บทที่ 298 ภารกิจของพลทหารรุ่ย (อ่านฟรี 30 ธ.ค. 68)
บทที่ 298 ภารกิจของพลทหารรุ่ย (อ่านฟรี 30 ธ.ค. 68)
บทที่ 298 ภารกิจของพลทหารรุ่ย
แม้ว่าในความจริง ซูหยวนมีแผนว่าจะจัดการแปลงเพาะปลูกที่สถาบันในวันสองวันนี้ แต่แปลงเพาะปลูกไม่ได้หายไปไหน เก็บเกี่ยวช้าไปไม่กี่วันก็ไม่เกิดความเสียหาย ดังนั้นเธอจึงตกลงรับช่วยเหลือพลทหารพิเศษรุ่ยผู้สุขุมคนนี้
ตัวเขาไม่ได้พูดอะไรมาก อธิบายคร่าวๆให้เธอเข้าใจว่าภารกิจนี้คืออะไร สำคัญกับเขาอย่างไร และหน้าที่ของซูหยวนมีอะไรบ้าง เธอจึงได้รู้ว่าครั้งก่อนที่ตระกูลจางช่วยติดต่อเขามาให้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะตระกูลจางกับพลทหารพิเศษรุ่ยมีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
ครั้งนี้ก็เช่นกัน...
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เจอกับนักล่าตัวจริงขององค์กรนักล่าสกุลจาง พวกเขาเป็นการรวมตัวกันจากสองกลุ่ม หนึ่งคือ “กลุ่มเขี้ยวขาว” หัวหน้ากลุ่มเป็นชายวัยกลางคนที่มีเส้นผมขาวโพลนทั้งหัว ดังนั้นจึงได้รู้จักกันในชื่อกลุ่มเขี้ยวขาว ทว่า...กลุ่มที่สองนั้นน่าประหลาดไม่แพ้กัน เพราะหัวหน้ากลุ่มที่สองกลับเป็นชายวัยรุ่นอายุประมาณ 25-26 ปี แต่ผมของเขาเป็นสีแดงเข้ม ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะตั้งชื่อกลุ่มว่า “เขี้ยวแดง”
สำหรับกลุ่มเขี้ยวแดงนี้ ซูหยวนเคยได้ยินมาก่อนในวันทดสอบแรกเข้าขององค์กรนักล่าสกุลจาง พี่สาวที่ดูแลเธอเข้ามาในองค์กรก็คือผู้ดูแลของกลุ่มเขี้ยวแดงด้วย แต่ที่เธอไม่รู้ก็คือ...หัวหน้ากลุ่มเขี้ยวแดง แท้จริงแล้วเป็นลูกชายของหัวหน้ากลุ่มเขี้ยวขาว นับเป็นธุรกิจครอบครัวจริงๆ
จากการฟังพวกเขาพูดคุยเล็กๆน้อยๆ เธอพบว่าพ่อลูกคู่นี้มีการฝึกวิชามีดคู่ที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น คนพ่อนั้นใช้มีดคู่ผสมกับพลังงานธาตุลมที่เขาถนัดและมีพรสวรรค์ในด้านนี้ ส่วนคนลูกใช้มีดคู่ผสมกับพลังงานธาตุไฟ สีผมของพวกเขาที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะตั้งใจ หากแต่เป็นผลกระทบของวิชาลับประจำตระกูลมากกว่า
“พลทหารพิเศษรุ่ย พวกเราพร้อมแล้ว” หัวหน้ากลุ่มเขี้ยวขาวกล่าวขึ้นมา
เขาถือว่าตัวเองเป็นผู้อาวุโสที่สุด จึงเป็นตัวแทนในการตอบรับภารกิจนี้ขององค์กรนักล่าสกุลจาง
องค์กรของพวกเขาและทหารพิเศษรุ่ยนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีมาตลอด ที่จริงก็มีหลายองค์กรที่พยายามสานความสัมพันธ์กับพวกทหารพิเศษ อย่างที่รู้ๆ...พวกเขามีเทคนิคดีๆมากมายที่คนธรรมดาอย่างพวกเขาก็ทำไม่ได้ พรสวรรค์บางประการยังเป็นที่ต้องการมาก องค์กรนักล่าสกุลจางของพวกเขาก็เช่นกัน
นอกจากพลทหารพิเศษรุ่ยแล้ว ก็ยังมีพลทหารพิเศษอื่นๆอีกหลายคนที่ดีต่อกัน เมื่อมีการร้องขอให้ทำภารกิจเป็นการส่วนตัว องค์กรของพวกเขาจะไม่คิดค่าธรรมเนียมใดๆ ก็เหมือนกับตอนที่ยื่นขอความช่วยเหลือไปยังพวกเขา พลทหารพิเศษเหล่านี้ก็พร้อมช่วยเหลือโดยไม่เรียกร้องอะไรที่เกินเลยเช่นกัน
