บทที่ 296 รังแกกันเกินไปแล้ว (อ่านฟรี 28 ธ.ค. 68)
บทที่ 296 รังแกกันเกินไปแล้ว (อ่านฟรี 28 ธ.ค. 68)
บทที่ 296 รังแกกันเกินไปแล้ว
เคร้ง!!
มีดสั้นราคาแพงปะทะกับกรงเล็บของเสี่ยวหยินจนเกิดเสียงดัง แม้ว่าหัวหน้าเฟินจะใช้พลังงานตัวเองคลุมเอาไว้ที่ใบมีด ทว่าก็ไม่สามารถต้านความคมของกรงเล็บเสี่ยวหยินได้เลย นอกจากนี้...เพราะมันกินอยู่อย่างดีเกินไป เหมือนกับที่ซูหยวนเป็น พลังงานในร่างเสี่ยวหยินเวลานี้บริสุทธิ์มาก ทั้งยังต่างกับเธอตรงที่ร่างกายของมันสามารถรับพิษเข้าไปใช้ประโยชน์ได้
ดังนั้นเสี่ยวหยินดูเหมือนว่าจะมีความสามารถในการต่อสู้ที่หลากหลายกว่า เมื่อต้องการใช้พิษก็สามารถใช้ออกได้ เมื่อต้องการพลังงานบริสุทธิ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายก็ทำได้ ข้อแตกต่างของมันนี้ยังได้เปรียบราชาหนูขาวเล็กน้อยด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่ราชาหนูขาวมีทักษะพิเศษใช้ออกเหมือนกัน ไม่แน่ว่าอาจจะถูกเจ้าเสี่ยวหยินถูกข่มไปนานแล้ว
“ฮ่า!! ต้องแบบนี้สิ ถึงจะสนุก!”
“หัวหน้าเฟิน ให้พวกเรา...”
“ไม่ต้องเข้ามายุ่ง!” เห็นหัวหน้าของตัวเองสูญเสียอาวุธประจำกายไปแล้ว คนของกลุ่มราชาเสือก็ต้องการเข้ามาสนับสนุน แต่คนกลับมีศักดิ์ศรีมากเกินไป เขาตวาดใส่ลูกน้องของตัวเอง แสดงเจตนารมณ์ต้องการต่อสู้ตัวต่อตัวกับสุนัขทมิฬตรงหน้า
“บรู้ว!” เสี่ยวหยินไม่รู้ว่าได้เรียนรู้มากเกินไปในช่วงนี้หรือไม่ มันส่งเสียงออกมา ต่อให้ฟังไม่เข้าใจก็ยังรับรู้ได้ว่ามันกำลังเยาะเย้ยคนตรงหน้าอยู่
ทันทีที่หัวหน้าเฟินได้ยินเสียงนี้ ความโกรธก็พลุ่งพล่านอีกครั้ง เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนมีจิตใจสงบเยือกเย็นอะไร คล้ายว่าจะเป็นคนโรคจิตนิดหน่อยด้วยซ้ำ ดังนั้นพอถูกกระตุ้นก็ควบคุมไม่ได้ โผทะยานออกไปพร้อมกับมีดสั้นที่หักอยู่ในมือ
ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย อุปกรณ์ในมือของชายผู้นี้น่าสนใจจริงๆ แม้ว่าจะถูกทำให้หักครึ่งไปแล้ว แต่กลับยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นเสียอย่างนั้น
เทคนิคในการสร้างอาวุธนี้เป็นเทคนิคพิเศษของตระกูลหาน พวกเขาสามารถสร้างอาวุธพิเศษขึ้นมาได้ปีละ 1 ครั้ง เพราะแบบนั้นก็เลยทำให้ตระกูลหานกลายเป็นที่รู้จักในด้านการผลิตอาวุธและกับดักมาก ถ้าคนไม่รู้ยังคิดว่าหัวหน้าเฟินบ้าไปแล้ว ไม่ได้สนใจเลยว่าอาวุธจะไร้ความสามารถในการต่อสู้ แต่ความจริง...เมื่อมันถูกตัดไปครึ่งหนึ่ง กลับจะเป็นการเปิดใช้งานโหมดการต่อสู้ด้วยพลังงานเต็มตัวแทน
“ตาย!!”
