บทที่ 280 เจอเพื่อนเก่า (อ่านฟรี 12 ธ.ค. 68)
บทที่ 280 เจอเพื่อนเก่า (อ่านฟรี 12 ธ.ค. 68)
บทที่ 280 เจอเพื่อนเก่า
“รุ่นพี่สวี่สุดยอดจริงๆ”
“ใช่แล้ว เขาจะรับมือกับศัตรู 10 ต่อ 1 เลยหรือ? เพื่อสตรีผู้นั้น...รุ่นพี่กลับยอมเสี่ยงตายเลย!”
“ใช่แล้ว หัวใจของรุ่นพี่น่ะน่าเคารพมาก” พวกรุ่นน้องที่แอบดูอยู่ด้านหลังกระซิบกระซาบกันใหญ่ สวี่เฟิงรุ่ยได้ยินทั้งหมดย่อมต้องฮึกเหิมมากกว่าเดิมอีก เขาถึงกับตบอกของตัวเองเพื่อแสดงให้เซี่ยเฟยเฟยสบายใจ
“สาวน้อยไม่ต้องกลัวอีกต่อไป มีพี่สวี่อยู่ที่นี่แล้ว...เธอจะต้องปลอดภัยแน่”
“ไร้สาระ!! แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร! อยากจะสู้กับพวกเราเพื่อช่วยเด็กคนหนึ่งงั้นหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ต้องลองดูว่ามีความสามารถหรือเปล่า!!” ฝ่ายตระกูลหานที่โพกหน้าโพกตาก็ไม่ยินยอมง่ายๆเช่นกัน พวกเขาตะโกนลั่นกลับมา ทำเอาสวี่เฟิงรุ่ยขมวดคิ้ว
“ได้ ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเสียเวลาเปล่าเลย” คนเอากระบองออกมาต้องการจะต่อสู้ ท่าทางที่กล้าหาญเช่นนั้นทำให้หัวใจของทุกคนเต้นรัว ทว่า...
“หยุดเดี๋ยวนี้ อย่าขยับเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นพวกเราจะจัดการให้ถึงตายในคราเดียว!!” ก่อนที่สวี่เฟิงรุ่ยจะได้ลงมืออย่างที่เขาประกาศกร้าว เวลานั้นเองกลับมีเสียงตะโกนดังมาจากด้านหลังแทนเสียนี่
“จะ เจ้าหน้าที่!!”
“เร็วเข้า รีบหนีก่อน เร็ว!!” พวกคนของตระกูลหานตกใจมาก ยิ่งในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้ หนึ่งในนั้นก็คือคุณชายของตระกูลหานคนหนึ่ง แม้จะไม่ใช่คุณชายสายหลัก แต่ถ้าหากเขาถูกจับไปได้ล่ะก็...ตระกูลหานจะต้องเดือดร้อนแน่ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรีบวิ่งหนีไป ระหว่างนั้นยังต้องปกป้องคุณชายหานไปด้วย
แน่นอนว่าคนของทางการนั้นไม่ใช่จะไร้น้ำยา ในเมื่อเขาบอกว่าห้ามหนีแล้วยังกล้าวิ่ง เช่นนั้นย่อมต้องเจอจุดจบที่ไม่ดีนัก คนใช้อาวุธของตนเอง กองทัพจะมีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเพื่อจับคนร้าย ทันทีที่เขาปล่อยพลังงานเข้าไป เชือกในมือก็พุ่งออกไปข้างหน้าแล้วมัดขาของคนตระกูลหานเอาไว้ทันที
ตุบ!!
“โอ้ย! ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย” คุณชายน้อยตระกูลหานล้มหน้าคะมำ ตอนนั้นผ้าปิดหน้าก็ยังหลุดออกมาด้วย เซี่ยเฟยเฟยได้เห็นแล้ว เธอถึงกับอ้าปากค้างด้วยความโกรธ
แม้สองตระกูลจะไม่ถูกกัน ทว่า..บ้านหานมีใครบ้าง เธอจะไม่รู้จักหรือ?