ความร่วมมือกับพลทหารพิเศษรุ่ยนั้นกินเวลามาค่อนข้างนานแล้ว แม้แต่ภารกิจนี้ก็ทำไปแล้ว 3 รอบ ทว่าน่าเสียดายที่ไม่สำเร็จเลยตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
เดิมทียังคิดว่าพลทหารพิเศษรุ่ยจะยอมแพ้แล้ว คิดไม่ถึงว่าเขาจะยังติดต่อมาที่องค์กรเพื่อขอคนไปช่วยอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรพิเศษ เพราะนอกจากพวกเขาแล้ว...พลทหารพิเศษรุ่ยก็ยังพาคนอื่นมาเพื่อช่วยภารกิจนี้อีกคน
ที่น่าสนใจที่สุดในครั้งนี้ก็คือ พลทหารพิเศษรุ่ยหมดหนทางจนต้องขอให้เด็กสาวคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาช่วยแล้วต่างหาก ที่ผ่านมาพานักแกะรอย พาผู้เชี่ยวชาญในเขตพื้นที่ล่า หรือแม้แต่พาพวกนักวิจัยที่มีวิธีการประหลาดมากมายเข้ามาช่วยตามหาแต่ก็ไม่เจอ เขาไม่รู้เลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่พลทหารพิเศษรุ่ยต้องการทำมันอีกครั้งหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร...ทุกคำขอร้องย่อมมีคำว่า “บุญคุณ” เข้ามาเกี่ยวข้อง
องค์กรของพวกเขาสร้างบุญคุณยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วบุญคุณเหล่านี้จะต้องชดใช้กลับคืนทั้งหมด อนาคตเมื่อองค์กรต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เป็นไปไม่ได้เลยที่พลทหารพิเศษมากฝีมือคนนี้จะปฏิเสธพวกเขา
ความสามารถของพลทหารพิเศษรุ่ยนั้นทุกคนต่างก็รู้ดี นิสัยที่จริงจังเที่ยงตรงของพวกเขาทำให้เป็นคนที่น่าคบหามากอีกผู้หนึ่ง ในขณะที่ทหารพิเศษคนอื่นๆต้องคอยระมัดระวังการตัดสินใจของพวกเขา เพราะบางครั้งคนเหล่านี้ก็ทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์มากมาย ทางพลทหารพิเศษรุ่ยต่างออกไป...ถ้าองค์กรขอให้เขาช่วยเหลือแค่หนึ่ง เขาจะไม่ทำเรื่องเหลวไหลอย่างที่สอง แต่จะทำสิ่งที่หนึ่งให้ดีที่สุด
นอกจากนี้ ความสามารถในเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของเขาไม่เคยผิดพลาด พลทหารพิเศษรุ่ยเป็นคนเช่นนี้จึงส่งผลให้เขาสามารถฝึกฝนจิตใจแล้วผลักออกมาเป็นพลังงานได้ สิ่งนี้ทำให้เขาตรวจสอบความคิดของผู้คนได้ ถ้าคนที่หนึ่งมีความคิดที่ไม่ดีต่อคนที่สอง พลทหารพิเศษรุ่ยคนนี้จะรับรู้ได้ทันที
ซึ่งนอกจากความสามารถในการรับรู้ที่ดีเช่นนี้แล้ว เขาก็ยังใช้วิธีควบคุมจิตใจได้ด้วย โดยการใช้พลังงานเพื่อสร้างเป็นภาพลวงตา ทำให้คนหรือแม้แต่พวกกลายพันธุ์สับสนกันถ้วนหน้า
มีครั้งหนึ่งที่เขาเข้าเขตพื้นที่ล่าตามลำพัง กลับสามารถออกมาได้อย่างปลอดภัยโดนที่ไม่ต้องต่อสู้กันด้วยซ้ำ แค่ปล่อยพลังงานของเขาออกมาแล้วสะกดจิตให้สัตว์กลายพันธุ์นอนหลับไป ด้วยความสามารถนี้...องค์กรนักล่าสกุลจางจึงต้องการผูกสัมพันธ์กับเขาเป็นพิเศษ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะร้องขอความช่วยเหลืออะไร องค์กรจะยื่นมือเข้าทำภารกิจทุกครั้ง
“ภารกิจครั้งนี้ก็ยังเหมือนเดิม เงื่อนไขที่พวกเราจะยอมรับภารกิจก็คือการให้พวกเราเป็นผู้นำภารกิจ ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธคำสั่งของพวกเรา เรื่องนี้พลทหารพิเศษรุ่ยตกลงหรือไม่”