หัวหน้าเฟินเข้าใจว่าแผนของตัวเองหลอกลวงเสี่ยวหยินได้สำเร็จแล้ว ทว่าก่อนที่มีดสั้นอันเต็มไปด้วยความคมของพลังงานที่อัดแน่นจะถึงตัวเสี่ยวหยิน จู่ๆเงาสีดำหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ฟาดลงที่กลางหลังของหัวหน้าเฟินอย่างแรงจนทำให้ร่างหนาของเขากระแทกดินด้านล่างแล้วกระดอนขึ้นมา 2 รอบติด
“อั่ก! พรวด!” คนกระอักเลือดคำโต มองเห็นสุนัขทมิฬอีกตัวที่เพิ่งลอบโจมตีตัวเอง รู้สึกเหมือนว่าความโกรธกำลังจะฆ่าตัวเองตายอยู่แล้ว
“ไอ้สุนัขทมิฬสารเลว!” แน่นอนว่าเสี่ยวหยินไม่ได้โง่ ทั้งยังไม่คิดจะต่อสู้โดยให้ตัวเองเสียเปรียบ คนต้องการหลอกล่อมันให้เข้าใจผิดคิดว่ากำลังเสียเปรียบ แล้วตัวมันเองจะทำบ้างไม่ได้หรือ?
“บรู้ว!” เสี่ยวหยินคล้ายว่าต้องการเยาะเย้ย ส่งเสียงออกมาอย่างมีความสุข การได้รังแกคนนี้ช่างเป็นเรื่องดีจริงๆ
“หัวหน้าเฟิน!” ก่อนที่เสี่ยวหยินจะโจมตีด้วยการตัดคอคน คิดไม่ถึงเลยว่าแม้แต่ตอนนี้ก็ยังมีคนอยากช่วยเหลือเขาพุ่งตัวออกมารับการโจมตีแทน กรงเล็บของมันทำให้แขนของอีกฝ่ายหลุดออกไป ดวงตาของหัวหน้าเฟินคมปราบ รู้สึกซาบซึ้งในความตั้งใจนี้ของลูกน้อง ทว่าเขาไม่ได้รู้เลยว่าการที่ออกมาช่วยไม่ได้เป็นการทำเพื่อหัวหน้าเฟิน แต่เป็นการทำเพื่อเพิ่มโอกาสรอดของตัวเองเท่านั้น
ถ้าตอนนี้หัวหน้าเฟินตายไป พวกเขาก็ไม่มีโอกาสรอดแล้ว ที่ติดตามมานี้ก็เพราะคิดว่าหัวหน้าเฟินเก่งที่สุดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่คิดว่าจะถูกโจมตีจนบาดเจ็บเช่นนี้ได้
“ถอยออกไป หลังจากนี้ฉันจะเอาจริงแล้ว” คนบอกอย่างนั้น ลูกน้องที่เพิ่งเสียแขนของตัวเองไปก็รีบถอยทันทีอย่างว่าง่าย หัวหน้าเฟินไม่ได้คิดอะไร แต่คนที่ฉลาดเหล่านั้นก็ได้ถอยห่างไปเรื่อยๆแล้ว ถ้าเขาหันกลับไปดูเสียหน่อยก็น่าจะรู้ว่าระยะห่างนี้...แท้จริงแล้วไม่ใช่ระยะห่างที่จะพุ่งเข้ามาช่วยเหลือตัวเองได้อีก แต่เป็นระยะห่างที่พร้อมวิ่งหนีตายต่างหาก!
“แก ตาย!” เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะปลดปล่อยพลังงานของตัวเองออกมาจนท่วมท้น ร่างทั้งร่างเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเพราะแบกรับภาระหนักอึ้งของพลังงานที่เอ่อทะลักออกมา เจตนาสังหารไม่เก็บงำอีกแล้ว ซึ่งเสี่ยวหยินเองก็ไม่คิดจะประมาทเช่นกัน
มันตบเท้าข้างหนึ่ง ไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกกดดันก่อน ความเร็วที่เพิ่มขึ้นของมันทำให้พริบตาเดียวก็ถึงตัวของหัวหน้าเฟินแล้ว คนหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วใช้มีดพลังงานของตัวเองตวัดกลับไป ตั้งใจจะไม่หลบหนีให้เสียเวลา นี่อาจจะเป็นการต่อสู้ที่แลกแขนกับขาหนึ่งข้างของมัน ทว่า...เสี่ยวหยินไม่ได้โง่เง่าที่จะทำให้ตัวเองบาดเจ็บ ในขณะที่หัวหน้าเฟินคิดไม่ถึง เสี่ยวหยินก็เหมือนกับบินได้ ตบเท้ากลางอากาศ สามารถเปลี่ยนทิศการโจมตีด้วยการม้วนกลับหลัง
ท่วงท่าการต่อสู้นี้เรียนรู้มาจากเจ้าราชาหนูขาวในมิติ เพราะเจ้าหนูขาวพวกนั้นมีความเร็วมาก ร่างกายอ่อนแอแต่ก็สามารถทำภารกิจเสร็จสิ้นได้ทุกครั้ง เสี่ยวหยินที่เหมือนนอนหลับในทุกๆวัน แท้จริงแล้วเฝ้ามองดูการเคลื่อนไหวของมันมาตลอด แล้วก็ได้ค้นพบว่าราชาหนูขาวแท้จริงแล้วพลิกแพลงการต่อสู้ได้ดีเกินไป
หนึ่งโจมตี หนึ่งหลบหนี หนึ่งหาโอกาส หนึ่งเข้าปะทะ ทุกกระบวนการเคลื่อนไหวของมันรื่นไหลเป็นอย่างดี ดังนั้นทุกๆวันเสี่ยวหยินได้จินตนาการมานับครั้งไม่ถ้วน คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะได้โอกาสลองใช้งานแล้ว
ฟวับ!!