“แก แกคิดจะรังแกฉันงั้นหรอ? แกอยากจะสู้เป็นตายกับตระกูลเซี่ยใช่ไหม!!” เซี่ยเฟยเฟยโกรธมาก เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่แล้ว อดไม่ได้ที่จะพุ่งตัวเข้าไปเพื่อจัดการคุณชายหานผู้นั้นสักสองสามที
“อย่า อย่าตีฉัน นี่ไม่ใช่ความผิดของฉัน เป็นบ้านเซี่ยของแกต่างหากที่บอกให้พวกเราทำแบบนี้”
คุณชายหานไม่คิดปิดบัง ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มภารกิจแล้ว พวกเขาคิดเผื่อเอาไว้ว่าหากแผนการไม่สำเร็จให้ทำอย่างไร แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นตอนนี้ ถ้าแผนการไม่สำเร็จก็เปิดโปงทุกคนที่เกี่ยวข้องไปด้วยเลย หากตระกูลเซี่ยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาต้องเลือกว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป หรือจะหยุดเท่านี้เพื่อรักษาใบหน้าของตระกูลเซี่ยเอาไว้
คุณชายใหญ่ของตระกูลเซี่ยที่มีโอกาสเป็นว่าที่ผู้นำตระกูล แม้แต่เวลานี้ก็ยังครอบครองธุรกิจของตระกูลเซี่ยไปมากมายแล้ว กับหลานสาวตระกูลเซี่ยที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แค่เส้นสายกับคนของห้องวิจัยคนหนึ่งเท่านั้น...ผู้นำตระกูลเซี่ยไม่ต้องคิดมากก็ย่อมต้องรู้ว่าจะจัดการอย่างไร
เห็นรอยยิ้มของพวกเขา เซี่ยเฟยเฟยก็โกรธมาก แน่นอนว่าสวี่เฟิงรุ่ยก็เช่นเดียวกัน ท่าทางมั่นใจของคุณชายหานหลังรังแกเด็กสาวนี่มันอย่างไรกัน แทนที่จะรู้สึกผิด...กลับยังมีความมั่นใจเช่นนั้นได้ด้วยหรือ?
“เป็นฝีมือคุณลุงงั้นหรอ” เซี่ยเฟยเฟยผิดหวังมาก แม้จะรู้ว่าการแข่งขันแย่งตำแหน่งผู้นำตระกูลเซี่ยระหว่างพ่อของเธอกับคุณลุงจะดุเดือดมาก แต่เขาถึงกับกล้าลงมือกับหลานสาวอย่างเธอเลยหรือ? เขาไม่เห็นแก่สายเลือดสกุลเซี่ยของเธอแล้วหรือ? คิดจะรังแกกับถึงตายเช่นนี้...ยังจะให้เธอเรียกว่าลุงเซี่ยอีกได้อย่างไร
“พวกคุณจะจับผมได้ยังไง เรื่องนี้เป็นครอบครัวของเธอที่สั่งให้พวกเราจัดการ ถ้าจะเอาผิดก็ไปจัดการครอบครัวเซี่ยของเธอนู้นเลย” คุณชายหานไม่ยอมแพ้
“ไอ้พวกสารเลว! แกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า กล้ารังแกผู้หญิง แล้วตอนนี้ก็ยังแสดงท่าทางแบบนั้นอยู่อีก! เกิดเป็นผู้ชายจะต้องรู้จักอายฟ้าดินบ้าง ทำผิดต้องยอมรับผิด ในเมื่อคิดรังแกคนอื่นก็ต้องชดใช้กรรมของตัวเอง!”
“ฮ่าๆ มีแต่คนโง่อย่างพวกแกเท่านั้นแหละที่จะทำแบบนั้น สถาบันเพลิงพลองของพวกแกมีแต่คนโง่ๆ สมควรแล้วที่จะไม่พัฒนาไปไหนสักที!”
“อะไรนะ! นี่กล้าดูถูกสถาบันของพวกเราหรอ? นอกจากผู้หญิงที่พวกเรามีหน้าที่โดยกำเนิดต้องปกป้องแล้ว ก็มีสถาบันเพลิงพลองของพวกเรานี่แหละที่ใครไม่อาจมาแตะต้องได้!!”
