาษชุดแรกสำเร็จแล้ว เซี่ยเฟยเฟยก็รับหน้าที่ตามพ่อสั่งไว้ เธอตั้งใจนำกระดาษ 10 ลังไปให้อันซูหยวนที่ฝ่ายศึกษาวิจัย ทว่า...โดยไม่คาดคิด เด็กสาวกลับไม่รู้เลยว่าวันนี้มีคนกำลังรอเล่นงานเธออยู่

            

เป็นตระกูลหาน!

            

พวกเขาได้รับข่าวจากคุณชายใหญ่เซี่ยแล้ว ทั้งยังเห็นชอบกับแผนการนี้ บ้านใหญ่ตระกูลเซี่ยได้กำจัดบ้านรอง ในขณะที่พวกเขาก็ได้สิทธิในการผลิตกระดาษกลับคืนมา สองฝ่ายได้ประโยชน์เช่นนี้...ต่อให้ต้องทำเรื่องเสี่ยงเล็กน้อยก็ยังแลกได้

            

พวกเขาส่งคนไปบ้านเซี่ยนานแล้ว ดังนั้นโอกาสนี้จึงได้เปิดเผยตัว อาสาเป็นคนช่วยเซี่ยเฟยเฟยขนของ แต่ความจริงแล้วกลับพาเธอไปยังเขตลับตาคนโดยที่เซี่ยเฟยเฟยไม่ได้รู้ตัวเลย

 

“หืม? เกิดอะไรขึ้น” หญิงสาวตกใจมากเมื่อจู่ๆก็พบว่ารถที่เธอนั่งมามีการเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ จู่ๆมันก็หยุดอย่างกะทันหัน ทั้งๆที่เวลานี้ยังไม่ควรจะถึงหน้าทางเข้าของฝ่ายศึกษาวิจัย

            

เซี่ยเฟยเฟยเปิดประตูออกมา ทว่าภาพที่เธอเห็นกลับเป็นคนสวมชุดดำจำนวนมาก และตอนนี้...สถานที่นี้ก็คือเขตป่าทึบที่ดูน่ากลัว เธอ...เธอถูกหลอกแล้ว!!

 

“ช่วย...อั่ก!!” ไม่ทันได้ตั้งตัว เซี่ยเฟยเฟยก็ถูกกระแทกเข้าที่ท้อง เธอจุกจนไม่สามารถพูดได้อีกต่อไป ทำได้แค่ล้มลงไปนอนตัวงอดิ้นอยู่อย่างนั้น

            

เนื่องจากเซี่ยเฟยเฟยเป็นผู้ปรุงยา เธอไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้ เมื่อเห็นว่ามีคนมากมายล้อมอยู่เช่นนี้ก็รู้แล้วว่าชีวิตจากนี้คงจะบัดซบไม่น้อย หญิงสาวกัดฟันแน่น ตัดสินใจกับตัวเองอย่างเด็ดขาด...มีคนวางแผนที่จะเล่นงานเธอ ไม่แน่ว่าอาจจะลามไปจนถึงพ่อแม่เธอด้วย ดังนั้น...เพื่อไม่ให้เป็นภาระของครอบครัว เซี่ยเฟยเฟยที่ประมาทเองก็ตัดสินใจยอมรับชะตากรรมด้วยตัวเอง

            

เธอต้องการฆ่าตัวตาย!!

            

แซ่ก!! แซ่ก!! 

            

ในตอนนั้นเอง ก่อนที่เซี่ยเฟยเฟยจะลงมือ จู่ๆก็มีเสียงแหวกพุ่มไม้ดังจากด้านหลัง เรียกความสนใจของพวกคนตระกูลหานและเซี่ยเฟยเฟยได้อย่างดี

 

“ช่วย ช่วยด้วย!!” แม้เสียงของเซี่ยเฟยเฟยจะเบา ทว่าถ้าเป็นผู้ฝึกฝนย่อมต้องได้ยินมันแน่ และคนที่อยู่ด้านหลังพุ่มไม้นั้นก็ได้ยินจริงๆ เขากระโดดสองครั้งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของกลุ่มตระกูลหานและเซี่ยเฟยเฟยแล้ว