กรบเล็บที่คมจนสามารถตัดเหล็กได้ในการโจมตีเดียว เวลานี้ตวัดเข้าด้านหลังของหัวหน้าเฟินแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเขาปลดปล่อยพลังงานออกมาคลุมไว้ทั้งร่าง คงจะได้เห็นตัวของเขาขาดครึ่งหนึ่ง
ทว่า...การโจมตีเมื่อครู่ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวหน้าเฟินบาดเจ็บอย่างรุนแรงได้ เรื่องนี้จบง่ายดายเช่นนี้ไม่ใช่เพราะหัวหน้าเฟินอ่อนแอ แต่เป็นเพราะการลอบโจมตีครั้งแรกของสุนัขทมิฬอีกตัว การบาดเจ็บตอนนั้นทำให้หัวหน้าเฟินถือว่าเป็นผู้พ่ายแพ้ไปแล้ว
ยังไม่ทันที่หัวหน้าเฟินจะตายลง ลูกน้องที่คนเป็นหัวหน้าเข้าใจว่าจงรักภักดี เวลานี้กลับวิ่งหน้าตั้งหนีตายกันแล้ว เสี่ยวหยินส่งสัญญาณเล็กน้อย สุนัขทมิฬที่รออยู่ก็กระโดดออกไป มันขวางหน้าของสมาชิกกลุ่มราชาเสือที่ได้รังแกตัวเองก่อนหน้านี้ไว้อย่างองอาจ ต่อให้มีคนคิดจะใช้ยาทรมานมันก็ทำไม่ได้อีก!
“อย่าคิดว่าพวกเราจะจัดการได้ง่ายเกินไปเลย!” คนหนึ่งถือบอลกาวตัวหนืด ตั้งใจจะหยุดการเคลื่อนไหวของสุนัขทมิฬตรงหน้าแล้วรีบฉวยโอกาสหนีไป แต่ตอนที่กำลังจะขว้างออกไป จู่ๆในมือก็เบาหวิวเสียแล้ว
“จี๊ดๆ พวกโง่เง่าพวกนี้ จู่ๆก็มอบของดีให้พวกเราแล้ว จี๊ดๆ”
“เอามาๆ มีอะไรก็เอามาอีก จี๊ดๆ”
“นายท่านต้องชอบตาข่ายนี้แน่นอน ข้าใช้โอกาสที่พวกมันไม่รู้ตัวขโมยเอาถุงใส่ตาข่ายมาแล้ว”
“ใช่ๆ แต่แส้นั้นไม่น่าเอาเลย เหม็นเหงื่อของมันอีก ทิ้งไปน่าจะดีกว่าใช่ไหม จี๊ดๆ”
ก่อนหน้านี้คงมีแค่ราชาหนูขาวเท่านั้นที่สื่อสารออกมาได้ ทว่าหลังจากที่องครักษ์มากมายได้กินอาหารดีเต็มไปด้วยพลังงาน ระดับของพวกมันก็ถูกยกขึ้นไปหลายขั้นแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะทรัพยากรนี้ราชาหนูก็ได้เหมือนกัน บางทีความแข็งแกร่งขององครักษ์อาจจะแซงหน้าราชาหนูไปแล้ว
คนของราชาเสือตกใจมากเมื่อได้ยินเสียงเล็กๆพวกนั้น พวกเขารีบมองดูของในมือที่ถือไว้ ตอนนี้ทั้งตัวเหลือแค่แส้ที่อยู่ในมือแล้ว ขนาดของที่แบกใส่กระเป๋ามาก็หายไปจนหมด ทางกระเป๋ายังมีช่องที่ถูกกรีดอยู่ด้วย เจ้าสัตว์หน้าขนพวกนี้...สุดท้ายแอบซ่อนตัวขโมยของพวกเขาไปจนหมด
“ไร้ยางอาย! ไร้ยางอายเกินไปแล้ว”
“ใช่! เป็นแค่สัตว์กลายพันธุ์ แต่ทำเช่นนี้ได้อย่างไร”
“พะ พวกแก พวกแกมันน่ารังเกียจมาก นี่มันจะรังแกกันเกินไปแล้ว ไม่คิดให้พวกเราได้มีโอกาสต่อสู้บ้างหรือ?!!” ซูหยวนได้ยินก็ไม่รู้ว่าควรจะเก็บเสียงหัวเราะของตนเองอย่างไร เจ้าหนูขาวพวกนี้ฉลาดเกินไปแล้ว เธอยังไม่ทันสั่งการ เจ้าพวกนี้ก็ลงมือเสียก่อนแล้ว นับว่ารู้ใจจริงๆ