หัวหน้ากลุ่มเขี้ยวขาวกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางเยือกเย็น ดวงตาคมปราบของเขากำลังมองไปที่อันซูหยวนเพราะนี่เป็นการร่วมภารกิจด้วยกันครั้งแรก
เนื่องจากหัวหน้ากลุ่มเขี้ยวขาวและสมาชิกไม่ค่อยได้กลับเข้าพื้นที่ปลอดภัยมากนัก ทำให้พวกเขาไม่ได้รู้จักเด็กรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงนี้อย่างอันซูหยวน เพราะแบบนั้นจึงพูดดักคอไว้ไม่ให้เธอก่อเรื่อง
ในขณะที่สมาชิกกลุ่มเขี้ยวแดงกลับรู้จักรุกกี้หน้าใหม่คนนี้เป็นอย่างดี รู้กระทั่งว่าเธอนั้นเป็นคนของประธานจางเลี้ยงไว้เป็นพิเศษ ดังนั้นคนเป็นหัวหน้ากลุ่มจึงส่งสัญญาณให้พ่อของเขาไม่สร้างปัญหามากเกินไป
แน่นอนว่าปกติแล้วหัวหน้ากลุ่มเขี้ยวขาวก็ไม่ใช่คนแบบนั้น ต่อให้อันซูหยวนจะเป็นแค่เด็กน้อย ทว่าถูกเชิญมาโดยพลทหารพิเศษรุ่ยย่อมไม่ใช่คนธรรมดา เขาคงไม่เอาเรื่องชีวิตเพื่อนคนสำคัญมาล้อเล่น แต่ที่ต้องพูดแบบนี้ก็เพราะรู้ว่าคนที่อีกฝ่ายเชิญมาไม่ใช่คนธรรมดา หลายครั้งที่คนไม่ธรรมดาเหล่านี้จะไม่คุ้นชินกับการทำตามคำสั่งผู้อื่น
ไม่ใช่ว่าครั้งก่อนหัวหน้ากลุ่มวิจัยที่ถูกเชิญมาก็สร้างปัญหาหรือ? พวกเขาบอกให้ถอย อีกฝ่ายไม่เชื่อคำสั่งแล้วพยายามจะเข้าไปในดงหมอกหนานั้น สุดท้ายเป็นอย่างไร?
พอได้รับบาดเจ็บก็กลายเป็นตัวถ่วงของนักล่ารับจ้างอย่างพวกเขาเหมือนเดิม พากันแบกอีกฝ่ายหนีตายจนหน้ามืด ลำพังตัวเองก็เกือบเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ยังต้องมารักษาชีวิตของผู้อื่นอีก ถ้ามีอีกครั้งย่อมต้องทำให้ปวดหัวไม่น้อยแน่
พลทหารพิเศษรุ่ยพยักหน้าเข้าใจ เขามองไปยังเด็กสาวซึ่งอันซูหยวนก็ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว เธอพยักหน้าตอบรับพวกเขาเช่นกัน แต่ย่อมมีเงื่อนไขให้ด้วย
“ถ้าเป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้ฉันต้องเสี่ยงตายถึงชีวิตก็จะทำตามนั้นค่ะ”
“หึ ถ้าอย่างนั้น...มาแนะนำตัวก่อนดีไหม ฉันจะได้รู้ว่าต้องสั่งการยังไงบ้าง”
“ดีค่ะ ฉันเป็นพลทหารพิเศษชื่ออันซูหยวน มีความสามารถในการรับรู้ตำแหน่งของพืชและสัตว์กลายพันธุ์หรือตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้ และมีความสามารถในการต่อสู้เล็กน้อยค่ะ”
“หืม? เธอเป็นทหารพิเศษหรอ?” ตอนนี้เขาไม่ประหลาดใจแล้วที่พลทหารพิเศษรุ่ยถึงกับขอให้พวกเขาทำงานนี้อีกครั้ง ปรากฏว่าได้เจอพลทหารพิเศษที่น่าสนใจคนใหม่นี่เอง
“เธอเป็นหน้าใหม่ที่มีชื่อเสียงไม่น้อยในช่วงนี้ ประธานจางเป็นคนเลือกเธอเข้าองค์กรด้วยตัวเอง นอกจากจะเป็นนักล่าแล้วก็ยังเป็นนักวิจัยและเกษตรกรด้วย” คนเป็นบุตรชายและดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มเขี้ยวแดงอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งข่าวนี้ทำให้คิ้วของหัวหน้ากลุ่มเขี้ยวขาวต้องเลิกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
“คนที่ประธานเลือกเป็นคนที่สองงั้นหรอ”
“ใช่”
“โอ้....”