 

“แกเป็นใคร! อย่าเข้ามายุ่งเรื่องของพวกเรา!!” ตามฉบับของคนชั่วช้า เมื่อเห็นคนอื่นเข้ามาก็รีบประกาศข่มขู่ทันที 

            

ทางชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฏตัวออกมา ใช้เวลาเล็กน้อยก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ

 

“พวกสารเลว!! กล้าทำร้ายแม้กระทั่งเด็กผู้หญิงหรือ?? ฮึ่ม!! ดียิ่งนัก วันนี้ถือว่าเป็นวันโชคร้ายของพวกแกแล้วที่ได้มาเจอฉัน “สวี่เฟิงรุ่ย” ผู้นี้!!”

            

เสียงประกาศกร้าวของเขาดังลั่นป่า แท้จริงแล้วเขตป่าเช่นนี้มีไม่กี่ที่นัก และหนึ่งในนั้นก็คือสถานที่ของพวกนักเรียนสถาบันเพลิงพลอง หากเป็นก่อนหน้านี้...พวกเขาต้องฝึกฝนที่ป่าเขตภูเขานี้เป็นหลัก ทว่า...ด้วยเงื่อนไขที่ฝ่ายปกครองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่จะต้องออกไปทำภารกิจที่เขตล่าจริง ทั้งเขต B และเขต C เกิดปัญหาหลายต่อหลายครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดังนั้นรุ่นพี่เก่าๆอย่างพวกเขาจำเป็นต้องมาช่วยเหลือด้วย

            

ทุกครั้งที่ว่างจากภารกิจ พวกเขาก็จะกลับมาช่วยแนะนำรุ่นน้องเล็กๆน้อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือวิธีการเรียกพลังที่แท้จริงออกมา และครั้งนี้...ก็เป็นโอกาสที่ดีจริงๆที่เขาจะได้แสดงให้รุ่นน้องเห็นว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักเรียนสถาบันเพลิงพลองคือสิ่งใด!!

 

“จงจำเอาไว้ ทำสตรีเจ็บ 1 ครั้ง ฉันจะทำให้พวกแกต้องเจ็บเป็น 10 ครั้ง!! ต่อไปจะทำร้ายใครก็ได้ แต่ไม่ใช่ทำร้ายเด็กผู้หญิง!!”

            

สวี่เฟิงรุ่ยคำรามลั่น ท่าทางองอาจของเขาทำให้ดวงตาของเซี่ยเฟยเฟยพร่ามัว หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นส่ำ รู้สึกว่าบุรุษตรงหน้านี้เป็นดั่งเทพบุตรที่ออกมาช่วยเหลือเธอ

            

แน่นอนว่าความคิดของเซี่ยเฟยเฟยนั้นอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์พาไป คนเกือบจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว กลับมีคนออกมาช่วยเหลือจากใจจริง ดังนั้นย่อมต้องรู้สึกดีกับเขา ทว่า...ถ้าอันซูหยวนเป็นคนมาพบ “สวี่เฟิงรุ่ย” แสดงท่าทางเช่นนี้ล่ะก็...เธออาจจะยิ้มแห้งๆออกมาก็เป็นได้

            

ไม่ใช่สวี่เฟิงรุ่ยคนนี้หรอกหรือที่เกือบจะต้องตายในป่าครั้งก่อนน่ะ ท่าทางเก่งกาจของเขาเวลานี้ไม่เหมือนสวี่เฟิงรุ่ยที่คุกเข่าขอเป็นทาสรับใช้เธอก่อนหน้านี้เลย...

            

แต่ก็เอาเถอะ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา เปลี่ยนสวี่เฟิงรุ่ยผู้อ่อนแอให้กลายเป็นสวี่เฟิ่งรุ่ยที่แข็งแกร่ง นับว่าเขายังมีความกล้าที่ไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน จุดนี้ช่างน่าชื่นชมจริงๆ

 

…………………………….