“บรู้ว!” สุนัขทมิฬตัวนั้นไม่รอช้า เห็นว่ามนุษย์สารเลวตรงหน้าไร้หนทางต่อกรแล้วก็รีบกระโจนเข้าไปโจมตีทันที แน่นอนว่ามันไม่ได้สังหารทั้งหมด ยังเหลือเอาไว้ให้ราชาสุนัขทมิฬเสี่ยวหยินได้เล่นสนุกด้วย 7 คน ตัวมันเองขอแก้แค้นไปแล้ว 5 คน!
การต่อสู้นี้ไม่คิดว่าจะจบลงรวดเร็วเกินไป ในขณะเดียวกันพวกหนูขาวก็ได้ทรัพยากรมาเพิ่มอีกมาก แม้พวกมันต้องการมอบให้นายท่านของตนเอง แต่นี่เป็นสมบัติที่ได้มาจากการทำสงครามของพวกมัน ซูหยวนมีบอลกาวตัวหนืดในมือจำนวนมากอยู่แล้ว เธอจึงมอบของเหล่านั้นให้หนูขาวเอาไปลองเล่นดู
พวกมันค่อนข้างมีความสุขที่ได้รับของจากนายท่านของตนเอง ถึงกับแอบเอาไปใช้เล่นกันในวันนี้เลย
เมื่อจัดการทางนี้ได้แล้ว เสี่ยวหยินก็มีความมั่นใจมากขึ้น มันถึงกับขอแยกทางกับเจ้านายเพื่อไปล่าพวกราชาเสือด้วยตัวเอง ค่ำคืนของการล่าก็เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ทั้งยังเป็นคืนแห่งการปลดปล่อยอิสรภาพของพวกสุนัขทมิฬอีกด้วย
เดิมทีพวกกลุ่มราชาเสือไม่มีใครคิดจะใช้ลูกแก้วขอความช่วยเหลือเพราะมันจะเป็นการระบุตำแหน่งที่แท้จริงของฐานให้พวกกองทัพหรือกลุ่มศัตรูได้รู้ ทว่าผ่านไปแค่ครึ่งคืน...เหมือนกับได้รับคำสั่งเร่งด่วน ลูกแก้วนับร้อยอันก็ส่งสัญญาณออกมา ตามกฎหมายแล้ว...ซูหยวนที่อยู่ในเขตพื้นที่ล่าต้องเข้าไปช่วยเหลือ แต่อย่าลืมว่าเธอเป็นทหารพิเศษ อยากทำสิ่งใดไม่อยากทำสิ่งใด ใครจะมาบังคับได้
ดังนั้นจึงไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วย ราวกับนี่เป็นความตั้งใจเดียวกับของเหล่าทหารหาญ พวกเขารู้ดีว่าเขตพื้นที่ล่า E นี้เป็นของใคร ถ้ามีการขอความช่วยเหลือเพียง 1 ย่อมต้องคิดว่าเป็นนักล่าที่หลงทางมาขอความช่วยเหลือ หรืออาจจะเป็นทหารหญิงคนนั้นที่ตกอยู่ใต้อันตราย อาจจะส่งคนรีบมาช่วยออกไปก็ได้ แต่...เมื่อมีการขอความช่วยเหลือพร้อมกันนับร้อย ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าเป็นใครที่ขอความช่วยเหลืออยู่
“ท่านผู้นำประจำการเขต E ครับ มีสัญญาณขอความช่วยเหลือเกิดขึ้นใกล้เคียงกันกว่า 120 แล้วครับ นี่แสดงว่ากลุ่มราชาเสือคงมีปัญหาแล้วจริงๆ”
“อืม ตั้งแต่แรกก็ได้รับสัญญาณความผิดปกติของการเคลื่อนไหวพวกพืชและสัตว์กลายพันธุ์แล้ว นี่คงเป็นการทดลองบางอย่างของพวกมันแล้วเกิดล้มเหลวขึ้นมา...”