กลุ่มคนบ้า ไม่สิ! กลุ่มนักเรียนชายของสถาบันเพลิงพลองที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังต่างก็กระโดดออกมา เดิมทีเห็นว่ารุ่นพี่สวี่ออกโรงจัดการเรื่องนี้แล้ว พวกเขาย่อมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภารกิจของคนอื่น ทว่า...เมื่อคนสารเลวนี้กล้าตำหนิสถาบันของพวกเขาด้วย เช่นนั้นก็ไม่ควรจะต้องปล่อยไว้แล้ว
“อะ อะไร กลุ่มคนบ้าพวกนี้ทำไมอยู่ที่นี่เต็มไปหมด”
“กลุ่มคนบ้า? พวกแกน่ะสิกกลุ่มคนบ้า!! ที่นี่เป็นภูเขาฝึกฝนของพวกเรา พวกแกมาที่นี่แล้วยังจะถามว่าพวกเรามาได้ยังไงอีก! โง่จริงๆ สุดท้ายแล้วเป็นพวกแกนั่นแหละที่โง่”
“ใช่ๆ เป็นพวกแกนั่นแหละที่โง่ พวกเราไม่ได้โง่ตรงไหนเลย!”
“ถูกต้อง!”
เสียงโวยวายของคนกลุ่มนี้ทำให้อันซูหยวนที่เพิ่งเดินเข้ามาชะงักไปเล็กน้อย และใช่! เป็นเธอเองที่แจ้งความเกี่ยวกับเรื่องแผนของตระกูลหานในครั้งนี้
เนื่องจากครั้งก่อนตระกูลหานจงใจเล่นงานแปลงเพาะปลูกของเธอ เพื่อที่จะหาช่องโหว่ลงมือกับตระกูลหานบ้าง เธอไม่คิดจะปล่อยตระกูลหานให้วิ่งเล่นอย่างสนุกสนานในเขตชั้นในอีกต่อไป จึงได้ส่งหนูขาวไปซ่อนตัวที่ตระกูลหานเป็นเวลานานแล้ว ให้พวกมันคอยแอบเก็บเอกสารสำคัญหรือหลักฐานจำนวนมากเอาไว้ เมื่อถึงวันที่เธอพร้อมจะจัดการ หลักฐานพวกนั้นจะถูกแสดงออกมาทั้งหมดทันที
ทว่า...ซูหยวนไม่คิดว่าก่อนที่จะได้หลักฐานมัดตัวแน่นหนาพอ กลับได้รู้ข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือของตระกูลหานและตระกูลเซี่ยเสียก่อน
ตระกูลหานนั้นยังไม่รีบร้อน พวกมันจะต้องเจอกับเธออีกหลายยก ซูหยวนต้องการเล่นกับมันทีละเล็กทีละน้อย กอบโกยผลประโยชน์จากพวกมันให้มากขึ้น แต่ตระกูลเซี่ยนี้...ในเมื่อเธอคิดจะใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือเพื่อเล่นงานตระกูลหานแล้ว ย่อมต้องขยับตัวเล็กน้อยเพื่อช่วยบ้านรองเซี่ยที่เป็นพันธมิตรกับเธอ
เรื่องวันนี้...หากปล่อยไป บ้านรองหานก็จะแค่รู้ว่าบ้านใหญ่เซี่ยมีแผนการจะลงมือกับพวกเขาแล้ว ทั้งยังไม่ใช่การลงมือในระดับที่รับได้ด้วย ดังนั้นต่อไปควรจะต้องระวังให้มากขึ้น แต่มันก็แค่นั้นเอง...
ในเมื่อพวกเขาทำอะไรไม่ได้ เช่นนั้นซูหยวนก็จะเข้ามาช่วยเอง
“ท่านเจ้าหน้าที่ จับคนร้ายได้ไหมคะ” ซูหยวนแสร้งทำเป็นเพิ่งจะมาถึง เจ้าหน้าที่ที่จับกุมคนตระกูลหานรีบหันมายิ้มให้เธอ
ไม่ใช่ว่าซูหยวนแจ้งข่าวนี้ให้พวกเขาจึงได้ยิ้มเป็นมิตรกับเธอ ทว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนได้รู้จักชื่อ “อันซูหยวน” แล้ว ไม่ใช่แค่เธอเป็นทหารชั้นยอด เป็นผู้คิดค้นแบบจำลองหม้อข้าวหม้อแกงจนทำให้ไล่ไก่หงอนแดงกลายพันธุ์ไปได้เท่านั้น แต่เรื่องที่เธอจ้างงานพวกผู้เก็บขยะไปต่างหาก ที่ทำให้พวกเขารู้สึกขอบคุณเธออย่างแท้จริง
เมื่ออันซูหยวนมาแจ้งข่าว พวกเขาไม่ตรวจสอบด้วยซ้ำว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือเธอทันที พวกเขาวิ่งออกมาถึงที่หมายในเวลาไม่กี่นาทีด้วยซ้ำ นับเป็นความเร็วที่เหนือกว่าภารกิจสำคัญอื่นๆของหน่วยรักษาความปลอดภัยเสียอีก
“แน่นอนว่าต้องจับได้ ทั้งยังสามารถช่วยเหยื่อได้ทันเวลาด้วย”
“อันซูหยวน!” เซี่ยเฟยเฟยไม่คิดมาก่อนว่าเธอจะได้เจอคนรู้จักในสถานการณ์นี้ ดวงตาของเซี่ยเฟยเฟยที่เป็นสีแดงก่ำก่อนหน้านี้ก็เริ่มที่จะร้องไห้ออกมา
เดิมทีเธอหวาดกลัวจนถึงขีดสุดแล้ว แม้จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่ายอมตายดีกว่าสร้างปัญหาให้ครอบครัว แต่ใครบ้างที่อยากตายจริงๆ...