คำว่าโอ้ของคนเป็นหัวหน้ากลุ่มเขี้ยวแดงไม่รู้เลยว่าเป็น “โอ้” ที่หมายความว่ายังไงกันแน่ เขาประหลาดใจก็จริง แต่สีหน้าของเขาบอกบุญไม่รับด้วย ซึ่งนี่คงเป็นเพราะตัวเขาเคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายมาจาก “คนที่ประธานจางเลือก” มาก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่รู้สึกขนลุกชันเช่นนี้
หลังจากที่เงียบกันไปเกือบ 10 วินาที ในที่สุดคนก็เรียกคืนความสงบของตัวเองกลับมาได้ เขาเอ่ยแนะนำตัวให้อันซูหยวนรู้จักด้วยเช่นกัน
“ฉันชื่อว่า “หม่าหวนหลง” เป็นหัวหน้ากลุ่มเขี้ยวแดง มีความสามารถในการใช้มีดคู่พลังธาตุลม การต่อสู้ของฉันเน้นที่ความเร็วและหาโอกาสลอบโจมตี สมาชิกในกลุ่มมี 6 คน ซึ่งเคยทำงานด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ขอเพียงเธอทำตามคำสั่งของฉันก็มั่นใจได้เลยว่าจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่จำเป็นต้องลงมือต่อสู้ด้วยซ้ำ”
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันมาที่นี่ในฐานะผู้ตามหาเบาะแส ดังนั้นมันคงจะเป็นการดีที่ฉันไม่จำเป็นต้องออกแรงมากเกินไป”
“ดี ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”
แม้ว่าอันซูหยวนจะเก่งกาจ แต่ถ้าทำงานประสานกันไม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นปัญหามากกว่า เมื่อได้พูดคุยกับเธอไม่กี่คำ หม่าหวนหลงก็รู้สึกพึงพอใจมาก
ปรากฏว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ได้พูดยากเย็นเหมือนเจ้าคนที่ประธานจางเลือกมาคนแรก ยังถือว่าประธานไม่ได้มีรสนิยมใช้งานคนที่แปลกประหลาดเพียงอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเขาคงจะต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่ายังเป็นคนปกติอยู่หรือเปล่า...