“พวกเราจะทำยังไงดีครับ อยากจะระดมคนไปช่วย...”
“ต่อให้ไม่อยากก็ต้องทำอยู่ดี นี่เป็นหน้าที่” คนเป็นหัวหน้าโบกมือ
“ถ้าอย่างนั้นผมจะรีบเรียกระดมคนออกไปยังตำแหน่งที่ส่งสัญญาณมานะครับ”
“อืม อ๋อ ก่อนจะออกไปให้ระดมพลมาที่ลานกว้างก่อน ฉันจะมอบคำแนะนำอะไรบางอย่างให้พวกทหาร”
“คำแนะนำ...อ้อ เข้าใจแล้วครับ ได้ ได้ครับท่านผู้นำประจำการ” รอยยิ้มของรองผู้นำกว้างขึ้นหลังคิดได้ว่าความนัยที่หัวหน้าของตนเองสั่งนั้นมีความหมายอย่างไร
การระดมพลเพื่อช่วยเหลือคนมากกว่าร้อยนี้ ตามกฎจะต้องใช้สัญญาณเร่งด่วนที่สุด แน่นอนว่าเขาก็ใช้สัญญาณเร่งด่วนที่สุดตามกฎ แต่กว่าจะเดินไปถึง กว่าจะเคาะลั่นสัญญาณก็ผ่านไปเกือบ 3 นาทีแล้ว
นอกจากเขาก็ยังมีทหารที่สีหน้าบอกบุญไม่รับ เมื่อรู้ว่าใครเป็นคนขอความช่วยเหลือมา ลึกๆแล้วพวกเขายังคิดว่านอนหลับรอเห็นศพของพวกมันก็ยังจะดีเสียกว่า ทว่าเมื่อมีคำสั่งระดมพลแล้วจะไม่ไปได้หรือ? สุดท้ายก็ค่อยๆแต่งตัว ค่อยๆคลาน...อ่า เดินมาจนถึงลานกว้างของค่าย
“ทุกคน! ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว มีคนส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือพร้อมกันนับร้อย ดังนั้นภารกิจนี้จึงสำคัญอย่างมาก” แม้ตัวเองจะเป็นคนพูด ก็ยังรู้สึกอยากจะเบะปากเองเสียเลย
“เพื่อให้ทำภารกิจนี้อย่างดีและจริงจัง ท่านผู้นำประจำเขตจะมาออกคำสั่งด้วยตัวเอง ขอให้ทุกคนอยู่ในระเบียบด้วย” เดิมทีได้ยินคำพูดนี้ คิ้วของทหารทุกคนก็ขมวดแน่น
เรื่องของกลุ่มราชาเสือที่เย่อหยิ่งพวกนั้น จำเป็นต้องให้ผู้นำสั่งการเองด้วยหรือ? จะเป็นการให้เกียรติพวกมันเกินไปหรือไม่
แต่เวลาผ่านไปเกือบ 5 นาที ผู้นำประจำเขตก็ยังไม่ปรากฏตัว ทำเอาทหารทุกคนแอบมองหน้ากันเอง ดูเหมือนว่าเรื่องนี้...ผู้นำก็คิดเหมือนกับพวกตนเลยไม่ใช่หรือ?
การช่วยเหลือ 1 นาทีมีค่าขนาดไหนใครไม่รู้บ้าง พวกเขาถ่วงเวลาไปแล้ว 4-5 นาทีกว่าจะรวมตัวกันสำเร็จ เวลานี้ผู้นำประจำเขตก็ยังถ่วงเวลาอีก 5 นาที รวมทั้งหมดตั้งแต่ที่สัญญาณดังก็กินเวลาไป 15 นาทีแล้ว ต่อให้พวกเขาจะเร่งเดินทางออกช่วยเหลือตอนนี้ก็คงจะเห็นแค่ซากที่เหลืออยู่ของพวกมันเท่านั้นใช่ไหม?
……………………………