พอเห็นว่าข้างหน้าก็คืออันซูหยวน เซี่ยเฟยเฟยกลับรู้สึกเหมือนได้รับการช่วยชีวิตอย่างแท้จริง น้ำตาแห่งความโล่งใจ และความโกรธเคืองบ้านใหญ่เซี่ยนั้นพรั่งพรูออกมา ซึ่งมันช่างทำให้หัวใจของหนุ่มๆเจ็บปวดเสียจริง
น้ำตาของหญิงสาวมีค่ายิ่งกว่าเครดิตเป็นหมื่นเป็นแสน นี่คือทัศนคติที่เหล่าอาจารย์และรุ่นพี่พร่ำสอนมาตลอด เวลานี้พวกเขากลับได้เห็นน้ำตาอันบริสุทธิ์นี้เสียแล้ว ช่างเป็นภาพที่น่าเจ็บใจจริงๆ แค่คิดก็อยากจะกระโดดเตะไอ้คนร้ายชั่วช้าพวกนี้สักสองสามทีเสียแล้ว
“นายท่านหรือ?” ระหว่างที่เซี่ยเฟยเฟยกำลังร่ำไห้ สวี่เฟิงรุ่ยก็ได้เห็นเด็กสาวแล้ว เขาเองก็มีดวงตาเป็นสีแดงก่ำเช่นกัน กระทั่งวิ่งมาอยู่ต่อหน้าของอันซูหยวนแล้วร่ำไห้ออกมา
“ฮือๆ ไม่ได้เจอนายท่านนานแล้ว ข้ารับใช้ตัวน้อยคนนี้น่าจะทำให้นายท่านผิดหวังมากใช่ไหม นายท่านอันได้โปรดลงโทษด้วยเถอะ ความผิดนี้จะรับไว้เอง” สวี่เฟิงรุ่ยเหมือนคนบ้า เขาจู่ๆก็คุกเข่าลงแล้วเริ่มโขกหัวตัวเอง เลียนแบบการแสดงของผู้คนในยุคเก่า ดึงความสนใจของเซี่ยเฟยเฟยไปจนเธอลืมที่จะร้องไห้ต่อเลย
“ว้าว รุ่นพี่สวี่สุดยอดจริงๆ”
“ทำเช่นนี้ก็ได้หรือ? หัวเข่าของบุรุษมีค่ายิ่ง แต่กลับมีค่าน้อยกว่าน้ำตาของสตรีสินะ”
“รุ่นพี่ถึงกับยอมคุกเข่าเช่นนี้ พวกเราก็ทำบ้างดีหรือไม่”
“อย่าเข้าไปยุ่งกับการทำงานหนักของรุ่นพี่เลย นี่เป็นฉากที่รุ่นพี่จะต้องได้รับความเคารพนะ ถ้าพวกเราเข้าไปยุ่งด้วย...สายตาของสตรีผู้นั้นก็ต้องถูกพวกเราดึงมาด้วยน่ะสิ”
“อ่า ใช่ๆ รุ่นพี่อายุเท่านี้แล้วแต่ยังดึงความสนใจของสาวงามไม่ได้เลย ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ปล่อยให้รุ่นพี่ได้เฉิดฉายก่อนเถอะ” พวกรุ่นน้องของสถาบันเพลิงพลองกระซิบกระซาบกัน สวี่เฟิงรุ่ยได้ยินก็เขินอายอยู่บ้าง ตัวเขาไม่ได้คุกเข่าเพื่อให้เซี่ยเฟยเฟยหยุดร้องไห้ แต่เขาคุกเข่าก็เพราะได้เจอนายท่านผู้ช่วยชีวิตต่างหาก
เมื่อครั้งก่อนที่ยังเรียนในสถาบันเพลิงพลอง เด็กสาวผู้นี้ก็คือคนที่ช่วยให้เขาไม่ต้องกลายเป็นคนปัญญาอ่อน ถือว่าเธอคือผู้ช่วยชีวิต และช่วยรักษาเกียรติของเขาเอาไว้ได้ ตอนนั้นเขาสาบานแล้วว่าจะเป็นทาสรับใช้ของเธอ แต่ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้...เขาก็ยังไม่เคยไปรับใช้เด็กสาวจริงๆจังๆเสียที