บรรยากาศระหว่างพวกเขาดีมาก ทำเอาพลทหารพิเศษรุ่ยพยักหน้าด้วยความพอใจ เขาต้องการตั้งใจตามหาเพื่อนพ้องมากกว่าจะมาแยกคู่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ครั้งก่อนเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก ไม่เพียงแค่หาคนไม่เจอเท่านั้น ยังเกือบพากันไปตายอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าอันซูหยวนสาวน้อยไม่ได้เย่อหยิ่งเกินไป เขาก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย
เนื่องจากพวกเขาจะต้องเดินทางเข้าพื้นที่ล่าเขต Jที่ได้ชื่อว่าเป็น “แดนพิศวง” ดังนั้นทุกคนจึงเตรียมความพร้อมมามากกว่าทุกๆครั้ง
โดยกลุ่มเขี้ยวขาวและกลุ่มเขี้ยวแดงพาคนมาแบกสัมภาระของตนเองด้วย การเดินทางครั้งนี้กำหนดไว้แค่ 2 วันก็จริง รวมไปกลับคงไม่เกิน 3 วัน ทว่า....มีหลายครั้งเกินไปที่ผู้คนเข้าไปข้างในแล้วหาทางกลับออกมาไม่ได้
สิ่งนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่ง บางคนออกมาได้หลังจากหายไป 1 เดือน บอกว่าเดินวนอยู่ข้างในหาทางออกไม่ได้ มองใครก็ไม่เห็น เหมือนเดินวนอยู่ในเขาวงกต แม้แต่สัญญาณจากสายรัดก็หายไปด้วย แม้ว่ากองทัพต้องการไขความลับในเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ยอมแพ้เท่านั้น
เพื่อนที่พลทหารพิเศษรุ่ยพูดถึงนี้ แท้จริงก็เป็นพลทหารพิเศษเหมือนกันกับเขา ทั้งกลุ่มได้รับภารกิจให้เข้าไปสำรวจพื้นที่พิศวงนี้ ดังนั้นจึงพากันไป 4 คน ตอนที่เขากำลังพักผ่อนแล้วพวกพ้องอยากจะไปเล่นสนุกกับพวกสัตว์กลายพันธุ์ข้างนอก จากนั้นพวกเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย
พลทหารพิเศษรุ่ยพยายามตามหาพวกเขาอยู่หลายวันแต่ก็ไม่พบร่องรอย กระทั่งกลับมาเพื่อขอให้หน่วยพิเศษช่วยออกตามหาก็ไม่พบจนต้องยอมแพ้ไป สุดท้ายเหลือแค่พลทหารพิเศษรุ่ยเท่านั้นที่ยังไม่ยอมแพ้ เขาคนเดียวพยายามหลายครั้งเพื่อตามหาร่องรอยอีกฝ่ายให้เจอ และนี่ก็เป็นแค่หนึ่งในความพยายามครั้งที่ร้อยของเขาเท่านั้น
เพราะกลัวว่าตัวเองจะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับคนอื่นๆ ป้องกันไว้ก่อนก็ยังดีกว่าไปตามแก้ในภายหลัง สุดท้ายแล้วกลุ่มเขี้ยวขาวและกลุ่มเขี้ยวแดงจึงยอมแบกสัมภาระที่ค่อนข้างมากเช่นนี้ แต่ก็ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะมีชีวิตรอดอยู่ได้ถึง 2 เดือนเต็มโดยไม่อดตาย
ซูหยวนพอใจกับการเตรียมความพร้อมนี้ของพวกเขาเช่นกัน แม้จะเป็นคนเก่งมีฝีมือ ก็ยังไม่ประมาท คนแบบนี้เท่านั้นที่จะรอดชีวิตออกไปได้
ทั้งกลุ่มใช้เวลาเพียงครึ่งวัน อาศัยเส้นทางของทหารโดยมีพลทหารพิเศษรุ่ยนำทางจึงทำให้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาใดๆ แม้ว่าระหว่างจะได้เจอความวุ่นวายจากการที่เขต E เนื่องมาจากกลุ่มราชาเสือถูกทำลายไปก็ตาม
สัตว์และพืชกลายพันธุ์ที่หายไปจากพื้นที่ทำให้พวกทหารประจำเขตวุ่นวายกันมาก ไหนจะต้องระวังพวกกลายพันธุ์จากเขตอื่นๆที่เข้ามาก่อความวุ่นวายพยายามยึดอาณาเขตไปอีก แต่สุดท้ายแล้วทั้งกลุ่มก็ผ่านทางไปอย่างง่ายดายอยู่ดี ไม่มีใครกล้าหยุดพวกเขาที่นำโดยทหารพิเศษหรอก
ดังนั้นเมื่อมาถึงเขต J ในเวลากลางวัน แสงไฟยังคงทำงานอยู่ ทว่า...สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างแรกที่ซูหยวนรับรู้ได้ก็คือ หมอกหนาทึบที่ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองต่ำกว่าปกติ แม้แต่ซูหยวนที่มีพลังงานค่อนข้างสูงก็ยังเจอปัญหานี้
อย่างไรก็ตาม...อาศัยการรับรู้ของแผนที่จากระบบเกม เธอยังสัมผัสได้ถึงตัวตนของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดได้อยู่
เพียงแต่ที่เขตพื้นที่ล่านี้กลับมีสิ่งผิดปกติที่ทำให้หัวใจของซูหยวนต้องเต้นรัว....
“ประตูเชื่อมมิติ”
………………………………….