หลังเรียนจบก็ผ่านการสอบเข้าร่วมกองทัพ พอได้เป็นทหารก็มีงานมากมายต้องจัดการ ยิ่งพวกผู้นำอยากให้ทหารมีความแข็งแกร่งมากขึ้น จึงส่งทหารใหม่คู่กับทหารเก่าลงพื้นที่ล่าเกือบทุกวัน ให้พวกเขาต่อสู้เฉียดเป็นเฉียดตายมาไม่รู้กี่ครั้งเพื่อเร่งพัฒนาฝีมือ
สุดท้ายกว่าจะได้กลับมาเขตปลอดภัยก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว สถาบันก็มีเรื่องเดือดร้อนจากความพยายามผลักดันของทหารอีก ตัวเขารู้สึกเหมือนว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยก็เลยมาที่นี่ จนลืมไปเลยว่ายังมีหน้าที่สำคัญให้ตัวเองไปทำอยู่ คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วนายท่านของเขาจะมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง.....
ตัวเขาที่ทำหน้าที่ทาสรับใช้ไม่สมบูรณ์ ยังจะบอกว่าตัวเองเป็นสุภาพบุรุษอีกได้อย่างไร? คิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก!!
“นายท่าน เรื่องนี้เป็นความผิดของฉันเองที่ไม่ยอมรีบกลับไปช่วยงานนายท่าน หลังจากนี้จะรีบไปแจ้งต่อสถาบันเพื่อถอนตัวจากงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกของรุ่นน้องแล้วไปหานายท่านแทน ขอได้โปรดให้อภัยด้วย”
“ไม่ต้องๆ” ซูหยวนขมวดคิ้วพร้อมกับโบกมือ เธอมีคนช่วยทำงานเยอะอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นคนน่าปวดหัวแบบนี้ หากเอามาช่วยงาน มีแต่จะเป็นภาระเพิ่มให้ก็เท่านั้น
“แต่ว่า....”
“ทำหน้าที่ยกระดับรุ่นน้องของสถาบันไปน่ะดีแล้ว นี่เป็นงานที่จะช่วยฉันในอนาคต”
“โอ้ จริงด้วย....หากมีผู้แข็งแกร่งมากขึ้นในอนาคต ที่อยู่ของนายท่านก็จะปลอดภัยมากขึ้นไปด้วย”
“ใช่ๆ” ซูหยวนลอบเป่าปาก ไม่คิดเลยว่าการพูดคุยกับคนเช่นนี้ช่างเหนื่อยยิ่งกว่าการทำงานวิจัยเสียอีก
อย่างไรก็ตาม...การที่พวกเขาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากต้องการจัดการกับบ้านใหญ่ตระกูลเซี่ยและคุณชายหานคนนั้น มีพยานมากหน่อยย่อมต้องเป็นเรื่องดี
อย่ามองว่าคนบ้าพวกนี้เป็นแค่พวกบ้าคลั่งเท่านั้น ทว่าจริงๆแล้วพวกเขามีพื้นฐานจากตระกูลที่ดีเลย ตระกูลสวี่นี้ก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ ขอแค่พวกเขาเอ่ยปาก ก็มีตระกูลมากมายที่อยากจะยื่นมือเข้าช่วย....
ซูหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย ท่าทางเจ้าเล่ห์ของเธอทำให้เซี่ยเฟยเฟยชะงักไป พร้อมกันนั้นที่คนตระกูลหานก็รู้สึกว่าสันหลังของตัวเองจู่ๆก็เย็นวูบไปเสียอย่างนั้น
………………..